เข้าสู่ระบบเถ้าแก่น้อยแห่งร้านข้าวสารแนะนำตัวแล้วกล่าวขอบคุณองค์หญิงจินเฟิ่งที่ช่วยชีวิตตนจากเสือร้าย
“ข้าน้อย ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนองค์หญิง นอกจากยินดีรับใช้ในสิ่งที่ท่านต้องการ”
คราแรกจินเฟิ่งคิดจะโบกมือปฏิเสธ แต่นางแอบเห็นรอยยกยิ้มมุมปาก ดูทีเขาจะเป็นคนมีลับลมคมในคนหนึ่ง “ดี เอาไว้ข้าคิดออกแล้วจะมาทวงกับเจ้า”
จวิ้นอ๋องที่ลอบยิ้มเล็กน้อย แอบตกใจที่นางไม่ได้ปฏิเสธ เขาคิดว่า นางน่าจะเป็นหญิงสาวที่ทะนงในความเก่งกาจของตนจนไม่สนใจการตอบแทนพระคุณเล็กๆ น้อยๆ แต่นางกลับจดเขาไว้ในบัญชีบุญคุณ
ทันใดขบวนของชายหนุ่มแต่งกายในชุดขุนนางก็เคลื่อนเข้ามาในร้าน
“องค์หญิง ข้าตามหาท่านตั้งนาน” จวิ้นอ๋องมองดูชายหนุ่มผู้นั้น รูปโฉมนับว่า ไม่ด้อย ดูจากสายตาก็พอประเมินได้ว่า ฝ่ายนั้นมีจิตปฏิพัทธ์กับนาง
“เจ้าจะตามหาข้าทำไมกัน งานการเจ้ามีเยอะแยะ” เจ้าหย่งจื้อ บุตรชายสายตรงของใต้เท้าเจ้าแห่งกรมโยธาธิการถึงกับหน้าม้าน แต่เพราะความที่ตามติดนางมาแต่เล็กแต่น้อยจึงไม่สนใจท่าทางเมินเฉยนั่น
“การดูแลความปลอดภัยให้องค์หญิงก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของข้าราชบริพารเช่นกัน”
จวิ้นอ๋องมองดูอาการง้อองค์หญิงของชายตรงหน้าแล้วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แม้จะไม่ได้รู้สึกฉันท์ชู้สาวกับนาง แต่เพราะนางคือผู้กล้าในใจเขา ครั้นเห็นชายหนุ่มที่ดูหยิบโหย่งมาสนใจนางเช่นนี้ก็อดจะเสียดายแทนไม่ได้
“เอาเถอะ เจ้าอยากตามข้าก็ตามไป วันนี้ข้าจะเฝ้าจิตรกรวาดรูปเสมียนหนุ่มรูปงามเสียหน่อย เจ้าจะมีเวลาพอหรือเปล่าเล่า”
เจ้าหย่งจื้อหน้าอึมครึมลง ยืนเฝ้านางอยู่ครู่หนึ่งก็มีข้าราชการผู้น้อยวิ่งมาตามให้กลับไปกรมโยธาธิการ
“ข้าต้องกลับไปทำงาน ทูลลาองค์หญิง”
จินเฟิ่งโบกมืออย่างเหนื่อยหน่าย ไม่นานนักก็มีขบวนของเหล่าอำมาตย์อีกกลุ่มเดินเข้ามา “องค์หญิง ท่านมาร้านขายข้าวสารทำไม ”นน
ใบหน้าคมเข้มนั้นหันขวับไปมองดูเจ้าของเสียง “ท่านว่างหรือ”
เฝิงเหวินเหอ ขุนนางขั้นสาม บุตรชายใต้เท้าเฝิงกรมตุลาการ นำหน้าคนทั้งกลุ่มเดินเข้ามาหา
ความคุ้นเคยแต่เล็กแต่น้อย และความสุภาพของอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกเป็นมิตรยิ่งกว่าเจ้าหย่งจื้อที่เที่ยวประกาศไปทั่วเมืองหลวงว่า ต้องการเป็นราชบุตรเขย แม้นางจะด้อยในเรื่องของผิวพรรณที่ผิดประหลาดกว่าทุกคน แต่กลับมีชายหนุ่มมากมายที่ต้องการอภิเษกสมรสกับนาง จินเฟิ่งไม่แน่ใจว่า เพราะคนเหล่านั้นต้องการตำแหน่งราชบุตรเขยหรือต้องการตัวนางกันแน่
