ログインเกล็ดสีเงินในฝ่ามือของเฟิงอ้าวเทียนยังคงเปล่งประกายจาง ๆ แม้เขาจะใช้ผ้าคลุมไว้แล้วก็ตาม
ยิ่งเข้าใกล้หอศิลามังกร ความเย็นจากเกล็ดชิ้นนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีบางสิ่งภายในหอกำลังเรียกหามัน มู่ชางเดินนำอยู่เบื้องหน้า ทหารมังกรที่เฝ้าทางเข้าต่างคุกเข่าลงเมื่อเห็นองค์รัชทายาทเสด็จมาถึง ทว่าภายในแววตาของแต่ละคนกลับมีความกังวลซ่อนอยู่ หอศิลามังกรเป็นสถานที่เก็บรักษาศิลาจารึกและสมบัติโบราณของราชวงศ์เฟิง ว่ากันว่าศิลาบางแผ่นถูกจารึกไว้ตั้งแต่ยุคที่มังกรบรรพกาลยังครองสามภพ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่อาจอ่านอักขระทั้งหมดได้ สถานที่แห่งนี้ถูกปิดผนึกมาหลายพันปี และไม่เคยมีเหตุการณ์ผิดปกติรุนแรงเช่นนี้มาก่อน “ฝ่าบาทประทับอยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ” ทหารเฝ้าประตูรายงาน เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า ก่อนก้าวผ่านประตูหินเข้าไป ทันทีที่เขาเข้าสู่โถงชั้นนอก พลังมังกรสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะร่างจนชายเสื้อสะบัดอย่างรุนแรง เขาหยุดฝีเท้าแล้วโคจรปราณป้องกันตนเอง กำแพงหินทั้งสองข้างสลักอักขระสีทองไว้เป็นแนวยาว บัดนี้อักขระบางส่วนกลับเปลี่ยนเป็นสีเงิน ราวกับมีพลังแปลกปลอมกำลังไหลผ่านเส้นลายบนผนัง “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหรือ” มู่ชางพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ พลังที่ปรากฏขึ้นไม่ได้ทำลายผนึก แต่กำลังทำให้มันตอบสนองต่อบางสิ่ง” “แล้วพวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร” “ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว เขาเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นเฟิงเทียนหลงยืนอยู่หน้าแท่นศิลาขนาดใหญ่ ด้านข้างมีเฉินกวง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสภามังกร และชายชราผู้สวมชุดคลุมสีเทาเงินกำลังตรวจสอบอักขระบนแท่นหิน ชายชราผู้นั้นคือซูเหวิน ผู้ดูแลหอจารึกโบราณของราชวงศ์ “เสด็จพ่อ” เฟิงอ้าวเทียนค้อมศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันมา เมื่อเห็นบุตรชายก็ตรัสถามทันที “เจ้าเห็นสิ่งใดก่อนที่ผนึกจะสั่นสะเทือนหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนลังเลเพียงชั่วครู่ เขายังไม่แน่ใจว่าควรเปิดเผยเรื่องเงามังกรสีเงินทั้งหมดหรือไม่ เพราะแม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงปรากฏขึ้น แต่หากต้องการค้นหาคำตอบ เขาก็ไม่อาจปิดบังทุกอย่างต่อไปได้ “ก่อนที่มู่ชางจะมาแจ้งข่าว ข้าพบความผิดปกติระหว่างฝึกพลังพ่ะย่ะค่ะ” “ความผิดปกติอย่างไร” “มีพลังสีเงินปรากฏขึ้นจากแก่นปราณของข้า และข้าเห็นเงามังกรตนหนึ่ง” ซูเหวินหันขวับมาทันที “มังกรสีเงินหรือพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนมองชายชรา “ท่านรู้จักพลังเช่นนี้หรือ” ซูเหวินไม่ได้ตอบในทันที เขาหันไปมองเฟิงเทียนหลง ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง “ในบันทึกโบราณมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมังกรเงินอยู่พ่ะย่ะค่ะ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ขาดหายไป เหลือเพียงข้อความที่กล่าวถึงมังกรผู้พิทักษ์ผนึกบรรพกาล” เฉินกวงขมวดคิ้ว “มังกรผู้พิทักษ์ผนึกบรรพกาลเป็นเพียงตำนานเก่าแก่ เหตุใดจึงนำมาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้” “เพราะอักขระสีเงินเหล่านี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ซูเหวินตอบ “และลวดลายของมันคล้ายกับอักขระที่พบในบันทึกยุคแรกของราชวงศ์” เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา ทันใดนั้น เกล็ดสีเงินที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก็ร้อนวาบขึ้นมา