ログインบรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน
อัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ในราชสำนัก
“องค์รัชทายาท” เสียงเขาเอ่ยเรียกอย่างเรียบเฉียบ “ในฐานะบิดา กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่ขอถามตรง ๆ กับพระองค์...เหตุใดในอดีตพระองค์ถึงได้ใส่ร้ายบุตรีของกระหม่อม?”
คำถามนั้นเปรียบดังสายอัสนีที่ผ่าลงกลางใจหวังจิ้งเสวียน เขานิ่งงันไปชั่วอึดใจ ไม่อาจสบตาพ่อเป็นพ่อตาตรงหน้าได้สนิท ความรู้สึกผิดซึมลึกขึ้นมาในอก
“เรา…” เขาตรัสอย่างลังเล ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วตรัสเสียงแผ่วเบา “เรารู้ว่าชินอ๋องเป่าหูให้หมอหลวงวางยาพิษเรา และโยนความผิดให้พระชายาเป็นแพะรับบาป เพื่อสร้างความบาดหมางระหว่างเรากับพระชายา หลังเราฟื้นจากพิษกำเริบในร่างกายวันนั้น เรารู้ว่านางถูกกักขังอยู่ในตำหนักเหลิ่งกง เราคิดว่านางจะใช้ชีวิตที่ดีอยู่ในนั้น โดยให้หญิงกำนัลคนหนึ่งคอยดูแลนาง แต่ทว่าเราคิดผิดที่ไม่พานางออกมา...ทำให้นางตรอมใจตายอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในนั้น”
หลี่ซีเฉิงขมวดคิ้ว แต่ยังคงนั่งฟังเงียบ ๆ
หวังจิ้งเสวียนกัดฟันแน่นฝืนตนให้กล้าเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาบิดาของหญิงสาวที่ตนเคยทำร้าย “ตอนนั้นเราอ่อนแอที่ไม่สามรถปกป้องนางได้ เราเป็นเพียงหุ่นเชิดของชินอ๋อง…เรามิคู่ควรกับฟางเอ๋อร์เลยด้วยซ้ำ”
เขาสูดลมหายใจลึกกลั้นน้ำตาที่กำลังรินไหล ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “เรามิรู้ว่าตอนนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเราตอนนี้เป็นผู้ใด แต่ทว่านางกลับเป็นคนที่ผลักดันเราให้ก้าวไปข้างหน้า ในยามที่เราอับจนหนทางนางคือคนที่เตือนสติ สอนให้เรารู้จักแยกแยะว่าผู้ใดจริงใจ ผู้ใดซ่อนคมมีดไว้หลังคำหวานพวกนั้น”
“เพราะนางเราจึงเริ่มเป็นผู้เป็นคน กล้าจะยืนหยัดเผชิญหน้ากับอันตราย กล้าที่จะปกป้องสิ่งสำคัญโดยมิหลบซ่อนอยู่หลังผู้ใดอีกต่อไป ถึงแม้เราจะฝันถึงฟางเอ๋อร์คนเก่าและรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลาก็ตาม เราก็ไม่สามารถพานางกลับมาได้ หากมีของวิเศษหรือแลกชีวิตของเรา เพื่อพานางกลับมา เรายินดีทำทุกอย่าง”
หลี่ซีเฉิงฟังจนจบ เขาไม่ได้พูดทันที แต่ดวงตาคมเข้มเริ่มอ่อนลงดั่งคลื่นใหญ่ที่ค่อย ๆ สงบหลังพายุ
