เข้าสู่ระบบหลังจากที่ตกลงกันได้แล้ว เช้าวันต่อมาจ้าวเฟยหลงก็พาหลี่เหม่ยหลินเดินทางออกจากจวนอ๋องมุ่งหน้าไปยังบ้านของอาหร่วนทันที โดยแจ้งเสด็จแม่ของตนว่าจะพาภรรยาไปกราบไหว้พระที่วัดเสียหน่อย นางฉินเมื่อได้ทราบว่าบุตรชายจะพาลูกสะใภ้ไปไหว้พระนางก็ไม่ห้ามอันใด อีกทั้งยังบอกว่าหากระหว่างทางเจอสุราดีก็ช่วยแวะซื้อมาให้นางสักไหสองไห จ้าวเฟยหลงอยากยกมือขึ้นกุมขมับของตน เสด็จแม่ของเขานั้นดีทุกอย่าง แต่ติดตรงที่เมามายสุราอย่างหนัก แต่เขาก็ไม่อยากจะเอ่ยวาจาต่อว่า เพราะเสด็จแม่เริ่มติดสุราตั้งแต่เสด็จพ่อจากไป เขาก็เข้าใจความรู้สึกของนางดี ชายหนุ่มจึงพยักหน้ารับและบอกว่าจะซื้อมาให้หลายไห นางฉินเมื่อได้ฟังก็ดีใจมาก
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนทั้งสองก็เดินทางออกจากจวนทันที คราวนี้มีไต้ซือผู้นั้นติดตามมาด้วย ไต้ซือมีนามว่าเติ้งฉี เป็นไต้ซือที่มีความสามารถไม่น้อยเลย ซ้ำยังไม่ได้แก่ชรามากนัก เมื่อเติ้งฉีได้พูดคุยกับหลี่เหม่ยหลินก็รู้สึกว่าถูกคอราวกับว่าเจอพรรคพวกเดียวกันเสียอย่างนั้น
หลี่เหม่ยหลินและจ้าวเฟยหลงไม่ได้พาเหล่าข้ารับใช้ติดตามมาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะพวกเขาต้องไปทำบางอย่างลับๆ ร่วมกัน จึงไม่ต้องการให้คนนอกติดตามไปด้วย
เมื่อได้เปิดใจพูดคุยกันแล้ว ก็ง่ายยิ่งนักที่จะทำตามขั้นตอนต่อไป หลี่เหม่ยหลินจึงออกปากขอร้องให้จ้าวเฟยหลงอนุญาตให้อาหร่วนติดตามไปด้วย แรกเริ่มนางคิดจะเอ่ยปากเอง แต่ในเมื่อจ้าวเฟยหลงรู้เรื่องแล้ว มิสู้ให้เขาทำจะค่อนข้างแน่นอนกว่า จ้าวเฟยหลงก็ไม่ได้อิดออดอันใด และรีบทำตามที่นางบอก สุดท้ายอาหร่วนก็สามารถออกจากจวนมาได้ แต่ทว่ามีเพียงหลี่เหม่ยหลินและเติ้งฉีเท่านั้นที่สามารถมองเห็นอาหร่วนได้ ส่วนจ้าวเฟยหลงนั้นมองไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น พลางมองดูหลี่เหม่ยหลินที่กำลังนั่งสนทนากับวิญญาณสาวที่เขามองไม่เห็นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง นางพูดคุยกับผีอย่างสนิทสนมราวกับคุยเรื่องสนุกเสียอย่างนั้น ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามนางออกไปตามตรง
“เจ้าเห็นอาหร่วนแล้ว เคยเห็นเสด็จพ่อของข้าบ้างหรือไม่?”