จวิ้นอ๋องจับตามองชายหนุ่มคนใหม่ รูปร่างหน้าตาดียิ่งกว่าคนแรก ดูสุภาพสุขุมมากกว่า เมื่อเห็นนางมีชายมาหมายชมเชยหลายคนเช่นนี้แทนที่เขาจะรู้สึกโล่งใจ กลับอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
จิตรกรเริ่มลงมือวาดภาพของเสมียนฉินก่อน ฉินจางหย่งสามารถนั่งลืมตาโพลงและหลับภายในเวลาเดียวกัน การได้เป็นแบบให้จิตรกรวาดภาพจึงนับเป็นช่วงเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขาก็ยังคงนิ่งจนจินเฟิ่งคิดว่า เขาอาจจะหยุดหายใจไปแล้ว นางจึงสั่งให้หลี่เปียวลองเดินเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นเขากระพริบหันมามองหลี่เปียว นางจึงยิ้มออกมา
“นางดูแปลกยิ่งนัก” เซียงวั่งซูแอบกล่าวกับน้องชาย เมื่อเดินเข้าไปในห้อง “นางดูทระนงองอาจเหมือนนักรบ สง่างามสมกับเป็นองค์หญิง หนำซ้ำชายรูปงามรายล้อมมากมายนางกลับไม่ได้ใส่ใจ หรือขวยเขินสะเทิ้นอายสักนิด”
จวิ้นอ๋องเห็นว่า ตนเองอุตส่าห์คิดแผนให้จินวั่งซูได้อวดรูปโฉมเพื่อหมายล่อให้องค์หญิงสนใจ ยิ่งฉินจางหย่งที่หญิงสาวทั้งเมืองหลงใหลใฝ่ฝัน อาจจะทำให้นางถูกใจ เพราะเขารู้มาว่า ชายหนุ่มในแคว้นจินไม่มีรูปลักษณ์งามชวนมองเช่นชาวหมิงและชาวผิง แต่เมื่อเห็นเฝิงเหวินเหอ ขุนนางในชุดสีน้ำตาลผู้นั้น กลับรูปงามไม่แพ้จินวั่งซู ผู้ชายด้วยกันพอดูออกว่า อีกฝ่ายมีสายตาหลงใหลในตัวองค์หญิง
เขาเห็นจะไม่ต้องลำบากคิดหาตัวช่วยอีกต่อไป แค่หาทางผลักดันให้นางตกลงปลงใจสมรสไปชายหนุ่มคนใดคนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว ตัวเขาจะได้กลับไปหาหญิงสาวเรียบร้อย ยึดหลักสี่คุณธรรมสามคล้อยตาม เพราะดูแล้ว องค์หญิงจินเฟิ่งคงจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้
“ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องลำบาก ยิ่งนางเลือกแต่งงานไปกับผู้ชายหนึ่งในสองคนนั้นได้ยิ่งดี”
เซียงวั่งซูสบตาน้องชาย เห็นแววหงุดหงิดอยู่ในนั้น “แต่ดูเจ้าไม่สบอารมณ์ที่นางมีคนมาหมายตามากมาย หรือว่าเจ้า เกิดประทับใจวีรสตรีที่ช่วยหนุ่มรูปงามขึ้นมา”
“ข้าจะสนใจหญิงโหดที่ฆ่าเสือได้เช่นไร ข้าอยากได้คุณหนูในห้องหอ กริยามารยาทเรียบร้อย เก่งงานเย็บปัก บรรเลงพิณได้ไพเราะ ที่สำคัญต้องเชื่อฟังสามี”
พี่ชายยกพัดขึ้นคลี่ออกตบอกช้าๆ “ระวังไว้เถิด เกลียดสิ่งใดระวังจะได้สิ่งนั้น” เซียงวั่งซูหัวเราะหึๆ “เจ้าอย่าลืมว่า หมิงฮ่องเต้มิใช่คนที่ใครจะเปลี่ยนพระทัยพระองค์ได้ง่ายๆ”
จวิ้นอ๋องใบหน้าอึมครึมเมื่อได้ยินพระนามนั้น เขาคงต้องเร่งมือหาทางผลักดันให้นางเลือกราชบุตรโดยเร็ว เช่นนี้แล้ว เรื่องพวกนี้ล้วนถูกผลักดันออกจากเขา
