ログインหลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆ
หลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหนึ่งอย่างสนใจ ก่อนจะฉุดแขนองค์รัชทายาทให้หยุดยืนหน้าร้านไก่เสียบไม้
“เถ้าแก่ ไก่เสียบไม้ไม้ละเท่าใดหรือเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามเสียงใส
“ห้าอีแปะ แม่หนูจะรับกี่ไม้ดีล่ะ?”
“ห้าไม้เจ้าค่ะ ขอน้ำจิ้มราดชุ่ม ๆ ด้วยนะเจ้าคะ”
“ได้ ๆ ได้ตามใจเลย” เถ้าแก่หัวเราะเบา ๆ พลางพลิกไก่บนเตาถ่าน กลิ่นหอมกรุ่นยิ่งกระตุ้นความหิว
หลี่หลิ่งฟางเฝ้ามองจนเผลอกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้
“ได้แล้ว ไก่เสียบไม้ของเจ้า” เถ้าแก่ยื่นของให้พร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางรับมาอย่างดีใจแล้วยื่นให้ชายหนุ่มข้างกาย
หวังจิ้งเสวียนเลิกคิ้ว “เจ้ามิคิดจะเก็บไว้กินเองหรือ?”
“แบ่งกันกินสิ ถึงมีเงินก็มิควรใช้สิ้นเปลืองมิใช่หรือ?” นางกล่าวพลางยัดไก่ไม้หนึ่งใส่มือเขา แล้วหมุนตัวเดินต่อโดยไม่รอฟังคำตอบ
หวังจิ้งเสวียนหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาหันกลับไปจ่ายเงินให้เถ้าแก่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามร่างบางที่หยุดยืนหน้าร้านขายปิ่นปักผมร้านหนึ่ง
“คุณชายดูสิ ปิ่นปักผมพวกนี้งดงามใช่หรือไม่?” เสียงนางถามด้วยความตื่นเต้น
เขาก้มมองแผงปิ่นปักผมหลากสีสันที่เรียงรายอยู่ บ้างประดับหยก บ้างมีลวดลายงดงาม เขาพยักหน้าเบา ๆ
“อืม”
แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดา ทว่ากลับทำให้หลี่หลิ่งฟางยิ้มกว้าง ชวนให้สายตาเขาไม่อาจละไปที่อื่นได้
“ถ้าเจ้าคิดว่างาม เช่นนั้นข้าจะซื้อสักชิ้น” หลี่หลิ่งฟางหันกลับไปที่แผง
หวังจิ้งเสวียนยิ้มมุมปาก มองหญิงสาวตรงหน้าก้มเลือกปิ่นด้วยแววตาจริงจัง ระหว่างนั้นเขาก็ลอบนึกถึงคำสัญญาของพวกเขา ที่วันนี้จะใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนสักวันเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากสายตาของผู้อื่น
“อันนี้งดงามที่สุดแล้ว” หลี่หลิ่งฟางยื่นปิ่นปักผมอันหนึ่งให้
“เจ้าชอบอันนี้หรือ?” หวังจิ้งเสวียนถามพลางรับมา
“อื้ม” นางพยักหน้าระรัว
“แม่ค้า ปิ่นอันนี้เท่าใด?”
“สิบห้าอีแปะเจ้าค่ะ”
หวังจิ้งเสวียนควักถุงเงินจากอกเสื้อแล้วยื่นจ่ายโดยไม่ลังเล จากนั้นเขาก็โน้มตัวลงเสียบปิ่นให้หญิงสาวอย่างแผ่วเบา
“งดงามยิ่งนัก เหมาะกับเจ้ากว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
“เหมาะกว่าที่คิด...หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หลิ่งฟางหรี่ตาอย่างจับผิด
หวังจิ้งเสวียนหลุดหัวเราะเบา ๆ “อย่าใส่ใจเลย เราเดินเที่ยวกันต่อเถิด เดี๋ยวต้องไปซื้อโคมไฟอีก”
แม้นางจะฟึดฟัดอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเห็นดวงตาเขาเป็นประกายขณะเหลือบมองร้านถังหูลู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้แต่ยอมแพ้
“มาเถิด ข้าจะพาไปซื้อถังหูลู่”
“อืม”
ทั้งสองเดินจูงมือข้ามถนนมา แม่ค้าร้านถังหูลู่ชะงักชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มรับอย่างนอบน้อม
“รับกี่ไม้ดีเจ้าคะ? เพิ่งเคลือบน้ำตาลสด ๆ เลย”
หลี่หลิ่งฟางหันมาถามหวังจิ้งเสวียน “เจ้าจะกินกี่ไม้?”