อยู่ๆ ชายหนุ่มก็เอ่ยถามขึ้นมา เขาเคยถามเติ้งฉีแล้ว แต่เติ้งฉีกลับไม่พบเห็นสิ่งใดยามมาที่จวนของเขา ไม่เพียงเท่านั้นเติ้งฉียังไม่เคยพบกับอาหร่วนด้วยซ้ำ อาจเพราะเติ้งฉีค่อนข้างเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม ทำให้ดวงวิญญาณไม่กล้าปรากฏกายให้เขาเห็น ต่างจากหลี่เหม่ยหลินที่ไม่ได้เคร่งครัดมากเกินไปซ้ำยังใจดี เหล่าดวงวิญญาณจึงกล้าสื่อสารกับนาง
หลี่เหม่ยหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยตอบกลับจ้าวเฟยหลงไปทันที
“ข้าไม่เห็นเลยนะ ตั้งแต่เข้าจวนมาก็พบแค่อาหร่วนเท่านั้น หรือว่าพลังของข้ายังไม่มากพอ แม้แต่เติ้งฉีที่เก่งกว่าข้ายังมองไม่เห็นเลย ข้าคงไม่อาจมองเห็นได้กระมัง”
เอ่ยจบนางก็มองเห็นว่าจ้าวเฟยหลงมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นอย่างมาก อาจเพราะว่าเขาคงวางใจที่อย่างน้อยเสด็จพ่อของตนก็ไม่ได้เป็นผีที่ไม่ยอมไปเกิดและยังวนเวียนอยู่ในจวนเช่นนี้กระมัง
คนทั้งสามและผีหนึ่งตนมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่อาหร่วนบอกเอาไว้ แรกเริ่มยังมีบ้านเรือนผู้คนให้เห็นบ้างประปราย แต่เมื่อเริ่มห่างไกลออกมาเรื่อยๆ ก็พบว่าโดยรอบมีเพียงป่าไผ่รกทึบและเส้นทางก็เริ่มขรุขระมากขึ้น ทำให้ค่อนข้างเดินทางลำบากอยู่ไม่น้อย จ้าวเฟยหลงยื่นมือไปเปิดผ้าม่านรถม้าและกำชับคนขับให้บังคับรถม้าให้ดีๆสักหน่อย คนขับรถม้ารีบเอ่ยรับคำอย่างนอบน้อมใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงหมู่บ้านแห่งนั้นเสียที
หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงค่อนข้างไกลพอสมควร อีกทั้งยังอยู่ในอำเภอขนาดเล็กแห่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีผู้คนแวะเวียนมาทำการค้าขายอยู่บ้างและยังมีร้านค้า ร้านเหล้า เปิดขายอยู่ประปราย
หลี่เหม่ยหลินก้าวลงมาจากรถม้าโดยไม่ยอมให้จ้าวเฟยหลงประคองนางเลยแม้แต่น้อย อาหร่วนเองก็เริ่มวนเวียนอยู่ข้างๆ หลี่เหม่ยหลิน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาที่นี่ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปสักเท่าใดนัก”
หลี่เหม่ยหลินรับรู้ได้ถึงความห่วงหาอาทรจากดวงจิตของวิญญาณตนนี้ จึงอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ อาหร่วนไม่รอช้ารีบนำทางพวกนางไปยังบ้านของตนทันที เมื่อมาถึงพวกนางก็ได้พบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดเข้าพอดี
ยามนี้นางต่งท่านป้าของอาหร่วนกำลังสั่งให้คนจับตัวอาหลีแต่งชุดเจ้าสาว เพื่อเตรียมส่งตัวนางไปแต่งงานกับคหบดีอายุคราวพ่อคนหนึ่ง ทั้งที่อาหลีเพิ่งจะอายุครบสิบห้าปีแท้ๆ ยังไม่ทันได้มีชีวิตที่ดีก็จะต้องถูกส่งตัวไปแต่งงานเสียแล้ว ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
“ท่านป้า ได้โปรดเถอะ ข้าไม่อยากแต่งกับเถ้าแก่หลี่เจ้าค่ะ ได้โปรดเมตตาข้าด้วย”
“หุบปาก! พี่สาวเจ้าก็ตายไปตั้งนานแล้ว อีกทั้งยังไม่ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ ไม่เพียงเท่านั้นยังทิ้งภาระอย่างเจ้าไว้ให้ข้าเลี้ยงอีก ตั้งแต่ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาต้องเสียเงินไปตั้งเท่าไหร่ เจ้าต้องตอบแทนข้า ยอมแต่งงานเสียแล้วอย่าลืมส่งเงินมาให้ข้าด้วยล่ะ”
“ฮือ ท่านป้า ข้าไม่อยากแต่ง ข้าไม่อยากเป็นอนุของเขา!”