หลังจากองค์หญิงจินเฟิ่งกลับวังพร้อมกับภาพวาดของฉินจางหย่ง นางบอกกับเถ้าแก่เซียงว่า พรุ่งนี้จะให้จิตรกรมาวาดภาพของฉีเจียตงผู้ช่วยเสมียนอีกครั้ง ทำเอาเซียงวั่งซูชักสีหน้าไม่พอใจ องค์หญิงปรายตามองแล้วแสร้งหัวเราะ
“ข้าลืมไปว่า ท่านเองก็เป็นชายรูปงามผู้หนึ่ง ควรวาดภาพท่านก่อนฉีเจียตงจึงจะถูกต้อง”
เพียงเท่านั้น เซียงวั่งซูก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี เขาตั้งใจว่า พรุ่งนี้จะเตรียมชาชั้นเยี่ยมที่นำมาจากแคว้นหมิงชงถวายองค์หญิงอีกด้วย
เย็นนั้นเถ้าแก่เซียงสองพี่น้องออกไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารมู่กง ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับบรรดาผู้มีอันจะกินในแคว้น ยิ่งรู้จักคนใหญ่คนโตมาก โอกาสแทรกซึมเข้าไปได้ก็ยิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือการเมืองก็ล้วนแยกกันออกได้ยาก
“เจ้าของที่นี่คือ องค์ชายจินเทียนหลิว ข้าเคยเห็นครั้งหนึ่ง แต่ต้องหาคนรับรองเราให้ได้ก่อน จึงจะเข้าไปพูดคุยเรื่องค้าขายได้”
“เราเริ่มจากพวกคหบดีที่ทำกิจการขนาดใหญ่ก่อนก็แล้วกัน” จวิ้นอ๋องวางแผนให้เถ้าแก่เซียงกลายเป็นบุคคลสำคัญของเมืองจิน วาจาของเซียงวั่งซูนั้นใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งคุยใหญ่โตในเรื่องกิจการค้า
คุณชายทั้งร้านผ้าไหม ร้านเครื่องประดับ ร้านรับแลกเงิน ล้วนแล้วแต่มาสังสรรค์กันที่นี่ในยามเย็น เถ้าแก่เซียงทั้งสองจึงกลายเป็นคหบดีหนุ่มรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ บรรดาชนชั้นพ่อค้าด้วยกันต่างก็อยากได้พวกเขาไปเป็นเขย ส่วนหนึ่งของขุนนางก็อยากได้เขยที่มากบารมีเงินเช่นกัน เพราะบางครั้งตำแหน่งนั้นก็ต้องใช้เงินทองในปูทาง
นอกจากจะได้รู้เรื่องสายสนกลในเกี่ยวกับกิจการต่างๆ แล้ว เรื่องได้รู้เพิ่มคือ เรื่องขององค์หญิงจินเฟิ่ง
“อย่าว่าแต่บุตรใต้เท้าเจ้ากับใต้เท้าเฝิงเลย แม้แต่เผ่าต่างๆ ก็มุ่งหวังจะมาสู่ขอ องค์หญิงกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่าหางแถวสำหรับจวิ้นอ๋องแคว้นหมิงอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ”
จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ
ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข
จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ
ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง
จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”
องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา







