Share

ตอนที่ 8

last update Last Updated: 2026-02-14 12:13:31

ตอนที่ 8

“หากโอกาสหน้าคุณชายสิบสี่นั้นมาท่องเที่ยวยังเมืองซั่วหยางนี้อีก ก็ขอเชิญแวะมายังหอชุนอวี่ของเราอีกนะเจ้าคะ” 

แน่นอนว่าถึงคุณชายน้อยที่บอกว่าตนเองแซ่เฝิ่ง เป็นบุตรชายลำดับที่สิบสี่ผู้นี้มิได้ประมูลบุปผางามไปสักนาง แต่ก็ซื้อขาดสาวใช้ชั้นเลวที่ถูกขายทิ้งไปถึงสี่นาง เงินนั้นมากโข นางทำการค้าย่อมคิดถูกใจอีกฝ่าย หวังมีการค้าต่อกันในภายภาคหน้าอีก

“ย่อมต้องแวะมาอย่างแน่นอน” 

มิได้กล่าวโกหกแม้แต่น้อย เพราะนางรู้สึกประทับใจหอชุนอวี่ไม่น้อย เพราะจะกล่าวไปก็ไม่ต่างจากผับบาร์ในยุคที่นางยังเป็น ‘เจ้าจันทร์’ หากมาเพื่อผ่อนคลายก็นับว่าไม่เลวทีเดียว

“รถม้าคันนี้มิทราบว่าหากข้าต้องการซื้อขาด ท่านลุงสะดวกใจจะขายหรือไม่?” 

พอเหล่ามาม่าของหอชุนอวี่จากไป นางจึงไม่รอช้าเจรจาขอซื้อขาดรถม้าที่แต่แรกตกลงเพียงแค่เช่าเท่านั้น ด้วยเพราะคิดซ่อนคนปกปิดที่อยู่เอาไว้ มีเพียงต้องซื้อรถม้าเท่านั้นเรื่องราวจึงเป็นความลับได้ดีที่สุด

“สามร้อยตำลึงขอรับคุณชายน้อย” ท่านผู้เฒ่าเรียกราคาไม่ปรานี

“ข้าเพิ่มให้ท่านอีกห้าร้อยตำลึงเงิน ขอแค่ท่านลุงช่วยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือจะลืมรถม้าคันนี้ไปเลยได้ยิ่งดีเท่านั้น” 

นางส่งตั๋วเงินให้อีกฝ่ายแล้วขยิบตาให้ท่านผู้เฒ่าอย่างมากเล่ห์กล ทำเอาท่านผู้เฒ่าคนโลภมากถึงกับตาโตเท่าไข่เป็ด เพราะขนาดตนเองเรียกราคาแสนแพง นอกจากเจ้าหนุ่มน้อยตรงหน้าจะไม่คิดต่อรองราคาแล้ว เขายังใจดีเพิ่มเติมให้อีกถึงสองร้อยตำลึงเงิน!

“ย่อมได้ๆ ตั๋วเงินมากเช่นนี้ข้าจำอันใดมิได้ทั้งสิ้น เอ๊ะ? แล้วข้ามายืนทำอันใดอยู่ตรงนี้กันเล่า???” 

กล่าวจบท่านผู้เฒ่าผู้สติหลงลืมก็เดินจากไปราวกับว่ารถม้าคันนี้หาใช่ของเขาจริงๆ

“เฮ้อ! ข้าผลาญเงินไปไม่น้อย หากท่านย่าทราบคงได้เป็นลมล้มตึงเป็นแน่เมิ่งจีเอ๋ยเมิ่งจี” 

พึมพำแล้วจึงกระโดดขึ้นไปบังคับรถม้าด้วยตนเอง ต่อให้นางเพิ่งมาอยู่ดินแดนนี้ได้เพียงหนึ่งหนาวก็ตาม แต่การบังคับรถม้านี้นางฝึกจนคล่องแคล่ว เพราะฝังใจที่ถูกถานม่านอวี้วางแผนสังหารโดยอาศัยใช้คนของนางมาเป็นคนบังคับรถม้าจนเกิดเรื่องร้าย พอหายดีสิ่งแรกที่นางร้องขอให้บิดาสั่งสอนก็คือวิธีบังคับรถม้า รวมไปถึงควบขี่อาชาก็นับว่านางไม่ด้อยไปจากบุรุษผู้เป็นทหารใต้ปกครองของบิดาเลยทีเดียว