“เป็นอนุแล้วอย่างไร ขอเพียงเขามีเงิน เจ้าก็จะสุขสบายไปทั้งชีวิต เร็วเข้า! รีบมาลากตัวนางไปนั่งรอในเกี้ยวเจ้าสาว อีกไม่นานเถ้าแก่หลี่ก็จะมารับตัวนางแล้ว”
ป้าผู้ใจร้ายใจดำไม่สนใจเสียงร้องไห้คร่ำครวญของหลานสาวเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังสั่งให้คนลากตัวนางออกไป อาหร่วนมองดูภาพตรงหน้าด้วยดวงตาที่แดงก่ำ นางคิดได้แล้วว่าท่านป้าคงไม่ยอมปล่อยอาหลีน้องสาวของนางไปอย่างแน่นอน ชั่วขณะนั้นความแค้นในใจก็ทำให้รอบกายของนางเกิดแสงสีดำพวยพุ่งขึ้นมา เติ้งฉีที่เห็นเช่นนั้นก็คิดว่าท่าไม่ดีแล้ว จึงหันมาสบตากับหลี่เหม่ยหลินครู่หนึ่ง หลี่เหม่ยหลินหยิบกระดองเต่าวิเศษออกมา ก่อนจะดูดวิญญาณของอาหร่วนเข้าไปขังเอาไว้ในกระดองเต่าวิเศษเป็นการชั่วคราวเสียก่อน เพื่อไม่ให้นางก่อปัญหา
จ้าวเฟยหลงมองดูกระดองเต่าในมือนางด้วยความฉงน เขาไม่เห็นว่ามันจะวิเศษตรงไหน เพราะเขาเป็นเพียงคนธรรมดาจึงมองไม่เห็นความพิเศษของกระดองเต่านี้ ต่างจากเติ้งฉีเมื่อได้เห็นกระดองเต่าในมือหลี่เหม่ยหลินเขาก็ถึงกับร้องว้าวออกมา
“นังหนู เจ้าไปเอาของวิเศษเช่นนี้มาจากไหน ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“ความลับสวรรค์ ลุงเติ้ง เอาไว้ข้าจะให้ท่านยืมดีหรือไม่?”
“เยี่ยมไปเลย!”
เมื่อจัดการกับวิญญาณอาหร่วนเรียบร้อยแล้ว หลี่เหม่ยหลินก็หันไปเอ่ยกับจ้าวเฟยหลงทันที
“มัวแต่ยืนโง่อยู่นั่นแหละท่านอ๋อง รีบไปช่วยอาหลีสิ ท่านเป็นถึงท่านอ๋องย่อมมีอำนาจในมือมากว่าพวกข้า หากท่านออกหน้าจะต้องช่วยอาหลีได้สำเร็จอย่างแน่นอน”
จ้าวเฟยหลงถลึงตาใส่หลี่เหม่ยหลินปราดหนึ่ง ยามนี้เพราะต้องเร่งช่วยคน เขาจึงไม่คิดจะถือสาคำพูดกวนประสาทของหลี่เหม่ยหลิน ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนก่อนจะเอ่ย
“ข้าจะซื้อตัวนางหนึ่งพันตำลึง เจ้าเอาเงินไป แล้วอย่าได้มาทวงบุญคุณกับนางอีก”
นางต่งรีบหันมามองชายหนุ่มผู้มาใหม่ทันที นางเห็นว่าเขาแต่งกายดี รูปร่างสูงโปร่ง หล่อเหลา จึงคิดในใจว่าต้องเป็นคนมีเงินอย่างแน่นอน อาหลีหลานสาวของนางผู้นี้ช่างเลี้ยงไม่เสียข้าวสุกจริงๆ ไม่ทันไรก็มีคนเงินหนาเสนอหน้ามาไถ่ตัวนางเสียแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่นางต่งจะเอ่ยปากตอบตกลง กลับมีเสียงของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“อาหลีต้องเป็นอนุของข้า ไอ้หนุ่มหน้าอ่อน รีบไสหัวไปซะถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
ชายคนนั้นก็คือเถ้าแก่หลี่คนที่จะมาแต่งอาหลีไปเป็นอนุนั่นเอง เขาจ้องมองจ้าวเฟยหลงเขม็ง ด้านหลี่เหม่ยหลินเองก็จ้องมองนางต่งอย่างไม่ละสายตา นังป้าสารเลวผู้นี้มันน่าจับไปฆ่าให้ตายจริงๆ
เถ้าแก่หลี่ไม่เพียงแค่ปากดี แต่ยังสั่งให้คนไปตามนายอำเภอถิงมาอีกด้วย นายอำเภอถิงผู้นี้เป็นสหายรักของเขาและยังรับสินบนของเขาเพื่อช่วยปิดบังเรื่องชั่วช้าที่เขาทำอยู่บ่อยครั้ง
จ้าวเฟยหลงส่งเสียงเหอะออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะล้วงหยิบป้ายชินอ๋องออกมา ซึ่งเป็นป้ายประจำตัวของเขา นายอำเภอถิงเมื่อได้เห็นป้ายประจำตัวชินอ๋องก็ถึงกับเข่าอ่อน ป้ายประจำตัวนี้ใช่ว่าผู้ใดอยากจะมีก็มีได้
“ทะ... ท่านอ๋อง!”