เขาชะงัก ก่อนกำมือแน่นเพื่อระงับปฏิกิริยาของมัน แต่ไม่ทันแล้ว แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งออกจากร่างของเขา กระทบแท่นศิลาตรงหน้าอย่างแม่นยำ ครืน! เสียงสั่นสะเทือนดังไปทั่วหอศิลามังกร อักขระบนแท่นหินสว่างขึ้นพร้อมกัน ประตูหินชั้นในซึ่งปิดตายมานานหลายพันปีปรากฏรอยแสงสีเงินพาดผ่าน ทหารมังกรรีบชักอาวุธออกมา ขณะที่มู่ชางก้าวเข้ามาขวางหน้าเฟิงอ้าวเทียนโดยสัญชาตญาณ “คุ้มกันฝ่าบาทและองค์รัชทายาท!” เฟิงเทียนหลงยกพระหัตถ์ขึ้น “อย่าเพิ่งลงมือ!” พลังจักรพรรดิมังกรแผ่ออกเป็นวงกว้าง กดความปั่นป่วนในหอให้สงบลงทีละน้อย แต่ประตูหินชั้นในยังคงเปล่งประกายไม่หยุด เฟิงอ้าวเทียนมองมือของตนด้วยความตกตะลึง เขาไม่ได้ตั้งใจใช้พลังสีเงินเลยแม้แต่น้อย มันตอบสนองต่อผนึกด้วยตัวเอง “เสด็จพ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ—” “ข้ารู้” เฟิงเทียนหลงตรัสขัด ก่อนเดินเข้ามาตรวจดูบุตรชาย “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่” “ไม่พ่ะย่ะค่ะ” จักรพรรดิมังกรตรวจสอบปราณของเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรง จึงหันไปยังแท่นศิลา เฉินกวงมีสีหน้าเคร่งขรึม “ฝ่าบาท หากผนึกตอบสนองต่อองค์รัชทายาทจริง เรื่องนี้ต้องแจ้งสภามังกรทั้งหมด การปล่อยให้พลังที่ไม่ทราบที่มาสัมผัสผนึกโบราณอาจก่อให้เกิดอันตรายได้” เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองผู้อาวุโส “ข้าไม่ได้จงใจเปิดผนึก และยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าพลังนั้นมาจากไหน หากท่านต้องการตรวจสอบ ข้าก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ข้าไม่ยอมรับข้อกล่าวหาว่าข้าเป็นผู้ทำให้เกิดอันตรายโดยไม่มีหลักฐาน” เฉินกวงสบตาเขา “ไม่มีผู้ใดกล่าวหาเจ้า องค์รัชทายาท แต่เจ้าต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของสภามังกรคือปกป้องราชวงศ์และแดนมังกร” “ข้าก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน” น้ำเสียงของชายหนุ่มหนักแน่น “หากผนึกนี้เกี่ยวข้องกับภัยที่อาจคุกคามแดนมังกร ข้าจะไม่หลีกหนี แต่ก่อนจะตัดสินสิ่งใด พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เฟิงเทียนหลงทอดพระเนตรบุตรชาย ก่อนตรัสว่า “คำพูดของอ้าวเทียนมีเหตุผล เราจะไม่เปิดประตูชั้นในจนกว่าจะทราบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้” พระองค์หันไปทางซูเหวิน “เจ้าตรวจสอบบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผนึกนี้ แล้วรายงานเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานรองรับ ส่วนข้อมูลที่ขาดหาย ห้ามเติมแต่งขึ้นเอง” “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” “มู่ชาง ให้ทหารเฝ้าพื้นที่โดยรอบเพิ่มขึ้น แต่ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ประตูชั้นในโดยพลการ” “รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นจักรพรรดิมังกรจึงหันกลับมาหาบุตรชาย “ส่วนเจ้า อ้าวเทียน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามฝึกพลังสีเงินเพียงลำพังจนกว่าจะเข้าใจวิธีควบคุมมัน” เฟิงอ้าวเทียนกำลังจะโต้แย้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของพระบิดา เขาก็กลืนคำพูดกลับลงไป “พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะรับปาก แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม เหตุใดพลังสีเงินจึงปรากฏขึ้นในตัวเขา เหตุใดผนึกโบราณจึงตอบสนองต่อพลังนั้น และเหตุใดภาพนิมิตที่เขาเห็นจึงมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางมังกรสีเงิน คำตอบทั้งหมดอาจอยู่หลังประตูหินบานนั้น แต่ในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรเปิดมันอย่างไรโดยไม่ทำให้สิ่งที่ถูกผนึกอยู่ภายในตื่นขึ้นมา