“คุณหนูสี่ ท่านกลับมาสักครา โต้วซานใจคอไม่ดีเลยขอรับที่ท่านหายไปนาน” 

เด็กหนุ่มที่รอด้วยใจว้าวุ่นดีใจแทบกระโดดเมื่อเห็นคุณหนูสี่ลงมาจากรถม้าด้วยกิริยาว่องไว

“ที่โรงเลี้ยงม้าพอมีที่ให้ข้าซุกซ่อนคนสักสี่คนหรือไม่อาโต้ว” 

นางยังไม่ทันได้เตรียมแผนถึงการซุกซ่อนคนถึงสี่คน เพราะแต่เดิมนางคิดแค่เพียงนำพาลี่จื่อมาเป็นคนของตน แต่เมื่อเหตุการณ์มันพาไปจนเลยเถิดเช่นนี้ เห็นทีตนเองต้องอาศัยคนเลี้ยงม้าตรงหน้าให้ช่วยปกปิดไปก่อน จนกว่านางจะหาที่ซึ่งปลอดภัยได้จึงค่อยขยับขยายกันอีกที

“มีขอรับคุณหนูสี่” 

โต้วซานคิดทบทวนเพียงครู่ก็ตอบออกไปอย่างกระตือรือร้น ทำให้ถานเมิ่งจีระบายลมหายใจออกมาทางปากเพราะโล่งใจ

“ดี! เช่นนั้นรถม้ากับคนข้ายกให้เจ้า ส่วนข้าจะขี่ม้าคุ้มกันให้” 

ตกลงเสร็จสิ้นนางจึงเหวี่ยงกายเล็กในอาภรณ์ของบุรุษทะมัดทะแมงขึ้นไปบนหลังอาชารอจนโต้วซานบังคับรถม้าเคลื่อนนำหน้า นางจึงควบม้าปิดท้ายสมกับคำว่า ‘คุ้มกัน’ แท้จริง สายลมยามดึกพัดมาปะทะใบหน้างาม แสงจันทร์ที่ยิ่งดึกยิ่งกระจ่างทำให้นางที่เพิ่งเคยควบม้าในยามราตรีไม่ลำบากอันใดนัก

ฟ้าว…ฟุบ! เฟี้ยว…เคล้ง!

หากแต่เพียงออกพ้นมาจากภายในเมืองเพียงสามสิบลี้ กลับมีกลุ่มคนชุดดำถึงห้าชีวิตพุ่งจู่โจมจนถานเมิ่งจีมีอันต้องตึงเครียดอย่างที่สุด ถึงตลอดหนึ่งหนาวฝึกฝนวิชาการต่อสู้กับบิดาแทบทุกวัน ทว่านักฆ่าถึงห้าคนนางคงยากจะต่อกร แต่ยากเพียงใดก็คงต้องสู้แล้ว เพราะสู้ยังมีหนทางรอดชีวิต แต่หากเอาแต่หนีคงไม่แคล้วสิ้นชีพ

“อาโต้วหนีไป!” 

ตะโกนบอกเด็กหนุ่มผู้บังคับรถม้าแล้วนางจึงกระตุกสายบังเหียนอาชาให้ขวางทางนักฆ่าชุดดำเอาไว้ กระบี่ที่ซุกซ่อนอยู่ข้างอานม้าถูกกระชากออกจากฝักเตรียมพร้อมห้าวหาญ ถึงจะหวาดกลัวเลือดมากเท่าใด แต่นางกลับกลัวตายมากกว่า

“อยากได้ชีวิตข้าก็ใจกล้าสักหน่อย อย่าได้ลังเลให้ขายหน้านายของเจ้าเลย” 