“พวกเจ้าสองคนนี่มันช่างเข้าขากันดีเสียจริงๆเลยนะ คนหนึ่งรับ อีกคนหนึ่งร้อง ดูท่านายอำเภอถิงคงจะรับเงินสินบนจากไอ้แก่หลี่มาไม่น้อยเลยสินะ ทหาร! จับตัวพวกมันเอาไว้ พากลับไปสอบสวนที่เมืองหลวง ส่วนนังแก่นี่ โทษฐานที่ลบหลู่ข้า ให้โบยสามสิบไม้ ถ้าตายก็ลากไปโยนทิ้งในป่า ไม่ต้องทำศพให้นาง”
จ้าวเฟยหลงสั่งให้องค์รักษ์ลับของตนที่ติดตามมาด้วยรีบจับตัวคนชั่วไปทันที นางต่งได้ฟังก็พลันแข้งขาอ่อนแรงล้มพับลงไปกับพื้น ส่วนนายอำเภอถิงและเถ้าแก่หลี่ก็แทบไร้เรี่ยวแรงจะยืนต่อ เขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอท่านอ๋องที่นี่ ตายแน่ๆ คราวนี้!
หลี่เหม่ยหลินเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์คลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้ว นางจึงปล่อยอาหร่วนออกมาจากกระดองเต่า อาหร่วนโกรธเคืองต่อว่าหลี่เหม่ยหลินว่าขังตนเอาไว้ทำไม หลี่เหม่ยหลินจึงบอกว่าไม่อยากให้นางสร้างเวรกรรมอีก และยามนี้อาหลีก็ปลอดภัยดีแล้ว อาหร่วนจึงเข้าใจและยอมอ่อนลงทันที ในเมื่อน้องสาวปลอดภัยไร้กังวลแล้ว เช่นนี้ความกังวลและความแค้นในใจของนางก็นับว่าได้คลี่คลายลงไปเสียที
หลี่เหม่ยหลินก้าวเข้าไปหาอาหลีที่นั่งตัวสั่นผวาอยู่ ก่อนจะประคองนางให้ค่อยๆลุกขึ้นมา หลี่เหม่ยหลินมองดูรอบกายของอาหลี พบว่ามีรอยเขียวช้ำ คาดว่าคงถูกนางต่งทุบตีอยู่เป็นประจำ หลี่เหม่ยหลินเห็นแล้วก็อดทนสงสารไม่ได้
“ไม่ต้องกลัว ข้ามาทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของอาหร่วนพี่สาวเจ้า พวกเราจะรับเจ้าเข้าจวน มาเป็นสาวใช้ในจวนอ๋อง ต่อไปเจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากและถูกกดขี่อีก เจ้ายอมทำตามคำขอสุดท้ายของพี่สาวเจ้าเถอะนะ”
“พี่สาว...”
