LOGIN
“อันเอ๋อร์ไม่ออกมากินข้าวหรือลูก วันนี้แม่ทำน้ำแกงหัวไชเท้ามาให้กิน”
เจ้าของชื่อเรียกนอนมองเพดานห้อง ? ที่ไม่รู้ว่าจะเรียกเพดานได้ไหม เพราะมีรูรั่วและรอยปะชุนที่ทำจากกระดาษโง่ ๆ ติดเต็มไปหมด เท่านั้นยังไม่พอ หลังคาบ้านยังเปิดอ้ารับแสงแดดบริสุทธิ์ที่เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิด !!
มารดามันเถิด ไหนใครบอกว่าทะลุมิติแล้วจะได้ดิบได้ดียังไงล่ะ ไหน ? ตรงไหนที่พอจะเรียกว่าดีได้บ้าง !!
“เห้อ ชีวิตแค่คิดก็ปวดหัวละ”เด็กสาวตัวน้อยบนฟูกนอนขาด ๆ เต็มไปด้วยรอยสีดำเป็นหย่อม ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเชื้อราซึ่งเกิดจากการใช้งานมานาน แต่เพราะบ้านไม่มีเงินจึงต้องทน ๆ ใช้ของที่มีแต่เดิมไปก่อน
“อันเอ๋อร์ลูกตื่นแล้วใช่ไหม ?”เสียงมารดาของเด็กตัวน้อยยังคงเรียกด้วยความเป็นห่วง แต่เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเจ้าของร่างคนก่อนมัวแต่ดื้อดึงเอาแต่ใจไม่ยอมให้มารดาเข้าใกล้ ทำให้สตรีคนนั้นมีท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเข้ามาด้วยกลัวมาบุตรสาวจะยิ่งเกลียดตน
สุดท้ายเพราะความดื้อดึงจึงถูกสัตว์มีพิษกัดจนตายไปในที่สุด
จะเรียกว่าเด็กเปรตหรือเด็กไม่รู้ความดี ? ทั้งที่ความผิดของเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เพราะมารดาตนเองแท้ ๆ แต่เป็นเพราะบิดาไม่รู้จักพอของเด็กคนนี้ต่างหาก
มีที่ไหนพอได้สตรีใหม่แล้วก็ถีบหัวส่งภรรยาพร้อมลูกในไส้ ไม่พอยังไล่ให้มาอยู่นอกชานเมืองแถวหมู่บ้านชนบท เงินส่งเสียอะไรก็ไม่มีให้สักแดง แต่ยังดีที่ให้ที่ทำกินมาสองหมู่ ถึงจะรู้ว่าให้มาเพราะไม่อยากถูกมองว่าใจร้ายกับภรรยาเก่ามากเกินไปก็ตาม
ส่วนเด็กน้อยคนนี้ที่เมื่อก่อนได้มีชีวิตสุขสบายพอชีวิตความเป็นอยู่พลิกผันก็ทนอยู่ในบ้านโทรม ๆ ไม่ได้ หลิงอัน จึงเริ่มพยศเอาแต่ใจ บ่นแต่จะกลับบ้าน พร้อมทั้งด่าทอมารดาว่าเป็นต้นเหตุทำให้ตนต้องมาลำบาก ทั้งที่หากแหกตาดูจะรู้ว่า มารดาต่างหากที่ลำบากมากกว่า
คิดไปคิดมา หลิงอัน คนใหม่ก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
เอาเถิด ถึงยังไงก็ตาย ๆ ไปแล้วจะสงสารก็แต่สตรีคนนี้ที่ต้องเสียลูกไปตั้งแต่ยังน้อย แล้วมีวิญญาณของใครก็ไม่รู้มาสิงสู่ร่างกายบุตรสาวของตนเอง
“อันเอ๋อร์ ?”สายตาเป็นห่วงและสีหน้าประหลาดใจของสตรีตรงหน้ายิ่งทำให้หลิงอันคนใหม่ถอดถอนใจมากกว่าเดิม มารดาแสนดีขนาดนี้ พยายามทนลำบากเพื่อเจ้าขนาดนี้ทำไมถึงยังเอาแต่คิดถึงบิดาชาติสุนัขคนนั้นกันนะ
“ท่านแม่ที่ผ่านมาอันเอ๋อร์ขอโทษที่ทำตัวไม่ดีนะเจ้าคะ”
“อันเอ๋อร์...”
