เข้าสู่ระบบหลังจากหลิวหลิงลี่เข้ามาอยู่ในจวนหลัวโหวได้10วัน หญิงสาวก็เริ่มคุ้นชินกับเฉินอี้เหรินมากยิ่งขึ้น
เฉินไทฮองไทเฮาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ไม่คิดช่วยบุตรชายเอ่ยแก้ตัว เพราะที่ผ่านมานางได้เอ่ยเตือนหลัวหยางฮ่องเต้ไปหลายคราแล้ว แต่เขากลับยังคงใช้วิธีเดิม ๆ กับหลัวอันอวี่ ดังนั้นสตรีวัยกลางคนจึงคิดว่าคนที่เรียนผูกย่อมต้องเรียนแก้ด้วยตนเอง จึงไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่งส่วนคนอื่น ๆ ที่ได้ยินก็ต่างก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แม้หลัวหยางฮ่องเต้จะหันมาขอความช่วยเหลือแล้วก็ตาม เพราะท่าทีของหลิวฮองเฮานั้นดุดันราวกับแม่เสือที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้ามายุ่งกับบุตรของตนในเมื่อเจ้าของบัลลังก์มังกรไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ ก็ได้แต่สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เพื่อรวบรวมความกล้าที่จะโต้เถียงกับภรรยาของตนเอง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันยกบุตรชายของตนเองให้ผู้อื่นเลี้ยงดูเป็นอันขาดทว่ายังไม่ทันที่หลัวหยางฮ่องเต้จะเปล่งวาจาอันใดออกมา เสียงเจื้อยแจ้วของหลัวอันหนิงก็ดังขึ้น“ม่ายช่าย ไม่ใช่นะ ท่านพ่อรักท่านพี่มากกว่าข้าเสียอีก” องค์หญิงอันหนิงเห็นพี่ชายเสียใจ เห็นมารดาโกรธ แต่บิดาไม่กล้าพูดจึงได้รีบเอ่ยช่วยบิดา“หนิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าข้างท่านพ่อ” หลัวอันอวี่เอ่ยเสียงแข็งอย่างไม่ตั้งใจองค์หญิงตั
“พ่อขอโทษ ทำเจ้ากลัวแล้ว พ่อจะตอบเดี๋ยวนี้ เจ้าอย่าร้องเลยนะ หนิงเอ๋อร์เด็กดีของพ่อ”เด็กน้อยได้ยินก็พยักหน้า ทว่าก็ไม่อาจบังคับน้ำใส ๆ เอาไว้ได้ น้ำตาที่คลออยู่หลั่งไหลออกมาเป็นสาย ด้วยความกลัวว่าจะทำให้บิดาไม่พอใจ สตรีตัวเล็กจึงได้รีบซุกหน้าเข้ากับแผงอกของบิดาทันทีที่น้ำใส ๆ ไหลล้นออกมา เพียงเพื่อไม่ให้ผู้เป็นบิดาได้เห็นน้ำตาของนางครั้นบุตรสาวโผเข้าหาหลัวหยางฮ่องเต้ก็ยิ่งกอดแน่นขึ้น ทว่าเพียงน้ำใส ๆ หยดลงบนอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ บวกกับร่างกายของบุตรสาวที่สั่นไหว ทำให้ความรู้สึกผิดในใจของหลัวหยางฮ่องเต้ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว เขากดจมูกลงบนกลุ่มผมของบุตรสาวเบา ๆ พร้อมกับเอามือลูบที่แผ่นหลังของสตรีตัวเล็ก ในใจของเขายามนี้ราวถูกมือที่มองไม่เห็นขยำหัวใจจนแทบแหลกละเอียดด้วยอายุยังน้อยความคิดจึงยังตื้นเขิน หลัวอันหนิงหารู้ไม่ว่าต่อให้นางเอาหน้าซุกบิดา ก็ไม่อาจปิดบังความเสียใจต่อหน้าเหล่าผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าได้ เพราะถึงจะไม่เห็นใบหน้าขององค์หญิงน้อย แต่ด้วยร่างกายของสตรีตัวเล็กที่สะอื้นนั้น ก็สะท้านให้เหล่าผู้ที่เห็นรับรู้ได้ว่าองค์หญิงตัวน้อยกำลังร่ำไห้อยู่“หนิงเอ๋อร์อย่าร้