อาหลีได้ฟังก็ร้องไห้โฮออกมา หลี่เหม่ยหลินรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวมากจึงดึงนางเข้ามากอดพลางตบหลังอาหลีเบาๆ ก่อนจะประคองอาหลีให้ขึ้นไปนั่งพักบนรถม้า หลังจากนั้นนางก็เดินไปหาอาหร่วน อาหร่วนที่เห็นเช่นนั้นก็น้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะเอ่ยกับหลี่เหม่ยหลิน
“ข้าปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือน้องสาวข้า ในเมื่อข้าไม่มีสิ่งใดให้ต้องห่วงแล้ว ข้าก็คงจะต้องไปตามทางของข้าเสียที พระชายาน้อย ข้าขอฝากน้องสาวของข้าด้วย”
“เจ้าไปเถอะ อาหลีข้าจะดูแลให้ดีที่สุด เจ้าไม่ต้องกังวล ขอให้เจ้าเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดี เกิดใหม่ชาติหน้าขอให้เจ้าได้เกิดในตระกูลที่ดีไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ตราบใดที่มีข้าอยู่ ข้าสัญญาว่าจะดูแลอาหลีให้ดี และหากวันใดนางอยากออกเรือน ข้าก็จะเป็นธุระช่วยหาสามีที่ดีให้กับนางเอง”
อาหร่วนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองหลี่เหม่ยหลิน จ้าวเฟยหลง และเติ้งฉีอีกครั้งหนึ่ง น่าเสียดายที่เจ้านายของนางมองไม่เห็นนาง นางอยากจะบอกลาท่านอ๋องและพระมารดาของเขายิ่งนัก แต่คิดไปคิดมาอีกหน การที่นางจากไปอย่างเงียบๆเช่นนี้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว
สายลมเย็นพัดมาผะแผ่ว ดวงวิญญาณของอาหร่วนค่อยๆสลายหายไปกลายเป็นฝุ่นละอองสีขาว ก่อนจะล่องลอยหายไปในอากาศ ไม่หวนกลับมายังโลกมนุษย์ที่แสนวุ่นวายแห่งนี้อีก
เมื่อเรื่องราวเลวร้ายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความปกติเสียที นับเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาร่วมสามเดือนเห็นจะได้แล้ว เติ้งฉีและหลี่เหม่ยหลินตรวจดูดวงชะตาของจ้าวเฟยหลงอีกคราหนึ่ง ก่อนจะพบว่ายามนี้ดวงชะตาของเขาพ้นเคราะห์ร้ายอันตรายแล้ว ดวงชะตาอายุสั้นของเขานั้นไม่มีอีกต่อไป นับแต่นี้เขาจะมีอายุยืนยาวไปจนแก่เฒ่าไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกเพราะเกิดเรื่องจ้าวหลานเล่นคุณไสยมนต์ดำในครานั้น จ้าวฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้คนที่เล่นคุณไสยโดยมิชอบต้องถูกจัดการโดยทันที แต่ถ้าใครใช้วิชาในทางที่ดีและไม่ได้ทำร้ายคนก็จะถูกยกเว้นเป็นกรณีพิเศษหลี่เหม่ยหลินนั้นเมื่อเห็นว่าจ้าวเฟยหลงหลุดพ้นคราเคราะห์ในครานี้ไปได้แล้ว นางจึงคิดว่าหมดเวลาของตนเสียที ต่อไปนางและเขาจะไม่มีพันธะใดต่อกันอีกต่อไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าตนเองค่อนข้างเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกนางไม่เคยลืมข้อตกลงที่เคยมีร่วมกัน นางไม่เคยลืมเลยสักวันเดียว แต่ทว่านางไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่อาจหักห้ามจิตใจของตนเองไม่ให้รักเขาได้เลย ด้านจ้าวเฟยหลงเองก็ไม่ต่างกัน เขาเองเมื่อได้ยินว่าตนเองพ้นคราวเคราะห์แล้วแรกเริ่มเขาดีใจมาก แต่
