ログインรุ่งอรุณเหนือดินแดนมังกรปกคลุมยอดเขาด้วยหมอกสีขาว เมื่อประตูตำหนักมังกรหลวงเปิดออก เฟิงอ้าวเทียนก็ปรากฏตัวในชุดเดินทางสีดำปักลายมังกรทอง เสื้อคลุมยาวสะบัดตามแรงลม ข้างเอวมีหยกคุ้มภัยที่เฟิงเทียนหลงประทานให้ติดตัวไว้
มู่ชางยืนรออยู่หน้าบันไดหิน พร้อมมังกรเกล็ดเทาสองตัวที่เตรียมไว้สำหรับการเดินทาง “องค์ชาย ทรงเตรียมพร้อมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” “หากข้ายังไม่พร้อม ท่านก็คงไม่ยอมให้ข้าออกเดินทางอยู่ดี” “อย่างน้อยท่านก็ทรงทราบดี” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้าวขึ้นไปบนหลังมังกรตัวแรก มู่ชางตามขึ้นไปบนอีกตัว จากนั้นมังกรทั้งสองจึงกางปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เบื้องล่างคือพระราชวังที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ ยอดหอสูงตระหง่านค่อย ๆ เล็กลงเมื่อพวกเขามุ่งหน้าไปทางเหนือ เฟิงอ้าวเทียนทอดสายตามองเทือกเขาที่อยู่ไกลออกไป เขาเคยเดินทางไปยังดินแดนหลายแห่งในเขตมังกร แต่ป้อมมังกรเหนือเป็นสถานที่ที่เขาไม่เคยไปด้วยตนเองมาก่อน ที่นั่นตั้งอยู่ตรงแนวเขตระหว่างดินแดนมังกรกับเทือกเขารกร้าง ซึ่งเต็มไปด้วยอสูรและซากโบราณสถานจากยุคบรรพกาล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป้อมแห่งนั้นทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้อสูรจากเทือกเขารกร้างบุกเข้ามายังดินแดนมังกร และช่วงหลังมานี้ ข่าวเกี่ยวกับอสูรที่มีพลังผิดปกติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “ท่านอาจารย์” เฟิงอ้าวเทียนเอ่ยถามระหว่างเดินทาง “ท่านเคยไปยังเทือกเขารกร้างหรือไม่” “เคย เมื่อครั้งที่ข้ายังเป็นแม่ทัพหนุ่ม” “ที่นั่นอันตรายมากหรือ” มู่ชางมองไปยังแนวเขาที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเบื้องหน้า “อันตรายไม่ได้อยู่ที่จำนวนอสูรเพียงอย่างเดียว บางพื้นที่มีพลังมังกรโบราณหลงเหลืออยู่ ผู้ที่เข้าไปโดยไม่รู้วิธีรับมืออาจหลงอยู่ในนั้นเป็นเวลาหลายวัน หรือไม่ก็สูญเสียพลังปราณจนไม่อาจกลับออกมาได้” “แล้วผนึกที่วิหารศิลามังกรเกี่ยวข้องกับสถานที่เหล่านั้นหรือไม่” “ข้ายังยืนยันไม่ได้” คำตอบของมู่ชางตรงไปตรงมา “แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เราไม่ควรมองข้ามความเป็นไปได้ดังกล่าว” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขาไม่ซักถามต่อ เพราะเข้าใจดีว่าหากยังไม่มีหลักฐาน ต่อให้คาดเดาได้มากเพียงใดก็ไม่อาจถือเป็นความจริง ขณะเดียวกัน ลมเหนือเริ่มแรงขึ้น มังกรเกล็ดเทาที่เขาขี่อยู่ส่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนลดระดับบินลงเล็กน้อย เบื้องหน้าปรากฏแนวกำแพงหินสีเทาดำทอดยาวข้ามช่องเขา หอเฝ้าระวังตั้งอยู่เป็นระยะ ธงตรามังกรทองโบกสะบัดอยู่เหนือป้อมปราการ ป้อมมังกรเหนือมาถึงแล้ว แม่ทัพประจำป้อมชื่อเหยียนซ่งนำทหารออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นเฟิงอ้าวเทียน เขารีบคุกเข่าลงพร้อมเหล่าทหาร “ถวายคำนับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!” “ลุกขึ้นเถิด