เด็กชายตัวน้อยมองบุรุษหนุ่มผู้ให้กำเนิด ก่อนจะหันมาหาบุรุษหนุ่มที่อุ้มเขาเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน“ท่านอา ท่านใจดีอ่อนโยนกับข้าเสมอเลยขอรับ เพราะแบบนี้ข้าถึงชอบท่านที่สุดเลย”ประโยคนี้ของหลัวอันอวี่ทำเอาหลัวหยางถึงกับกำหมัดแน่น หน้าดำหน้าแดงขึ้นทันตา เพราะคำว่าชอบจากปากของบุตรชาย เขาเองยังไม่เคยได้ฟังสักครา ทว่าโอรสของเขากลับกล่าวคำนี้กับผู้อื่น“แต่ข้าไม่เป็นไรขอรับ ท่านพ่อพูดถูกแล้ว อย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ ล้มแค่นี้ข้าไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านอาอย่าได้กังวลเลย” หลัวอันอวี่พูดจบก็ยิ้มให้สวีจิ้งมู่คุณชายตระกูลสวียิ้มตอบก่อนจะปล่อยหลัวอันอวี่ลงยืน แล้วจัดแจงอาภรณ์ให้เด็กชายตัวน้อยตรงหน้า พลางเอ่ยด้วยความอบอุ่น “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”“จิ้งมู่หากเจ้าชอบเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่แต่งภรรยาสักคนแล้วมีบุตรเป็นของตนเองสักทีเล่า มาคอยเอาอกเอาใจบุตรของผู้อื่นอยู่ได้”สวีจิ้งมู่ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของหลัวหยางฮ่องเต้ ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูก บุตรของผู้อื่นเสียที่ไหนกันพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อฮองเฮาเป็นสหายของกระหม่อม เช่นนั้นบุตรชายของฮองเฮา ย่
หลังจากงานเลี้ยงครบสามเดือนของซื่อจื่อน้อย กุนซือที่ผ่านการมีครอบครัวมาก่อนก็ทนเห็นหลัวหยางโหวใช้เวลาอันมีค่าเสียเปล่าไปไม่ได้ จึงได้เอ่ยแนะนำให้เจ้าของจวนรีบผลิตทายาทคนต่อไป ในขณะที่ซื่อจื่อน้อยยังพอให้ผู้อื่นอุ้มเล่นอยู่บ้าง และไม่ติดหลิวหลิงลี่มากจนเกินไปนัก เพราะหากคุณชายน้อยอันอวี่โตขึ้นอีกนิดอาจจะไม่ยอมให้หลัวหยางโหวเข้าใกล้มารดาของเขา อย่างเช่นที่บุตรของตนเองทำด้วยคำแนะนำของกุนซือทำให้อีกหนึ่งปีต่อมา หลิวหลิงลี่ได้คลอดบุตรสาวอีกคน แต่การให้กำเนิดบุตรในครั้งนี้ทำให้หลิวหลิงลี่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และยังต้องพักฟื้นอยู่หลายวันจึงจะสามารถลุกขึ้นเดินได้ หลัวหยางโหวจึงไม่คิดให้หลิวหลิงลี่ตั้งครรภ์อีกส่วนฟางเซียวกับเสี่ยวหลี่หลังจากที่หลิวหลิงลี่คลอดคุณหนูอันหนิง ทั้งสองจึงได้ตกลงแต่งงานกัน เดิมทีเสี่ยวหลี่อยากอยู่ดูแลหลิวหลิงลี่อีกสักพัก เพราะหลังจากคลอดบุตรคนที่สองร่างกายของนายหญิงก็อ่อนแอ่ลงมาก แต่บังเอิญว่าท่านยายของเหนี่ยวเหนี่ยวได้เสียชีวิตแล้ว หลังเหนี่ยวเหนี่ยวไว้ทุกข์ได้หนึ่งปี หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่จึงส่งสาวใช้คนสนิทของหลิวหลิงลี่ที่อยู่เมืองหลิวผิงมาคอยดูแล เสี่ยวหลี่จึง