สายลมยามดึกกรรโชกสาดซัดจนกายบนหลังม้าสีดำสนิทสมกับเป็นม้าเหงื่อโลหิตแห่งกองทัพต้าเซิ่ง จนอาภรณ์และเส้นผมปลิวสะบัด มือหนึ่งกำสายบังเหียนแน่น อีกมือก็กระชับด้ามกระบี่จนข้อนิ้วเล็กปูดโปน นักฆ่าเหล่านี้ก็คล้ายสุนัข หากนางหวาดกลัวเอาแต่หลบหนีมีแต่พวกมันจะยิ่งได้ใจไล่กวดนางไม่สิ้นสุด ดังนั้นนางจึงหันหน้าต่อสู้ เช่นไรนางก็เป็นบุตรีของถานไท่เว่ยที่มีทหารอยู่ในมือเรือนแสน ให้วิ่งหนีหางจุกก้นคงมิใช่ถานเมิ่งจีแล้ว

“ทำไม? เกิดขี้ขลาดกลัวตายขึ้นมาเสียแล้วหรือเจ้าพวกสุนัขรับใช้!” 

นางไม่ยอมลงมือก่อน เพราะตนเองเสียเปรียบ หางตาเหลือบมองไปด้านหลังเห็นท้ายของรถม้าลับหายไปโดยไร้คนติดตามก็ยิ่งแน่แก่ใจนักฆ่าเหล่านี้คงต้องการเพียงชีวิตนางเท่านั้น หลังชนข้างฝาเป็นเช่นไรนางเพิ่งซาบซึ้งก็ราตรีนี้

“ย้ากกก! ย้ากกก!” 

ห้าชีวิตห้อมล้อมนางทุกทิศทุกทางแล้วพุ่งจู่โจมพร้อมกัน ถานเมิ่งจีกระตุกบังเหียนจนเจ้าสีนิลพุ่งไปข้างหน้า นางหมอบจนต่ำแนบลำตัวติดกับแผงคอของม้า ส่วนมือข้างขวาก็ฟาดฟันกระบี่ออกไปด้วยความแม่นยำ!

ขวับ! ฉับ! ตุ๊บ! หลุนๆ …

กายเล็กหอบสะท้าน เพราะเมื่อครู่นางเผลอกลั้นใจ ถึงจะฝึกฝนมานาน หากแต่สังหารคนวันนี้คือครั้งแรกของนาง ต่อให้ภายในใจไม่คิดสังหารผู้ใดมาก่อน แต่สันดานของคนเราเมื่อชีวิตตนเองตกอยู่ในยามความเป็นความตายย่อมต้องเลือกรักษาชีวิตตนเองมากกว่าจะละเว้นชีวิตผู้อื่น พลันนั้นปลายหางตาของนางก็ได้เห็นศีรษะของหนึ่งในห้ากลิ้งหลุนๆ แยกไปคนละทางกับร่างบนหลังอาชาที่มันพุ่งทะยานหายไปกับความมืดของแนวป่าสองข้างทาง ปล่อยให้ศีรษะตกอยู่อย่างเดียวดายชวนสยดสยองไม่น้อย

“เหลืออีกสี่ บัดซบเกินไปแล้วนะเมิ่งจี ช่วงนี้ราหูอมไม่คายเลยจริงๆ!” 

เรียวปากงามพึมพำ เพราะหงุดหงิด นางก็เพียงสตรีบอบบางที่ต้องเข้ามาแลกชีวิตกับนักฆ่าถึงสี่คนเช่นนี้ หากไม่กล่าวว่าบัดซบซ้ำซ้อน นางยังจะเรียกช่วงเวลานี้ว่าอันใดไปได้อีก

“ย้ากกก!” 