ไม่จำเป็นต้องทำพิธีให้ยุ่งยาก” เหยียนซ่งลุกขึ้นแล้วประสานมือ “กระหม่อมได้รับพระบัญชาให้ถวายการต้อนรับ และดูแลความปลอดภัยขององค์ชายตลอดเวลาที่ประทับอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้พวกเจ้าต้องคอยดูแลข้าเป็นพิเศษ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “จงทำหน้าที่ตามปกติ ข้าอยากเห็นสภาพของป้อมด้วยตาตนเอง” เหยียนซ่งเหลือบมองมู่ชางเล็กน้อย ก่อนตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะนำทาง” พวกเขาเดินผ่านประตูป้อมเข้าสู่ลานด้านใน เฟิงอ้าวเทียนสังเกตเห็นทหารจำนวนหนึ่งกำลังฝึกกระบี่ ขณะที่อีกกลุ่มกำลังซ่อมแซมกำแพงหินที่แตกร้าว บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากพระราชวังอย่างชัดเจน ไม่มีเสียงพิธีการ ไม่มีข้าราชบริพารเดินเข้าออก มีเพียงเสียงอาวุธกระทบกัน เสียงคำสั่งของนายกอง และเสียงลมที่พัดผ่านแนวกำแพง เฟิงอ้าวเทียนหยุดมองทหารหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังฝึกท่าฟันกระบี่ซ้ำ ๆ แม้ท่วงท่าจะไม่สวยงาม แต่ทุกครั้งที่ลงมือ เขากลับวางเท้าได้มั่นคงกว่าครั้งก่อน “ทหารที่นี่ฝึกกันหนักไม่น้อย” เหยียนซ่งตอบว่า “แนวเหนือไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดอ่อนแอพ่ะย่ะค่ะ หากฝึกไม่ดี เมื่ออสูรบุกเข้ามาก็อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า ก่อนถามต่อ “ช่วงนี้มีอสูรบุกโจมตีบ่อยเพียงใด” สีหน้าของเหยียนซ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา มีอสูรหลุดเข้ามาใกล้แนวกำแพงถึงสามครั้งพ่ะย่ะค่ะ ปกติพวกมันมักหลีกเลี่ยงป้อมที่มีค่ายกลป้องกัน แต่ครั้งนี้กลับเดินเข้ามาโดยไม่หวาดกลัว” “พวกมันมีร่องรอยผิดปกติหรือไม่” “บางตัวมีรอยดำอยู่ตามเกล็ด บางตัวกลับมีพลังปราณแปรปรวนจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ กระหม่อมส่งหน่วยลาดตระเวนออกตรวจสอบแล้ว แต่ยังไม่พบต้นเหตุแน่ชัด” เฟิงอ้าวเทียนกับมู่ชางสบตากัน ร่องรอยเหล่านั้นคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาเคยพบมาก่อน อย่างไรก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้รีบด่วนสรุป “พาข้าไปดูบริเวณที่พบอสูรครั้งล่าสุด” เหยียนซ่งมีสีหน้าลังเล “บริเวณนั้นอยู่นอกกำแพงป้อมพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งยังไม่ทราบว่ามีอสูรหลงเหลืออยู่หรือไม่” “ข้าไม่ได้จะออกไปโดยไม่เตรียมตัว เราจะไปพร้อมหน่วยลาดตระเวน และจะไม่เข้าใกล้พื้นที่อันตรายเกินจำเป็น” มู่ชางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จัดกำลังให้พร้อม หากพบสิ่งผิดปกติให้ถอยกลับทันที อย่าฝืนต่อสู้โดยไม่จำเป็น” เหยียนซ่งจึงรับคำสั่ง ก่อนเรียกทหารลาดตระเวนสี่นายมารวมตัว อีกด้านหนึ่ง ใต้ถ้ำหินดำ หลินซีเหยาค่อย ๆ เดินไปตามทางลาดที่ทอดลึกลงสู่ใต้ภูเขา แสงจากเกล็ดเงินในมือช่วยให้นางมองเห็นเส้นทางได้เพียงระยะใกล้ ผนังทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแตกและรากไม้ที่ชอนไชลงมาจากเบื้องบน บางช่วงมีหยดน้ำตกลงจากเพดานจนเกิดเสียงสะท้อนแผ่วเบา นางเดินอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าเร่งฝีเท้า เพราะไม่รู้ว่าพื้นหินส่วนใดอาจพังลงมา หลังผ่านทางลาดมาได้ระยะหนึ่ง ทางเดินก็แยกออกเป็นสองสาย หลินซีเหยอหยุดยืนตรงทางแยก ก่อนยกเกล็ดเงินขึ้นสังเกต เมื่อหันไปทางซ้าย เกล็ดเงินแทบไม่มีปฏิกิริยา แต่เมื่อหันไปทางขวา มันกลับส่องแสงชัดขึ้นเล็กน้อย นางจึงเลือกทางขวา “อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง” นางพึมพำกับเกล็ดเงิน แล้วเดินต่อไป ไม่นานนัก นางก็พบโพรงหินขนาดใหญ่ ภายในมีแอ่งน้ำใสอยู่ตรงกลาง ผนังด้านหลังเต็มไปด้วยผลึกสีเงินขนาดเล็กที่ส่องประกายใต้แสงจากเกล็ดในมือ หลินซีเหยาก้าวเข้าไปใกล้แอ่งน้ำ แล้วคุกเข่าลงตรวจดู น้ำในแอ่งสงบนิ่งจนแทบไม่มีระลอกคลื่น ทว่าเมื่อเงาของนางปรากฏบนผิวน้ำ ภาพสะท้อนกลับเปลี่ยนไปชั่วขณะ หญิงสาวในชุดโบราณยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคล้ายคลึงกับนางอย่างน่าประหลาด แต่ดวงตาของอีกฝ่ายกลับดูเก่าแก่และเหนื่อยล้ากว่ามาก หลินซีเหยอผงะถอยหลัง ภาพนั้นหายไปทันที “ใครกัน…” นางมองผิวน้ำอีกครั้ง คราวนี้เหลือเพียงเงาของตนเอง นางไม่กล้าแตะน้ำโดยไม่รู้ที่มา จึงลุกขึ้นแล้วสำรวจรอบโพรงแทน ตรงมุมหนึ่งมีผลึกสีเงินฝังอยู่ในผนัง ผลึกนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่กลับส่งพลังที่บริสุทธิ์กว่าสิ่งใดที่นางเคยพบในถ้ำแห่งนี้ หลินซีเหยอยื่นมือเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น พลังในร่างของนางก็ไหลเวียนเร็วขึ้น เกล็ดเงินในมือส่องแสงจนสว่างไปทั่วโพรง นางรีบชักมือกลับ “พอแล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจปลุกสิ่งใดขึ้นมา” แต่แสงไม่ได้ดับลงทันที เพียงไม่นาน อักขระเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนผนังเหนือผลึก เป็นสัญลักษณ์รูปมังกรเงินที่นางเคยเห็นบนประตูหินในหุบเขา ใต้สัญลักษณ์มีรอยสลักเพียงไม่กี่คำ ‘ผู้สืบสายเลือดจงอย่าฝืนเปิดทาง’ หลินซีเหยาจ้องข้อความนั้นอยู่นาน นางยังไม่เข้าใจว่าทางที่กล่าวถึงคือทางใด และเหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงรู้จักสายเลือดของนาง แต่ข้อความนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้นางไม่กล้าแตะผลึกอีก นางถอยออกจากผนัง ก่อนหันกลับไปมองทางเดินที่เพิ่งผ่านมา หากสิ่งที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้เชื่อมโยงกับผนึกโบราณจริง นางคงไม่อาจค้นหาคำตอบทั้งหมดได้ในวันเดียว นางจำเป็นต้องหาทางกลับขึ้นไปก่อน แล้วค่อยกลับมาพร้อมความพร้อมที่มากกว่านี้ หลินซีเหยาเก็บเกล็ดเงินลงในถุงผ้า หันกลับไปยังทางเดินเดิม และเริ่มเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง นางไม่รู้เลยว่า บนผิวของผลึกสีเงินนั้น มีประกายสีดำบางเบาปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ นอกป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนเดินตามหน่วยลาดตระเวนไปยังเนินหินที่พบอสูรครั้งล่าสุด พื้นดินบริเวณนั้นเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ ต้นไม้หลายต้นถูกโค่นลง และมีกลิ่นอายของพลังปราณหลงเหลืออยู่ในอากาศ เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลงแตะรอยแผลบนหิน รอยนั้นลึกผิดปกติ แต่สิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้วคือคราบสีดำซึ่งเกาะอยู่ตามขอบแผล เขาไม่ได้ใช้พลังสัมผัสโดยตรง เพียงหยิบกิ่งไม้ขึ้นเขี่ยคราบนั้นเบา ๆ คราบสีดำสลายตัวทันทีเมื่อถูกลมพัด มู่ชางเดินเข้ามาดู “ท่านพบสิ่งใดหรือ” “พลังที่เหลืออยู่คล้ายกับร่องรอยในถ้ำหินดำ แต่ข้ายังไม่อาจยืนยันว่ามาจากสิ่งเดียวกัน” เหยียนซ่งซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมีสีหน้าเคร่งเครียด “หากอสูรเหล่านี้มาจากถ้ำหินดำจริง พวกมันอาจเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “อย่าเพิ่งด่วนสรุป” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้น “เราต้องตรวจสอบร่องรอยให้ครบก่อน” เขากวาดตามองไปรอบบริเวณ แล้วพบรอยเท้าขนาดใหญ่ทอดไปทางช่องเขาด้านตะวันออก แต่รอยเหล่านั้นกลับหยุดลงอย่างกะทันหันตรงก้อนหินขนาดมหึมา ราวกับสิ่งที่ทิ้งรอยเท้าไว้ไม่ได้เดินต่อไป หากหายไปจากตรงนั้น เฟิงอ้าวเทียนยกมือห้ามทุกคนไม่ให้เข้าใกล้ “อย่าแตะต้องพื้นบริเวณนี้” มู่ชางขยับมายืนข้างเขา “มีค่ายกลซ่อนอยู่หรือ” “ข้ายังไม่แน่ใจ แต่พลังใต้ก้อนหินกำลังเคลื่อนไหว” ทั้งสองยืนสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงคำรามต่ำลึกจะดังมาจากอีกฟากของช่องเขา ทหารลาดตระเวนชักอาวุธพร้อมกัน เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้ามองแนวหิน ดวงตาคมเข้มขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่กำลังเคลื่อนเข้ามา ครั้งนี้เขาไม่ได้รีบพุ่งเข้าไปหาต้นเสียง เขาหันไปสั่งทหารอย่างสงบ “ตั้งแนวป้องกัน อย่าแยกกันออกไป หากสิ่งที่เข้ามาเป็นอสูรจริง เราจะรับมือร่วมกัน” มู่ชางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ นี่เป็นบททดสอบที่เฟิงอ้าวเทียนยังต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยพลังที่เหนือกว่า แต่ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์และปกป้องผู้ที่อยู่ร่วมแนวรบด้วย เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง เงาร่างขนาดใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏเหนือสันเขา ทว่าก่อนที่มันจะเผยตัวออกมาทั้งหมด คราบสีดำบนพื้นกลับสั่นไหวขึ้นพร้อมกัน เฟิงอ้าวเทียนสัมผัสได้ถึงพลังสีเงินในร่างที่ตอบสนองอย่างแผ่วเบา เขากำมือไว้ข้างลำตัว แต่ไม่ได้ปลดปล่อยพลังออกมา คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้ความสงสัยชักนำตนเองจนขาดความระมัดระวัง สิ่งที่อยู่เหนือสันเขากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ และป้อมมังกรเหนือซึ่งยืนหยัดปกป้องชายแดนมานาน กำลังเผชิญกับความผิดปกติที่อาจใหญ่กว่าการบุกโจมตีของอสูรทั่วไป เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่หน้ากองทหาร ดวงตาจับจ้องเงาที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา การเดินทางครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