9เดือนต่อมาเช้าวันนี้มีของขวัญจากเมืองต่าง ๆ มากมายถูกส่งมาที่จวนตระกูลหลัว เพื่อมอบให้ซื่อจื่อน้อยในวัยครบสามเดือน ถึงแม้ว่าหลัวหยางโหวกับหลิวหลิงลี่จะมิได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตก็ตาม เพราะทั้งสองรู้ดีว่าญาติพี่น้องของตนเอง กำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องการขยายการค้า หากทั้งสองจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เฉินฟางหลาง หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่ และเผยไจ่เหวินก็จะต้องเดินทางมาที่เมืองอันหยาง เพื่อร่วมงานเลี้ยงครบสามเดือนของหลัวอันอวี่ และอีกเหตุผลคือยามนี้เงินในคลังเกือบครึ่งถูกนำไปสร้างวังหลวง ผู้เป็นนายแห่งจวนหลัวทั้งสองจึงจำเป็นต้องมัธยัสถ์เอาไว้ก่อน ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้นอกจากเหล่าขุนนาง ก็มีเพียงคนสนิททั้งสามของหลัวหยางโหว และสวีจิ้งมู่ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหนานเหลียน หลังจากกลับไปเยี่ยมบิดามารดามาเท่านั้นเดิมทีสวีจิ้งมู่คิดจะกลับมาให้ทันหลิวหลิงลี่คลอดบุตร ทว่าจางหลิงเยว่กับซางเซิ่นจือกำลังป่วยหนักด้วยกามโรค หลัวหยางโหวจึงขอให้ชายหนุ่มตระกูลสวีอยู่ที่เมืองหนานเหลียน จนกว่าทั้งสองจะตายจากไป เพื่อจะได้นำข่าวนี้มาส่งให้กับจางอ้ายเหลียนได้รู้ เพราะหากเป็นคนขอ
หนึ่งเดือนต่อมาภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวของคนทั้งห้าที่วางแผนทำร้ายหลิวหลิงลี่ ต่างทยอยส่งมาจากเมืองต่าง ๆ เริ่มจากหวงสือลิ่วบุตรชายนอกจวนของเจ้าเมืองหยวนสุ่ย เพียงเขากลับไปถึงเมืองหยวนสุ่ยได้ไม่ถึงสามวัน เผิงฮูหยินก็บีบบังคับให้เจ้าเมืองหยวนสุ่ยยกหยกขาวสลักลายบงกช ให้กับบุตรที่ยังไม่ลืมตาดูโลกในครรภ์ของนางทว่าเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกลับไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเขายังไม่แน่ใจว่าบุตรในครรภ์ของฮูหยินนั้นเป็นสตรีหรือบุรุษ แต่ความจริงหาใช่อย่างที่เจ้าเมืองหยวนสุ่ยเอ่ยไม่ ทว่าความจริงเป็นเพราะเขาไม่อยากทำผิดต่อสองแม่ลูกมากไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่ให้หวงสือลิ่วกับมารดาต้องออกจากจวนไปอยู่ข้างนอก เจ้าเมืองหยวนสุ่ยก็รู้สึกละอายใจต่อสองแม่ลูกมากแล้วในเมื่อเจ้าเมืองหยวนสุ่ยไม่ยินดีมอบหยกขาวสลักลายบงกชให้กับบุตรของเผิงฮูหยิน ภรรยาเอกของท่านเจ้าเมืองจึงไม่ลังเลที่จะหักหลังสามีของตนเองเพื่อบุตรในครรภ์ไม่ถึงสิบวันเผิงฮูหยินก็ให้แม่ทัพใหญ่เหยียนยกกองกำลังทหารมาก่อกบฏ แล้วสังหารเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกับหวงสือลิ่ว รวมถึงมารดาของเขา กับเหล่าภรรยาและอนุของหวงสือลิ่วด้วยหลังจากเจ้าเมืองหยวนสุ่ยตาย แม่ทัพใหญ่เหยี