นางสั่งให้คนไปตามท่านหมอมาตราดูอาการของจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นไรแล้ว นางก็พอจะเบาใจลงไปได้มาก หากนับเวลาที่มาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ร่วมครึ่งเดือนเห็นจะได้ และตอนนี้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าถึงเวลาที่พวกนางจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงกันเสียทีจ้าวเฟยหลงเดิมทีคิดจะเดินทางต่อ แต่เมื่อเห็นว่าจ้าวมู่ฉียังมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเข้าอยู่ เขาจึงพักต่อที่หมู่บ้านอีกหนึ่งวัน เพื่อให้อาการบาดเจ็บที่เท้าของจ้าวมู่ฉีดีขึ้นเสียก่อน เช้าวันต่อมาพวกเขาจึงออกเดินทางทันที หลี่เหม่ยหลินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่แปลกไปของสองพี่น้องคู่นี้ พวกเขาไม่ต่อยตีกันอีก บางครั้งยังแอบไปสนทนากันคล้ายกับกำลังวางแผนบางอย่างร่วมกันอีกด้วยนางลอบตรวจสอบดูแล้วพบว่าจ้าวมู่ฉีไม่ได้มีพิษภัยใดๆ และเขายังไม่มีไออัปมงคลรอบกายเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้นับว่าปลอดภัยต่อจ้าวเฟยหลงอยู่มากแล้ว เช่นนี้นี่ล่ะคนเราถึงเรียกว่ารู้หน้าไม่รู้ใจจ้าวมู่ฉีที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้ายสุดท้ายกลับเป็นคนดี ส่วนคนอย่างจ้าวหลานกลับกล้าทำร้ายพี่ชายของตนเองได้อย่างเลือดเย็นแต่ทว่าคนทั้งหมดเพิ่งจะเดินทางออกจ
ด้านจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีนั้นก็พลัดตกลงมาจากหน้าผาพร้อมกัน ก่อนจะร่วงลงไปที่แม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง ทว่าโชคดีที่ทั้งสองคนไม่เป็นอะไรมาก พวกเขาขึ้นมานอนทิ้งตัวอยู่ริมแม่น้ำ ก่อนจะหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ในหัวของคนทั้งสองมีเรื่องราวมากมายที่คิดอยู่ไม่ต่างกันจ้าวเฟยหลงคิดอยู่เสมอว่าจ้าวมู่ฉีไม่ชอบหน้าเขามาโดยตลอด และอาจจะหาเรื่องทำร้ายเขาได้ตลอดเวลา แต่เขาไม่ได้มีความคิดอยากจะทำร้ายจ้าวมู่ฉีเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเรื่องราวพลิกผัน คนที่ทำร้ายเขาคือจ้าวหลานไม่ใช่จ้าวมู่ฉี มันทำให้เขาค่อนข้างตกใจไม่น้อยเลย แม้จ้าวมู่ฉีจะกวนประสาทเขาอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำยังชอบพูดสิ่งที่ไม่เข้าหูเขาไปบ้าง แต่กลับไม่เคยทำร้ายเขาเลยสักครั้งนอกจากเอ่ยวาจาเหน็บแนมเขาเพียงเท่านั้นส่วนจ้าวมู่ฉีก็ครุ่นคิดว่าตัวเขาตกเขาลงมาคราวนี้ อาจจะถึงคราวจบชีวิตลงแล้วเป็นแน่ เพราะจ้าวเฟยหลงนั้นเป็นพวกเดียวกับจ้าวมู่หลาน ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอนแต่รออยู่นานกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงจ้าวเฟยหลงที่ยื่นมือของตนออกมาตรงหน้าเขา บอกให้เขารีบลุกขึ้นมา จ้าวมู่ฉีค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอันใด“ไม่รู้ว่ายามนี้พวกเราอยู่ที่ใด
ด้านจ้าวหลานนั้นยามนี้เขาร้อนใจเป็นอย่างมาก เพราะอาการป่วยของมารดาไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก เขาถึงกับลักลอบหาหมอผีคนใหม่เข้ามาเพื่อดูอาการของมารดา โดยให้หมอผีสตรีนางหนึ่งปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้ามาในตำหนัก แต่ทว่าเมื่อมาถึงนางกลับส่ายหน้าไปมาและบอกว่าไม่อาจรักษาได้อีกแล้ว เขาเองไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้หรือนำความลับนี้ออกไปเปิดเผยด้านนอก จึงสั่งให้คนสังหารนางและโยนศพทิ้งเอาไว้ในบ่อน้ำด้านหลังวังหลวงเสียเพราะเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เสด็จแม่ดื่มยาบำรุงไปหลายขนานแต่อาการกลับไม่สู้ดีเท่าใดนัก