เมื่อกลับถึงตำหนัก เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาวางเกล็ดสีเงินลงบนโต๊ะหยก แล้วเพ่งมองมันอย่างพินิจ แสงที่เคยสว่างกลับสงบนิ่งลง ราวกับเป็นเพียงเศษเกล็ดธรรมดา ชายหนุ่มลองส่งปราณดำทองเข้าไปแตะ แต่เกล็ดกลับไม่มีปฏิกิริยา เมื่อเปลี่ยนเป็นปราณสีเงินเพียงเล็กน้อย แสงอ่อน ๆ ก็ปรากฏขึ้นทันที เฟิงอ้าวเทียนรีบดึงพลังกลับ “เจ้ากำลังตอบสนองต่อพลังของข้า หรือกำลังชี้นำข้าไปที่ใดกันแน่” แน่นอนว่าไม่มีเสียงใดตอบกลับ เขานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนเก็บเกล็ดไว้ในกล่องหยกและผนึกด้วยปราณของตนเอง ในตอนนั้นเอง ความทรงจำเกี่ยวกับหญิงสาวในภาพนิมิตก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของนางสงบนิ่ง ทว่าแฝงความเศร้าที่เขาไม่อาจอธิบายได้ ราวกับนางกำลังยืนอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปถึง เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว เขาไม่เคยพบหญิงสาวผู้นั้น แต่กลับรู้สึกว่าภาพนิมิตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ขณะเดียวกัน ณ หุบเขามังกรเงินที่ถูกปิดผนึกไว้ทางตอนเหนือของแดนมังกร ละอองหมอกสีขาวลอยเหนือผืนน้ำแข็ง ภายในถ้ำโบราณ หญิงสาวผู้หนึ่งลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ เส้นผมดำยาวของนางแผ่กระจายอยู่บนแท่นหยก ดวงตาสีเงินสะท้อนประกายราวดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เกล็ดมังกรสีเงินบางส่วนปรากฏขึ้นตรงข้างแก้ม ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อพลังภายในร่างสงบลง หลินซีเหยาลุกขึ้นนั่ง พลางยกมือแตะบริเวณหัวใจ เมื่อครู่ นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากผนึกที่อยู่ห่างไกลออกไป มันเป็นพลังมังกรสายเลือดจักรพรรดิ แต่สิ่งที่ทำให้นางตกใจไม่ใช่ความแข็งแกร่งของพลังนั้น หากเป็นพลังสีเงินอีกสายหนึ่งซึ่งแทรกอยู่ภายในอย่างชัดเจน นางไม่เคยสัมผัสพลังเช่นนี้จากมังกรราชวงศ์เฟิงมาก่อน “เหตุใดพลังของมังกรเงินจึงปรากฏขึ้นในแดนมังกร…” หลินซีเหยาพึมพำ ทันใดนั้น อักขระบนผนังถ้ำก็สว่างขึ้นทีละตัว เผยให้เห็นตราประทับรูปมังกรสองตนที่พันเกี่ยวกันอยู่บนแผ่นศิลา นางจ้องมองมันด้วยแววตาซับซ้อน ตราประทับนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสในเผ่าสั่งห้ามไม่ให้นางแตะต้องมาตั้งแต่วัยเยาว์ และไม่เคยอธิบายเหตุผลที่แท้จริงให้ฟัง แต่ในค่ำคืนนี้ มันกลับตอบสนองต่อพลังจากภายนอกเป็นครั้งแรก หลินซีเหยาลุกขึ้นยืน ก่อนหยิบเสื้อคลุมสีขาวเงินมาสวมทับชุดฝึก นางไม่รู้ว่ามังกรตนใดเป็นผู้กระตุ้นผนึก และไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำภัยพิบัติมาสู่เผ่าของตนหรือไม่ สิ่งเดียวที่นางแน่ใจคือ หากปล่อยให้ความผิดปกติดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ เผ่ามังกรเงินอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป นางจึงตัดสินใจเดินทางออกจากหุบเขาเพื่อค้นหาต้นตอของพลังนั้นด้วยตนเอง อีกฟากหนึ่งของแดนมังกร เฟิงอ้าวเทียนยังคงยืนอยู่ริมหน้าต่างตำหนัก โดยไม่รู้เลยว่าหญิงสาวในภาพนิมิตกำลังออกเดินทางมาหาเขา ผนึกโบราณเริ่มสั่นสะเทือน สายเลือดที่หลับใหลเริ่มตื่นขึ้น และเส้นทางของมังกรสองตนกำลังเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ ทว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ยังมีความลับอีกมากมายที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ รวมถึงเหตุผลที่มังกรเงินต้องหายไปจากประวัติศาสตร์ของราชวงศ์มังกรเมื่อหลายพันปีก่อนพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ
![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