คนได้รับคำขอโทษและท่าทีสำนึกผิดจากบุตรสาวดวงตารื้นยกมือขึ้นปิดปากคล้ายกำลังอดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลลงมา
“อันเอ๋อร์ขอโทษจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร แม่ไม่โทษลูก”สตรีวัยยี่สิบสี่ปีโอบกอดบุตรสาวที่วิ่งเข้ามากอดนางด้วยความรู้สึกหลากหลาย
นับตั้งแต่ถูกไล่ออกจากบ้านสามี ระหกระเหินกลับบ้านเดิมด้วยใจหวังจะได้รับความช่วยเหลือแต่กับไม่มีใครต้อนรับ นางจึงต้องยอมรับสภาพที่เป็นแล้วมาอาศัยอยู่บ้านที่สามีเป็นคนจัดหามาให้
บ้านที่เรียกว่าบ้านไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
แต่เพราะไม่มีที่ให้คุ้มกะลาหัวจึงต้องทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังโทรม พยายามหางานทำเพื่อที่อย่างน้อยจะได้มีเงินมาซื้อข้าวให้ลูกกิน ทว่าหญิงหม้ายอย่างนางจะมีที่ใดต้อนรับ ทุกคนต่างมองมาราวกับว่านางเป็นตัวน่ารังเกียจ หากเข้าใกล้อาจจะทำให้ครอบครัวพวกเขาเกิดปัญหา กว่าจะสามารถหางานและมีเงินเข้ามาบ้าง เงินเก็บที่มีก็ใช้ไปจนเกือบหมด
ส่วนบุตรสาว นับตั้งแต่ได้เห็นสภาพบ้านหลังนี้ก็ร้องแต่จะกลับบ้านเดิม ดื้อไม่ฟังท่าเดียว ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมพบหน้า ไม่ยอมพูดคุย ทั้งยังกล่าวโทษนางที่ทำให้ทุกอย่างกลายมาเป็นเช่นนี้
เพราะนางทำให้บิดาทิ้งตนไปไม่รักตน ทั้งยังบอกว่าเกลียดมารดาเช่นนาง
คนเป็นมารดาไหนเลยจะไม่รู้สึกผิด ทำเอาบางครั้งเผลอคิดไปว่า หากตนมีความสามารถในการมัดใจสามีมากกว่านี้ บทสรุปของพวกนางสองแม่ลูกจะกลายมาเป็นเช่นนี้หรือไม่
ผ่านมาสี่เดือนไม่รู้อะไรดลใจให้บุตรสาวเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยนางก็โล่งใจที่ลูกไม่เกลียดตนแล้ว
“ท่านแม่ต่อจากนี้อันเอ๋อร์จะไม่ดื้ออีกแล้ว จะช่วยท่านแม่ทำงานบ้าน”เด็กน้อยวัยหกขวบดวงตาไร้ซึ่งความขุ่นมัวใด ๆ ยิ้มกว้างให้มารดา
รอยยิ้มของบุตรสาวที่ไม่ได้เห็นมานานทำความอดทนของ หลิงซุนขาดสะบั้น น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้จึงไหลออกมา
“อันเอ๋อร์ชีวิตแม่เหลือแต่ลูกแล้ว เราสองคนแม่ลูกมีกันอยู่แค่นี้แล้วจริง ๆ ”หลิงซุนร้องไห้ ทรุดเข่าลงตรงหน้าบุตรสาว สองมือยกขึ้นจับไหล่เอาไว้แน่น ไหล่เล็กแคบของหญิงสาวสั่นไหว
หลิงอันเข้าใจความรู้สึกนาง มือเล็กยกขึ้นตบหลังมารดาเบา ๆ
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ต่อไปอันเอ๋อร์ก็จะช่วยด้วย อันเอ๋อร์โตแล้วช่วยท่านแม่ได้เจ้าค่ะ”
เด็กน้อยเอ่ยพร้อมยกมือตบ ๆ ไหล่มารดา
ก็อยากจะตบหลังอยู่หรอกแต่แขนสั้นตบไม่ถึง
หลิงอันยืนปลอบมารดาที่ร้องไห้ออกมาจะเป็นจะตาย ราวกับต้องการระบายความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจออกมาให้หมดสิ้น
ความโศกเศร้าที่ถูกคนรักหักหลัง ไหนจะครอบครัวเมินหน้าหนี บุตรสาวเพียงคนเดียวยังไม่อยากเข้าใกล้ ทั้งยังเกลียดชัง
คนที่เหงาเพราะทุกคนเอาแต่หนีห่าง พอได้รับความรักที่โหยหามานานอีกครั้งจึงเผลอปลดปล่อยความอ่อนแอออกมา
นัยน์ตาสุกสกาวจ้องมองท้ายทอยมารดา ตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ
หลิงซุนเจ้าไม่ต้องกังวลไป เจ้ามีข้าอยู่ทั้งคนต่อจากนี้ข้าจะพยายามทำให้ชีวิตเจ้ามีความสุข มีชีวิตอยู่ที่ดีขึ้น !!