“สอง” เขาตอบพร้อมชูสองนิ้ว
“สองไม้เจ้าค่ะ”
“สองไม้ราคาหกอีแปะ” แม่ค้าว่าก่อนจะยื่นถังหูลู่สองไม้ให้
หลี่หลิ่งฟางจ่ายเงินและรับถังหูลู่หันมายื่นให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณ” หวังจิ้งเสวียนกล่าวขณะกัดเข้าไปหนึ่งคำ “หวานกำลังดี”
“ดีแล้ว” หลี่หลิ่งฟางยิ้มพลางจูงมือเขาเดินเที่ยวต่อ ท่ามกลางแสงโคมและเสียงผู้คน
ทางด้านหลัง ชิงหลานองครักษ์ข้างกายขององค์รัชทายาทเดินตามคุ้มกันอย่างเงียบงัน ยกเว้นแต่สตรีผู้หนึ่งที่ควรจะช่วยเขาสอดส่องภัย กลับเดินเล่นตัวปลิวราวไร้ภาระหน้าที่
“ร้านนั้นอร่อยนัก! ครั้งหน้าข้าจะต้องกลับไปกินอีกแน่นอน!” อันฉีพูดขึ้นเสียงใส
ชิงหลานถอนหายใจเงียบ ๆ แววตาเอือมระอาอย่างปิดไม่มิด
“ทำหน้าราวกับกินของบูด! เจ้าเห็นข้าเป็นตัวน่ารำคาญหรือไร?” นางแหวใส่
“เปล่า” ชิงหลานตอบเสียงราบเรียบเย็นชา
“ข้ามิเชื่อหรอก ในใจเจ้าคงคิดด่าข้าเป็นพรวนแล้วใช่หรือไม่!”
ชิงหลานเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยแววตาว่างเปล่า เขาตอบตามตรงเสมอ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตีความไปไกลกว่าความจริง
อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง หลิวอ๋องนั่งจิบสุราลำพังที่ร้านเล็กเงียบสงบแห่งหนึ่ง สุรารสดีจนยากจะวางจอกลงได้ เสียงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามขยับก่อนจะมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งลง
“เห็นเมืองหลวงแล้วรู้สึกเช่นไร?” หลิวอ๋องถามโดยไม่ละสายตาจากจอกสุรา
“กว้างใหญ่ หรูหรา และผู้คนมากมาย” ชายผู้นั้นตอบ “แล้วเหตุใดท่านถึงติดแหงกอยู่ที่นี่เล่า?” เขาย้อนถามกลับ
หลิวอ๋องเงียบไปชั่วครู่มองจอกสุรานิ่ง ๆ แล้วกระดกดื่มรวดเดียว “ข้าเพียงอยากมานั่งเล่นเท่านั้น”
“หา? ท่านอ๋องพูดเล่นกระไรเช่นนั้น”
“ข้ารู้ตัวดี” เขาตอบนิ่ง
“ไม่ๆๆ ข้าว่าท่านเมาแล้ว พอเถิด เลิกดื่มดีกว่า”
ชายผู้นั้นแย่งจอกสุราไปจากมือหลิวอ๋อง ซึ่งเขาได้แต่มองตามอย่างปลงตก ก่อนเอนกายพิงพนักเก้าอี้สายตาเหม่อมองแสงโคมไฟด้านนอก
“บางทีข้าอาจเมาจริงอย่างเจ้าว่าก็ได้”
“เช่นนั้นท่านก็นอนหลับเสียเถิด การฝืนตื่นอยู่จะยิ่งทำให้ท่านมึนเมาหนักขึ้น เดี๋ยวหาทางกลับโรงเตี๊ยมมิได้จะงานยุ่งเอา”
เสียงทุ้มของชายผู้นั้นลอยแผ่วราวกับลมพัดผ่าน
หลิวอ๋องนั่งนิ่งเนิ่นนานก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “คุณชายสวี...ท่านเคยหลงรักผู้ใดบ้างหรือไม่?”
ชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยถึงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย แววตาฉายแววครุ่นคิด “ท่านหมายถึงในเชิงคนรักหรือ?”
“เช่นนั้นก็ได้” หลิวอ๋องตอบเพียงเท่านั้น ดวงตายังคงทอดมองไกลออกไปเบื้องหน้าราวกับไม่ต้องการสบสายตาผู้ใด
คุณชายสวียกยิ้มจางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งจริง “ข้าเป็นบุรุษ มีเลือดเนื้อหัวใจ ย่อมเคยมีใจไหวเอนบ้างกับสตรีหนึ่งหรือสองคน นับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ท่านอ๋องถามเช่นนี้...หรือว่าท่านกำลังตกหลุมรักสตรีใดเข้าแล้ว?”
หลิวอ๋องหลับตาลงช้า ๆ เอ่ยคำตอบอย่างแผ่วเบา ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่น “ข้าชอบเขาเพียงแต่ว่า...เขามิได้รู้สึกเช่นเดียวกัน”
คุณชายสวีเบิกตากว้างตกใจ คิ้วขวายกสูงอย่างไม่อาจกลั้นความประหลาดใจได้ “คนเช่นท่าน...ถูกหักอกหรือ? หรือว่านี่เป็นเพียงคำพูดล้อเล่นเท่านั้น?”