“ดีแล้วที่เจ้ารู้ตัว…” เขากล่าวในที่สุด คำเรียกเปลี่ยนไปเหลือเพียงพ่อตากับลูกเขย เสียงเจือแววเหนื่อยใจแต่ก็แฝงความยินดีลึกๆ “ฟางเอ๋อร์เป็นบุตรีของข้า ข้าย่อมรู้ดีว่านางมิใช่บุตรีของข้า ลูกของข้านางเคยมาเข้าฝันบอกว่าที่ที่นางอยู่ในตอนนี้ นางมีความสุขอย่างมากบอกกับข้าว่าไม่ต้องเป็นห่วง และให้ข้ารักคนที่มาอยู่ในร่างของนาง เพราะเด็กคนนั้นตัวคนเดียวมาตลอด ข้าถึงได้มองฟางเอ๋อร์ในตอนนี้เปรียบเสมือนเหมือนลูกสาวคนที่สอง นางมีความเฉลียวฉลาดกว่า และหากนางเลือกอยู่ข้างเจ้า แสดงว่านางเห็นค่าในตัวเจ้าจริง ๆ อย่าทำให้นางต้องเสียใจ นั่นคือสิ่งเดียวที่ข้าขอ เพราะสวรรค์ได้นำพานางมาหาเจ้าและข้า”
องค์รัชทายาทผงกศีรษะรับเต็มใจ แววตาหนักแน่น “เราสัญญา เราจะมิให้ใครพรากนางไปจากเราได้อีก มิว่าจะเป็นชินอ๋องหรือผู้ใด เราจะปกป้องนางด้วยชีวิตของเราเอง”
หลี่ซีเฉิงมององค์รัชทายาทเนิ่นนาน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ และยกจอกชาขึ้นจิบ กลิ่นหอมสาลี่อบอวลไปทั่วห้อง แต่ความรู้สึกในใจของเขาโล่งขึ้นอย่างยากจะบรรยาย
“หากเจ้าพูดได้อย่างนี้ เช่นนั้นข้าก็วางใจได้อีกเปลาะหนึ่งแล้ว”
บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนจากแรงกดดันมาเป็นอากาศปลอดโปร่ง อัครมหาเสนาบดีไม่ได้มององค์รัชทายาทเป็นเพียงลูกเขย แต่เริ่มมองเห็นบุรุษที่เติบโตผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวด และมีบุตรีของตนเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลัง
หลี่ซีเฉิงทอดสายตามองออกไปยังสวนหย่อมตรงหน้าต่างอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “เจ้ารู้หรือไม่ มารดาของฟางเอ๋อร์ มิใช่เพียงสตรีงามที่เฉลียวฉลาด หากยังเคยเป็นหนึ่งในสี่อัจฉริยะแห่งสำนักเมฆา”
หวังจิ้งเสวียนเงยพระพักตร์ขึ้นอย่างประหลาดใจ ดวงตาฉายแววทึ่งในสิ่งที่ไม่เคยล่วงรู้มาก่อน “อย่าบอกว่านางคือ...?”
หลี่ซีเฉิงหัวเราะเบา ๆ “ใช่ นางคือไป๋ซูหลาน จอมยุทธ์หญิงผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยวรยุทธ ครั้งหนึ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าและชางเหรินบิดาของเจ้า”
คำว่าบิดาของเจ้าทำให้หวังจิ้งเสวียนชะงักกึก เขาไม่เคยได้ยินเสด็จพ่อเอ่ยถึงอดีตเช่นนี้มาก่อน
เสียงของอัครมหาเสนาบดีดังขึ้น “เราเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนชางเหรินเป็นศิษย์น้อง แม้ภายนอกจะเป็นโอรสสวรรค์ แต่ในหุบเขายุทธภพเราไร้ยศถา ใช้กระบี่และความจริงใจต่อกัน”
หลี่ซีเฉิงหัวเราะเบา ๆ ดวงตาอบอุ่นด้วยแววแห่งความทรงจำ “เจ้าคงนึกภาพมิออกว่าเมื่อครั้งยังเยาว์ ชางเหรินเคยแพ้ข้าสิบกระบวนท่าติด ๆ แล้วต้องล้างบ่อน้ำในสำนักอยู่สามวัน”
หวังจิ้งเสวียนเผลอยิ้มจาง ๆ ขณะรับฟัง