แต่ยังไม่ทันที่หลิงอันจะได้ทำดั่งใจนึก ท้องน้อย ๆ ของนางพลันส่งเสียงร้องโครกครากออกมาขัดจังหวะความคิดของเธอ
ส่วนมารดาที่ร้องไห้อยู่หยก ๆ พลันหัวเราะขำ ยกมือเช็ดน้ำตา
“อันเอ๋อร์ของแม่หิวแล้วสินะ กินข้าวกันเถิด”
“เจ้าค่ะท่านแม่”คนเป็นแม่ยิ้มกว้างส่งมาให้ จูงแขนเด็กน้อยออกไปนั่งกินด้านนอกพร้อมชามข้าวที่ยกเข้ามาให้ในบ้าน
เอาเถอะ ก่อนจะถึงตอนนั้นตอนนี้เธอขอกินข้าวก่อน อย่างน้อยก่อนจะทำอะไรสักอย่าง ท้องต้องอิ่มก่อนถึงจะทำได้ !!
เถ้าแก่ร้านซาลาเปาชั่งใจเล็กน้อย ตนไม่เคยเห็นสัตว์หน้าตาประหลาดเช่นนี้มาก่อนจึงอดลังเลไม่ได้ แต่เมื่อสายตามองสบนัยน์ตาใสซื่อของเด็กสาว เหลือบมองประกายแวววาวตรงหน้า สีเขียวแดงของพริกตัดกันได้ดีกับสีขาวกระจ่างของตัวเนื้ออึก !!กลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง“ท่านลุงไม่กินหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นหลิงอันกินเองเจ้าค่ะ!!” ว่าพลางขยับตะเกียบกลับมาหาตน ทว่าอีกฝ่ายกับเร็วกว่า เพียงพริบตาเดียวกุ้งตัวใหญ่ก็เข้าไปอยู่ในปากรสชาติเผ็ดเปรี้ยวกำลังดี ความเด้งนุ่ม และหวานที่ปลายลิ้นทันทีที่รสชาติมากมายตีกันอยู่ในโพรงปากเถ้าแก่เจ้าของร้านซาลาเปาถึงกับเบิกตากว้าง ยกมือปิดปาก ก่อนเอ่ยออกมาว่า“อร่อยมาก!! อาหารอะไรกันเหตุใดถึงได้มีรสชาติเลิศล้ำขนาดนี้!! แม่หนูเจ้าขายหรือไม่ลุงยินดีซื้อทั้งหมด!!”ปฏิกิริยาของเขากระตุ้นผู้คนมากมายซึ่งให้ความสนใจอยู่ก่อนแล้ว ผู้คนเริ่มขยับเข้ามาใกล้แสดงความสนใจกันมากขึ้น“มีขายเจ้าคะ แต่เป็นของร้านท่านลุงสือนะเจ้าคะ ท่านลุงสามารถเดินเข้าไปสั่งซื้อในร้าน ชื่อรายการอาหารคือกุ้งเผาน้ำปรุงรสเด็ดเจ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นเถ้าแก่ร้านถึงกับเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่แท้พวกเขาสองคนมาหน้าร้านเพื่อเร
งานแต่งงานของท่านแม่ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยไม่ต้องการขัดขวางช่วงเวลาหวานล้ำของคนทั้งคู่หลิงอันจึงขันอาสาออกจากบ้านมาดูอาหารชนิดใหม่กับสือกัง“แม่หนูอันเจ้าช่างเป็นเด็กรู้ความยิ่งนัก” สือกังเอ่ยยิ้ม ๆ ขณะเดินตรวจสัตว์ทะเลที่ได้มาวันนี้ด้วยกัน“เพราะข้ารู้ความไม่ใช่หรือเจ้าคะท่านลุงสือถึงได้ชื่นชอบข้า” ตอบออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รอยยิ้มเต็มไปด้วยความถือดี“ฮ่า ฮ่า ใช่ เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้ลุงถึงได้ชื่นชอบ” ว่าพลางก้าวขาตามหลังไปวันนี้ถือเป็นวันแรกที่ร้านมีสุขจะเปิดขายอาหารทะเล หลิงอันจึงเข้ามาตรวจความพร้อมทั้งมาคอยชิมรสชาติอาหารที่ทางพ่อครัวเป็นคนทำครึ่งเดือนนับจากวันแรกที่ได้พูดคุยกับท่านลุงชาวประมง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร้านมีสุขได้นำอาหารทะเลเข้ามาหลายรอบให้พ่อครัวได้ลองฝีมือทำอาหารทะเล หลังผ่านพ้นความพยายามทั้งการปรับปรุงรสชาติและปรับปรุงรูปแบบการขนส่งในที่สุดวันนี้ร้านมีสุขก็พร้อมสำหรับเปิดขายอาหารทะเลเสียที“แม่หนูอันเจ้าพูดจริงใช่ไหม? คิดจะทำอย่างนี้จริง ๆ หรือ?” สือกังเอ่ยถามด้วยใจเป็นกังวลเขาไม่ได้กังวลว่าของจะขายไม่ได้ แต่กำลังกังวลกับวิธีการของเด็กสาวต่างหาก ถึงของจะขายไม่อ