“มิใช่” คำตอบนั้นราบเรียบยิ่งกว่าสายลมยามราตรี
ชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นห่วงใยอย่างจริงใจ “ท่านอ๋องอย่าได้เศร้าไปเลย โลกนี้กว้างใหญ่เพียงใด ย่อมมีใครคนหนึ่งที่สวรรค์ลิขิตมาให้ท่าน วันนี้เขาอาจไม่ใช่ แต่วันหน้าจะต้องใช่”
หลิวอ๋องหันกลับมาสบตาคุณชายสวี ดวงตานิ่งสงบเหมือนผืนน้ำกลางหุบเขา ก่อนสติจะเริ่มเลือนรางคล้ายหมอกบางยามรุ่งสางจางหายไปกับสายลม
ค่ำคืนเทศกาลหยวนเซียว แสงโคมนับร้อยนับพันส่องสว่างไปทั่วท้องถนน สีแดงแสดของโคมไฟแต้มแต่งยามราตรีให้คล้ายความฝัน
เสียงหัวเราะของผู้คน เสียงเครื่องดนตรีแว่วมาจากซุ้มจัดแสดงลานกว้าง บรรยากาศรื่นเริงเช่นนี้ดูราวกับเมืองทั้งเมืองไร้ความทุกข์ตรม
สองร่างเดินเคียงกันท่ามกลางฝูงชนอย่างไม่เร่งรีบ หลี่หลิ่งฟางสวมผ้าไหมบางเบาสีขาวอมชมพูอ่อน ประดับลวดลายดอกอวี้หลันสีเงิน ดูเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสง่า เส้นผมถูกรวบขึ้นครึ่งหนึ่งประดับปิ่นดอกเหมยที่ซื้อมา ดวงหน้างามทอแสงโคมดั่งภาพวาดวสันต์ฤดู
ส่วนหวังจิ้งเสวียนใส่ชุดคลุมตัวยาวสีน้ำเงินปักลายใบหลิวด้วยด้ายทอง ยามเขาก้าวเดินดูคล้ายสายน้ำอันนิ่งสงบที่ซ่อนพลังไว้ภายใน
ทั้งสองไม่ได้พูดจา เพียงทอดสายตามองทิวแถวโคมไฟที่แขวนเรียงรายจากหลังคาร้านเรือนต่าง ๆ แสงสีวับวาวพลิ้วไหวตามสายลมราวกับโบยบินไปกับความปรารถนาในใจผู้คน
“ฟางเอ๋อร์ เจ้าชอบโคมแบบใด?” หวังจิ้งเสวียนเอ่ยถามเบา ๆ พลางเหลือบตามองหญิงสาวข้างกาย
หลี่หลิ่งฟางยิ้มบางก่อนชี้ไปยังโคมรูปกระต่ายน้อยที่ห้อยอยู่ริมแผงหนึ่ง “ข้าชอบแบบนั้นน่ะ มันดูไร้เดียงสาดี”
“คล้ายเจ้าหรือเปล่า?” เขาหันมามองนางเอ่ยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่แววตากลับอ่อนโยนกว่าทุกครา
“ข้าหรือ? ข้าออกจะดุ ดื้อ และอารมณ์ขึ้นง่าย เจ้ากล้าพูดว่าคล้ายกระต่าย?”
“อืม ดื้อจริง แต่กระต่ายที่ดื้อก็ยังน่ารักอยู่ดีมิใช่หรือ?”
หลี่หลิ่งฟางชะงักนิดหนึ่ง ก่อนหลบสายตาลงมองเท้าตนเองที่กำลังก้าวไปช้า ๆ “อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ข้าอาจจะเคยเชื่อ แต่ตอนนี้ข้ามิแน่ใจว่าเรื่องแบบนั้นยังเหมาะสมสำหรับข้าหรือไม่”
หวังจิ้งเสวียนไม่ตอบในทันที เขาเดินช้าลงแล้วจึงตรัสอย่างหนักแน่นแต่แฝงความอ่อนโยน “เจ้าคือเจ้าของคำตอบนั้นเองฟางเอ๋อร์ มิใช่โชคชะตาหรือใครที่ไหน”
หลี่หลิ่งฟางชะงักมองหน้าเขาอย่างลึกซึ้ง แล้วเบือนหน้าไปทางท้องฟ้าอีกครั้ง ท่ามกลางโคมลอยที่เริ่มลอยขึ้นทีละดวง
“เช่นนั้นคืนนี้...หากเจ้าจะขอพร เจ้าจะขอพรว่าอันใดงั้นหรือ?” หลี่หลิ่งฟางถามเสียงแผ่ว
หวังจิ้งเสวียนมองไปยังโคมดวงหนึ่งที่ลอยพ้นหลังคา แล้วตอบอย่างมั่นคง “ขอให้เจ้าหัวเราะกับเรานานกว่าคืนนี้”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน
ภายในห้องลับที่เรือนหลังจวนชินอ๋อง นักฆ่าถูกมัดแน่นด้วยเชือกพิเศษ มือเท้าถูกตรึงเอาไว้แน่นหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำหวังจิ้งเสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อดี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอย่างเรียบง่ายดวงตาคมกริบ“ชื่อ”เสียงเยียบเย็นเพียงคำเดียวทำให้นักฆ่าขนลุกซู่ นัก