“ข้ากับเขามิใช่แค่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่เรายังเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย และผู้ที่อยู่เคียงข้างเราก็มีซูหลานภรรยาของข้า และฉีหลิงมารดาของเจ้า เราทั้งสี่เคยสาบานร่วมกันว่าจะจงรักภักดีต่อแผ่นดิน มิให้ความทะเยอทะยานหรือศัตรูทำลายคำมั่นนั้นได้”
หวังจิ้งเสวียนยิ่งอึ้ง เมื่อเสด็จแม่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวนี้
หลี่ซีเฉิงถอนใจเบา ๆ สายตาอ่อนล้าจากรอยแผลเก่า “แต่น่าเสียดาย ผู้คนเปลี่ยนกาลเวลาก็เปลี่ยน ความเงียบงันที่เราเคยมีในสำนัก กลับกลายเป็นเสียงวังวนแห่งอำนาจและกลอุบาย จนทำให้ข้าเกือบลืมว่าสหายที่แท้จริงเป็นเช่นไร”
หลี่ซีเฉิงหันกลับมาสบตาองค์รัชทายาทอีกครั้ง “แต่เจ้าทำให้ข้านึกถึงวันวาน เจ้าอาจเคยอ่อนแอ แต่เจ้ากล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และที่สำคัญเจ้ารักบุตรีข้าด้วยความจริงใจ”
หวังจิ้งเสวียนโค้งศีรษะเล็กน้อย “เราจะรักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้ทั้งต่อท่านและต่อตัวฟางเอ๋อร์เอง”
หลี่ซีเฉิงผงกศีรษะแววตาอบอุ่นแต่ยังคงแฝงด้วยความเข้มงวด “เช่นนั้นเจ้าจงจำไว้ หากวันหนึ่งเจ้าต้องตัดสินใจระหว่างความรักกับบัลลังก์ จงอย่าลืมว่าคนที่อยู่ช่วยเหลือเจ้าและคนที่เจ้ารักที่สุด ย่อมมีค่ากว่าทองคำพันหีบและอำนาจหมื่นแคว้น”
หลี่ซีเฉิงยกจอกชาขึ้นจิบก่อนจะวางลงบนโต๊ะแล้วจึงกล่าวต่อ “เมื่อครู่ข้าพูดถึงสหายสี่คนในวัยหนุ่มสาว หากเจ้าอยากรู้ว่าใครมีจิตใจแน่วแน่ที่สุดในพวกเรา ข้าคงต้องยกให้ไป๋ซูหลานกับฉีหลิง” เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกขัน
“แม้ทั้งสองจะเป็นเพียงอิสตรี แต่กลับเป็นผู้ที่ใจแข็งกล้ายิ่งกว่าบุรุษอย่างพวกเรา ทั้งคู่ถือดาบเคียงกันตั้งแต่อายุสิบห้าปี เคยฝึกวรยุทธร่วมกันในหุบเขาลมทมิฬ เคยถูกลอบโจมตีตอนลงเขาเพื่อหายา ฉีหลิงนั้นแม้เดิมเป็นธิดาแม่ทัพใหญ่ พูดจาขึงขังเฉียบคม ต่างกับซูหลานที่อ่อนโยนแต่ไม่เคยยอมใครง่าย ๆ”
หวังจิ้งเสวียนฟังด้วยแววตาทึ่งและซาบซึ้ง เหมือนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเสด็จแม่ผู้สงบนิ่ง และสุขุมที่เขาคุ้นชินมาตลอดชีวิต
หลี่ซีเฉิงหรี่ตาลงดวงตาพลันวูบไหวเมื่อพูดถึงภรรยา “ข้าจำได้ในวันอำลาสำนักฉีหลิงเคยกล่าวกับซูหลานว่า หากภายภาคหน้าเราต่างได้บุตร ขอให้ลูกเราเป็นสหายที่ดีต่อกันเหมือนเราในครั้งนี้ ซูหลานเพียงหัวเราะ แล้วตอบว่า หากเป็นบุตรและบุตรีก็ขอให้ลูกของเรารักกันเสียเลย จะได้มิต้องมีใครพรากจากเหมือนพวกเรา”
คำกล่าวนั้นทำให้หวังจิ้งเสวียนเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยความสงสัย “พวกเขา...มิได้ผิดใจกันใช่หรือไม่?”