“หลิงซุนข้ารู้ว่าการพูดเช่นนี้ในยามที่เจ้าอ่อนไหวนั้นถือว่าขี้ขลาดแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังคงต้องการจะพูด”ฝ่ามือใหญ่ติดแห้งกร้านจากการทำงานหนัก นัยน์ตาดำขลับแสนจริงจัง ท่าทางของเขาที่คุกเข่าข้างหนึ่งยื่นมือออกมาจับมือหลิงซุนไปกุมไว้ล้วนสะท้อนภายในนัยน์ตาหลิงอัน“เจ้ายินดีจะให้ข้าดูแลเจ้านับจากวันนี้ไปจนกว่าชีวิตจะดับสูญหรือไม่?”จางเหวินยิ้มบางเบา จ้องมองนางไม่วางตาคนถูกขอกะทันหันตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง หญิงสาวที่สะอื้นไห้น้ำตาถึงกับหยุดชะงัก เบิกตากว้างมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง“ขะ...ข้า คือว่าข้า...” หลิงซุนอ้ำอึ้งสายตาเหลือบมองบุตรสาวข้างกาย ทำให้ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยน สายตาเชื่อมั่นความมั่นใจที่ถูกโยนทิ้งไปพลันถูกเก็บขึ้นมาอีกครั้งยามหันมองสบนัยน์ตาดำขลับตรงหน้า สายตาสั่นไหวจึงเปลี่ยนเป็นหนักแน่น“ข้ายินดี”ผ้าแพรสีแดงปลิวไสว บรรยากาศครื้นเครงวันนี้ถือเป็นวันดีของสองแม่ลูกหลิง รวมถึงเป็นวันดีของจางเหวินชายหนุ่มผู้ครองตัวเป็นโสดมานานหลายปี ไม่เคยมีข่าวข้องเกี่ยวกับบุตรสาวบ้านใด ตอนนี้กำลังแต่งตัวเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวที่ตนพึงใจด้วยเป็นงานแต่งของชาวบ้านธรรมดาจึงไม่ได้จัดงานอย่
หลิงซุนไม่พูดจาเอาแต่ร้องไห้เงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทั้งอย่างนั้นไม่สนใจกระทั่งยกมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากห่างตา หญิงสาวยิ้มเยาะตนเองในใจพลางคิดไปถึงความคาดหวังเล็กน้อยแสนริบหรี่ที่เคยเกิดขึ้นทั้งที่รู้ว่าพวกเขานั้นหาได้สนใจ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาคาดหวังอะไรกับนาง ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบคาดหวังราวกับคนโง่คิดว่าพวกเขามาหาเพราะนึกได้ว่ามีบุตรสาวเช่นนาง หรือไม่ก็คิดว่า นางยังเป็นบุตรสาวหากเปรียบความคาดหวังเป็นความฝันคงเป็นฝันแสนสั้นที่เพียงหลับตาก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ความเป็นจริงเด็กสาวก้าวเข้ามาในบ้านมองภาพมารดาถูกบุรุษผู้หนึ่งประคองไหล่ไม่ให้ทรุดตัวลงไปด้วยหัวใจปวดหนึบแผ่นหลังที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งบัดนี้นางกลับมองเห็นรอยปริแตกบางเบา“ท่านแม่...” น้ำเสียงเจือนัยกังวลเอ่ยขึ้นขยับขาเข้าไปใกล้ หลิงซุนหลุบตามองบุตรสาวตัวน้อยแสนแข็งแกร่ง เด็กสาวที่คอยปกป้องตนอยู่เสมอ“อันเอ๋อร์ลูก ฮึก แม่ ฮึก ทั้งที่แม่คิดว่าทำใจได้แล้วแท้ ๆ แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากปากพวกเขาแม่ก็ยังอดรู้สึกเจ็บหน่วงที่ใจไม่ได้ ฮึก” หญิงสาวย่อตัวลงโอบกอดบุตรสาวหลิงอันยกมือกอดตอบ“ท่านแม่ ที่ท่านยังรู้สึกเพราะ