ซ้ำร้ายยังมีอาการประสาทหลอนเห็นแต่ผีอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตัวเขาเองก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข หากเสด็จแม่เป็นอะไรไปเขาจะทำเช่นไรเล่า ที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด อีกทั้งญาติทางฝั่งของเสด็จแม่นั้นนอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังคิดจะฉกฉวยแต่ผลประโยชน์จากพวกเขาสองแม่ลูกไม่หยุดเพราะต้องดูแลมารดาทำให้เขาไม่มีเวลาไปที่ค่ายทหารลับของตนเองเท่าใดนัก ทำได้เพียงรอฟังข่าวสารจากองค์รักษ์ลับเท่านั้นก่อนหน้านี้คนของเขาถูกจ้าวเฟยหลงจับตัวได้ นั่นก็คือนายอำเภอเซวียนและเถ้าแก่หลี่ เพราะเกรงว่าสองคนนี้จะเปิดเผยค
เพราะจ้าวมู่ฉีเป็นถึงเชื้อพระวงศ์อีกทั้งยังไม่อาจพาเขาไปให้ท่านหมอที่ด้านนอกรักษาได้อย่างส่งเดช ครั้นจะพากลับจวนอ๋องนางก็กลัวว่าจ้าวเฟยหลงจะอาละวาด หญิงสาวจึงตัดสินใจพาเขาไปหาเติ้งฉีทันที โชคดีที่เติ้งฉีกลับมาถึงบ้านพอดี เมื่อได้ทราบว่าจ้าวมู่ฉีเป็นใคร เติ้งฉีก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยวาจากระซิบกระซาบกับหลี่เหม่ยหลิน“นังหนูหลี่ เจ้าก็รู้นี่ว่าพวกเขาสองคนไม่ค่อยจะลงรอยกัน แล้วยังไปสนทนากับเขาอีกทำไมกัน?”หลี่เหม่ยหลินหันมามองเติ้งฉีก่อนจะเอ่ย“ลุงเติ้ง คนกำลังจะตาย ข้าจะใจดำทิ้งเขาไม่ไยดีได้อย่างไร ท่านทำได้แต่ข้าทำไม่ได้หรอกนะ ไหน ๆ ก็ช่วยมาขนาดนี้แล้ว มิสู้ช่วยให้มันจบ ๆ ไปเสีย อีกอย่างอาการของเขาใช้หมอธรรมดารักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ต้องใช้สมุนไพรชำระล้างไออัปมงคลของท่านช่วยอีกขนานหนึ่ง ขืนปล่อยเขากลับไปตอนนี้ มีหวังได้ตายกันพอดี”เติ้งฉีได้ฟังก็จนปัญญา ที่หลี่เหม่ยหลินเอ่ยมานั้นล้วนเป็นความจริง เขาจึงไม่รอช้ารีบไปต้มยาสมุนไพรและนำมาให้จ้าวมู่ฉีดื่มทันที ทหารที่ยืนอยู่คิดจะเข้ามาขวางแต่จ้าวมู่ฉีกลับยกมือขึ้นมาปรามเอาไว้จากนั้นเขาก็รับถ้วยยาสมุนไพรขึ้นมาดื่ม เพิ่งจะดื่มเข้าไปได้
หลี่เหม่ยหลินถูกจ้าวเฟยหลงเคี่ยวกรำเสียจนแทบหมดแรง แต่น่าแปลกที่นางไม่ได้รู้สึกโมโหเขาเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังรู้สึกชอบมากอีกด้วย นี่นางเสพติดเขาแล้วใช่หรือไม่ หญิงสาวมีท่าทีครุ่นคิด นางไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นกับตนเอง แต่นางรู้สึกเพียงว่าในเมื่อเรื่องราวเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นก็สะเดาะเคราะห์ล้างสิ่งอัปมงคลมันเสียทุกวันไปเลย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดมิใช่หรือหญิงสาวลุกขึ้นมาจากเตียงนอนหลังจากกินมื้อเช้าและไปคารวะแม่สามีแล้ว นางก็กลับมาที่เรือนของตนเอง วันนี้ได้เจอแม่สามี แม่สามีมองนางด้วยสายตาเอ็นดู อีกทั้งยังบอกว่าให้นางกินข้าวกินปลาเสียบ้าง เดี๋ยวจะหมดแรงเอาได้ หลี่เหม่ยหลินรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางตอบรับคำเสียงอ่อนก่อนจะรีบขอตัวกลับมาที่เรือนของตนทันทียามนี้จ้าวเฟยหลงออกไปประชุมยามเช้าที่วังหลวงตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เจ้าหมอนั่นมีเรี่ยวแรงมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยหรืออย่างไรกันตั้งแต่หาต้นตอของคุณไสยนั้นพบ และนางได้จัดการทำลายคุณไสยนั้นไปบางส่วนแล้ว หบลี่เหม่ยหลินก็รู้สึกว่ายามร่วมหลับนอนกับจ้าวเหยหลง นางไม่ได้รับรู้ถึงอัปมงคลนั้น