เงาร่างวูบวาบว่องไว แต่นางก็ไวมิได้ต่าง กระบี่คมของนางตัดคออีกฝ่ายแม่นยำ โลหิตจากกายสูงใหญ่พุ่งมาปะทะหน้า กลิ่นคาวชวนวิงเวียน แต่นางก็ได้กลับมาหนึ่งแผลตรงหัวไหล่เช่นกัน มองจับจ้องไปที่พวกมันทั้งสาม ภายในใจก็ภาวนาให้พวกมันใจเสาะแล้วหนีจาก แต่มองก็แล้วคงยากเพราะพวกมันมีถึงสาม แถมยังเป็นบุรุษร่างกายใหญ่โตราวกับนักรบ คงไม่มีวันหนีห่างจุกก้นเป็นแน่

“เจ็บบัดซบ! ซี้ด…” 

นางสบถออกมาแล้วต้องกัดฟันกรอด เพราะที่กล่าวออกมาล้วนไม่เกินจริงว่า ‘เจ็บบัดซบ!’ รับรู้ได้ถึงโลหิตที่กำลังพุ่งออกจากบาดแผล จนเริ่มทำให้นางหน้ามืด ใจสั่น แต่เพราะรักชีวิตจึงเร่งตั้งสติเรียกสมาธิให้มั่นคง ไม่เสียกิริยาองอาจสมกับที่เป็นทายาทสายตรงของสกุลถาน ด้ามกระบี่ถูกกระชับเอาไว้แนบแน่น เมื่อพวกมันทั้งสามคิดเผด็จศึกหวังตัดศีรษะของนางไปมอบให้แก่ผู้เป็นนาย

“ย้ากกก! ย้ากกก! ย้ากกก!” 

เป็นหรือตายยากหยั่งรู้ แต่นางจะไม่มีวันยอมแพ้โชคชะตาเด็ดขาด!

ขวับ! ฉับ! ฉับ! เคล้ง! ขวับ! ตุ๊บ!

ภาพหวาดเสียวบังเกิดรวดเร็วจบสิ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ ศีรษะของนางยังอยู่ ร่างกายก็ยังครบทุกส่วน ถึงได้บาดแผลเพิ่มเติม ทว่าชีวิตก็รักษาเอาไว้ได้แล้ว มือที่ถือกระบี่สั่นเทายากจะคาดเดาว่าเพราะนางตื่นตกใจ หรือปวดที่แผลจนสั่นสะท้านไปทั้งกายกันแน่

“รักษาชีวิตของพวกมันทั้งสองเอาไว้ให้ดี รอข้าไปสอบสวน” 

เสียงแหบห้าวเช่นนั้นแน่นอนว่าหาใช่เสียงของนาง ถูกต้องที่นางรอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียดก็เพราะมีบุรุษมาช่วย แต่เขาหาใช่เทพเซียนมาจากแดนสวรรค์ หากแต่คนเช่นท่านอ๋องแปดหลี่ปิงเฉิงนี้นางขอยกฐานะจอมมารให้เขาคงเหมาะสมที่สุด

“มิคาดว่าคุณหนูสี่แม้แต่ชีวิตตนเองก็ไม่คิดจะรักษาเอาไว้เสียแล้วหรือจึงหลบหนีออกจากจวนเช่นนี้” 

ช่างเป็นคำทักทายที่น่าประทับใจเหลือเกิน แต่ถึงถานเมิ่งจีนางคิดอยากโต้เถียงก็เกรงว่าเป็นพวกมีใจแต่ไร้กำลังเสียแล้ว เพราะร่างกายเพิ่งฟื้นไข้บัดนี้มาเสียเลือดจากบาดแผลสองที่ สติจึงเริ่มจะลาลับ ความมืดค่อยๆ กลืนกินแสงสว่างในดวงตาของนางทีละน้อย ทีละน้อย สุดท้ายก็…

โครม!

ซ่งจินที่รั้งอยู่ข้างกายท่านอ๋องแปดเห็นกับตาว่าคุณหนูสี่นั้นโงนเงนใกล้จะตกจากหลังม้าอยู่เต็มที แต่เพราะนางคือสตรีของท่านอ๋องแปด เขามิบังอาจแตะต้อง และคิดว่าท่านอ๋องก็คงเห็นไม่แตกต่างจากเขา ทว่าท่านอ๋องแปดช่างอำมหิตอย่างยิ่ง นั่งดูว่าที่พระชายาเอกของตนตกจากหลังม้าลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นโดยไม่ยอมขยับเข้าไปช่วยเหลือ!

“ตะ…ตายแล้วกระมัง?…” 

ซ่งจินเร่งกระวีกระวาดกระโดดจากหลังม้าลงไปนั่งยองๆ ค่อยๆ เอานิ้วชี้จิ้มไปบนหัวไหล่บอบบางราวกับอีกฝ่ายคือไส้เดือนกิ้งกือก็มิปาน

“อะ…ไอ้…ไอ้คน…ต่ำทราม!” 

กล่าวเพียงเท่านั้น ถานเมิ่งจีก็แน่นิ่งไป ซ่งจินนั้นเขาแทบอยากจะเอาศีรษะโขกพื้นให้ตายเสียจริง แต่ขนาดถูกแทงถูกฟันเขาก็ยังอึดถึกทนรอดชีวิตมาได้ วิธีตายโง่เง่าเต่าตุ่นเช่นนั้นเห็นทีจะไม่สำเร็จ”

“เจ้าเร่งตามไป๋ลู่ไป แล้วให้ไป๋ลู่จัดการพาคนไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นเจ้าจงไปแจ้งแก่พ่อตาของข้าว่าคุณหนูสี่จู่ๆ ก็คิดถึงข้าจนทนไม่ไหว จึงทุบสาวใช้จนสลบแล้วปีนกำแพงจวนหนีออกมาปีนเตียงของข้าอีกแล้ว ให้เขาเร่งมารับนางกลับไป” 

ซ่งจินขื่นขมอย่างยิ่ง แต่มิอาจกล่าวอันใดออกไปได้ ทำได้เพียงรับคำสั่งเท่านั้น ภายในใจนั้นก็นึกเห็นใจคุณหนูสี่จนยากจะบรรยาย ช่วงหัวค่ำเห็นชัดเจนว่านางหวาดกลัวความสูง หากเป็นเขาคงพุ่งเข้าไปช่วยเหลือ ทว่าท่านอ๋องนั่นก็เร่งพุ่งเช่นกัน แต่พุ่งไป ‘ถีบ’ จนว่าที่พระชายาตกลงไป ยังดีเท่าใดที่ม้าไม่แตกตื่น หรือหากเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่บังคับม้าให้นิ่ง เห็นทีป่านนี้คุณหนูสี่คงสิ้นชีพไปแล้วเป็นแน่

พอตกดึกพบเห็นนักฆ่าติดตามคุณหนูสี่ออกมานับจากหอนางโลมชุนอวี่ แทนที่จะสกัดเอาไว้เพราะห้าคนไม่พอให้ท่านอ๋องแปดบดขยี้หรอก แต่นายของเขากลับไม่ทำ เอาแต่พูดว่าอยากดูเรื่องสนุกรอจนนางเกือบเสียทีนักฆ่า ท่านอ๋องแปดจึงยอมออกหน้า และสุดท้ายเมื่อครู่ล้วนต่างเห็นพร้อมกันคุณหนูสี่บาดเจ็บและเสียเลือดมากจนหน้ามืดโงนเงนกระทั่งพลัดตกจากหลังม้า ท่านอ๋องกลับกอดอกมุมปากแกร่งเปิดยิ้มเล็กน้อย แล้วปล่อยให้สตรีบอบบางตกลงมานอนแน่นิ่งบนพื้น

…ช่างต่ำทรามสมกับที่คุณหนูสี่นางด่าจริงเสียด้วย…

“เก็บกวาดให้สะอาด อย่าได้หลงเหลือร่องรอยให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลังได้” 

กำชับเรียบร้อยหลี่ปิงเฉิงก็ส่งร่างบอบบางขึ้นไปพาดบนหลังอาชาราวกับนางเป็นกระสอบข้าวสาร ยิ่งมองซ่งจินนั้นกลับยิ่งปวดใจจนมีวูบแสนสั้นที่เขาพลั้งเผลอคิดสาปแช่งท่านอ๋องแปดให้ต่อไปคลั่งรักคุณหนูสี่จนหมดใจ แต่นางไม่รักตอบคืนกลับ แต่ก็เพียงแค่วูบเดียวเขาก็แช่งชักหักกระดูกตนเองแทนที่คิดไม่ดีต่อผู้เป็นนายเหนือหัวเช่นนี้!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 15

    ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 14

    ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่13

    ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่12

    ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่11

    ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status