เนิ่นนานไม่หวาดกลัว พอมองเห็นอำนาจแล้วถึงพึ่งมานึกเสียใจสองแม่ลูกตระกูลหวังรับรู้แล้วว่าหลิงอันรู้เห็นในการกระทำของพวกนางถึงขั้นรีบหันหลังกลับออกไปไม่กล้ามอง ด้วยหวาดกลัวว่าหากยังอยู่ต่อจะอาจจะโดนลูกหลงเข้าก็เป็นได้ฝ่ายเจียลี่ที่ถูกคำพูดสือกังทำให้บื้อใบ้ใบหน้าซีดเผือด ปลายนิ้วที่ชี้ไปยังชายหนุ่มถูกดึงกลับมา“ใจจริงข้าไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของครอบครัว แต่ในเมื่อพวกท่านเล่นละครไร้คุณธรรม คิดหวังในทรัพย์สินของผู้อื่น ก็คงต้องให้ศาลตัดสินความผิดแล้ว”“ศาล!! ไม่ ข้าไม่อยากไปศาลอะไรทั้งนั้น!!”“ในเมื่อท่านไม่ต้องการเช่นนั้นก็มาคุยกันดี ๆ ดีกว่า ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าแล้วกัน”ถึงตอนนี้แล้วนางจะยังทำอะไรได้อีก ชาวบ้านธรรมดามักหวาดกลัวสถานที่ที่เรียกว่าศาลกันทั้งนั้น หากต้องไปจริง ๆ มีหวังได้เป็นลมล้มไปเสียตอนนี้เจียลี่ที่หวาดกลัวอำนาจเบื้องหลังสือกังพยักหน้าราวแม่ไก่จิกหาของกิน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรล้วนเชื่อฟัง“เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะให้พวกเจ้าเขียนหนังสือแยกบ้านออกมายืนยันการตัดสัมพันธ์เสีย”ไม่ว่าเปล่าสือกังหันไปสั่งให้คนของตนไปนำหนังสือสัญญาออกมา ปกติเขามักจะพกหน
“ไม่จริง!! พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกข้า โกหกเรื่องกฎแคว้น กลัวว่าข้าจะนำเงินบ้านหลิงซุนไปจนหมด พวกเจ้าโกหกข้า!!”ยืนรอหน้าบ้านมานานหลายวัน ทั้งยังต้องทนกับสายตาของชาวบ้าน นางจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ตนต้องนำตัวหลิงซุนกลับไปให้ได้พอกลับไปแล้วจะต้องสั่งสอนลูกคนนี้ให้รู้จักเชื่อฟังเช่นเดิม ออกจากบ้านมานานปีกกล้าขาแข็งถึงขั้นไม่เชื่อฟังแม่อย่างนางแล้ว!!“หลิงซุนเจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม รีบเชิญข้าเข้าไปในบ้าน เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เจ้าต้องกลับบ้านไปกับข้าหรือไม่ก็ปล่อยให้ข้ากับพี่ชายเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย เจ้ามีเงินแล้วสมควรเลี้ยงดูครอบครัว อย่าได้ปล่อยให้อดอยาก!!”หากเป็นเมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนคงจะยืนข้างฝั่งบ้านเดิมหลิงซุน แต่หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากพวกนาง ได้เห็นว่าครอบครัวที่ทำดีต่อครอบครัวหลิงนั้นมีความเป็นอยู่เช่นไร ทั้งยังได้เห็นว่าครอบครัวที่หันหลังให้ครอบครัวหลิงนั้นจะเป็นเช่นไร ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหันเหไปทางสองแม่ลูกหลิงพวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยเกี่ยวกับการกระทำของเจียลี่ นึกย้อนไปยังไม่กี่เดือนก่อนที่สองแม่ลูกหลิงต้องใช้ชีวิตกันอย่างขัดสนพว