หลี่ซีเฉิงส่ายศีรษะช้า ๆ “เปล่า พวกนางผูกพันดั่งพี่น้องแท้ ๆ แต่ชีวิตพัดพาให้คนไปอยู่กันคนละฟาก ผู้หนึ่งเป็นฮองเฮามารดาแผ่นดิน ผู้หนึ่งต้องมาเป็นภรรยาขุนนาง ข้าเพียงเสียใจที่ซูหลานจากไปเร็วเกินไป มิอาจเห็นวันแห่งความสุขของบุตรีตนเอง”
เขาหันไปมององค์รัชทายาทตรง ๆ “เจ้าคือผู้เดียวที่จะทำให้ฟางเอ๋อร์ มิต้องแบกรับปัญหาอยู่คนเดียวอีกต่อไป หากเจ้าทำได้ข้าจะมิขัดขวางสิ่งใดทั้งสิ้นในอนาคต”
หวังจิ้งเสวียนค้อมศีรษะอีกครั้ง ครานี้ด้วยน้ำหนักของความเข้าใจและคำมั่นที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
“เราจะคอยแบ่งเบาภาระและยืนอยู่เคียงข้างนาง”
หลี่ซีเฉิงทอดสายตามองลอดหน้าต่างไปยังเงาไม้ที่ไหวเอนยามบ่าย ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“เจ้ารู้หรือไม่ ซูหลานกับชางเหรินเคยถูกเรียกว่าคู่ดั่งจันทรากับเมฆา ซูหลานเสมือนจันทรา สงบนิ่ง สว่างไสว แต่เปราะบาง ส่วนชางเหรินเปรียบดั่งเมฆา อิสระ ห้าวหาญ มิเคยหวั่นต่อคำครหา”
หลี่ซีเฉิงแค่นยิ้มน้อย ๆ ในลำคอ “ข้าเคยหลงนึกว่าในท้ายที่สุด คนที่ซูหลานจะเลือกแต่งด้วยคือ ชางเหรินเสียอีก หาใช่ข้าผู้นี้”
หวังจิ้งเสวียนชะงักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ “แต่ท่านคือ คนที่นางเลือกในที่สุด”
หลี่ซีเฉิงพยักหน้าเบา ๆ “เพราะนางบอกว่า ข้าคือคนที่ยอมเดินช้า ๆ เพื่อรอให้ดวงจันทราอย่างนางเปล่งแสงได้เต็มที่ แต่เจ้าคิดดูสิ หากวันนั้นซูหลานตัดสินใจเดินในเส้นทางเดียวกับชางเหริน บางทีชะตาของพวกเราทุกคนคงเปลี่ยนไป”
หลี่ซีเฉิงหลุบตาลง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มยิ่งกว่าเดิม “หลังซูหลานจากไป ชางเหรินเคยมาหาที่เรือนในยามค่ำ เพียงเพื่อวางกล่องหนึ่งใต้ต้นเหมย แล้วจากไปเงียบ ๆ ข้าเปิดดูจึงเห็นผ้าไหมปักมือ ภาพดอกเหมยกับจันทราเต็มดวง ด้านหนึ่งเขียนอักษรว่า ‘เราต่างเคยเป็นแสงให้กัน แม้จันทราจะดับลง แต่เมฆาจะยังคงลอยอยู่บนฟากฟ้าเสมอ’” หลี่ซีเฉิงยิ้มเศร้าแต่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิ
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
ภายในห้องลับที่เรือนหลังจวนชินอ๋อง นักฆ่าถูกมัดแน่นด้วยเชือกพิเศษ มือเท้าถูกตรึงเอาไว้แน่นหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำหวังจิ้งเสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อดี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอย่างเรียบง่ายดวงตาคมกริบ“ชื่อ”เสียงเยียบเย็นเพียงคำเดียวทำให้นักฆ่าขนลุกซู่ นัก







