Share

สอบปากคำนักฆ่า

last update publish date: 2026-04-07 12:00:50

ภายในห้องลับที่เรือนหลังจวนชินอ๋อง นักฆ่าถูกมัดแน่นด้วยเชือกพิเศษ มือเท้าถูกตรึงเอาไว้แน่นหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

หวังจิ้งเสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อดี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอย่างเรียบง่ายดวงตาคมกริบ

“ชื่อ”

เสียงเยียบเย็นเพียงคำเดียวทำให้นักฆ่าขนลุกซู่ นักฆ่าเม้มปากแน่นไม่ยอมตอบ

หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่ข้างกายหวังจิ้งเสวียน มือขาวเนียนหมุนมีดสั้นเล่มบางในมืออย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้านิ่งสงบ ดวงตาเรียบเฉยจนไม่สามารถคาดเดาได้

“ไม่พูดงั้นหรือ?” หลี่หลิ่งฟางเอ่ยเบา ๆ คล้ายกระซิบ แต่แฝงแรงกดดันรุนแรงยิ่งกว่าเสียงตวาด

ฉัวะ!

ปลายมีดเฉือนเบา ๆ บริเวณแขนของนักฆ่าเป็นแนวบาง ๆ โลหิตไหลซึมออกมาทำให้นักฆ่าตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง

“กระหม่อม...กระหม่อมแค่รับงานมา!” นักฆ่าร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว

หวังจิ้งเสวียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “จากผู้ใด?”

นักฆ่ากัดฟันแน่นหยาดเหงื่อผุดทั่วใบหน้า “เป็น...เป็นคนจากในตัวเมือง มิเคยเห็นหน้าชัด ๆ แต่...แต่เขาให้กระหม่อมมุ่งเป้าไปที่องค์รัชทายาทกับหลิวอ๋อง!”

หลี่หลิ่งฟางปรายตามองหวังจิ้งเสวียนเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเสียงเย็น “แล้วเหตุใดถึงเลือกลงมือที่จวนชินอ๋อง?”

นักฆ่าอึกอัก “กระหม่อมแค่ทำตามคำสั่ง ที่นี่มีคนเปิดทางให้เข้าได้ง่าย และสามารถโยนความผิดให้ชินอ๋องได้หากล้มเหลว”

คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งเย็นยะเยือก

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะเบา ๆ ตรัสสั่งชิงหลานเสียงเรียบ “นำตัวไปขังแยก อย่าให้ผู้ใดเข้าใกล้เด็ดขาด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากนักฆ่าถูกนำตัวออกไปแล้ว หวังจิ้งเสวียนหันมาทางหลี่หลิ่งฟาง แววตาอ่อนลงเล็กน้อย

“พระชายา เจ้าเหนื่อยแล้วหรือไม่?” น้ำเสียงเขานุ่มนวลผิดจากยามสอบสวน

หลี่หลิ่งฟางส่ายศีรษะช้า ๆ “หม่อมฉันยังสบายดีเพคะ แต่หากปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาเกรงว่าจะเป็นภัยในอนาคตได้”

หวังจิ้งเสวียนยิ้มบาง “ย่อมต้องมิปล่อยไปง่ายดาย” เขาลุกขึ้น “ไปเถิด พวกเราไปจวนอัครมหาเสนาบดีสายเกินไปแล้ว และต้องบอกเรื่องให้ท่านพ่อตาของเราได้รู้ว่าวันนี้เกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง เขามีอำนาจมิต่างจากฝ่าบาทมากนัก”

หลี่หลิ่งฟางหัวเราะออกมา “ท่านพ่อของหม่อมฉันดูยิ่งใหญ่จริง ๆ”

-----

ณ จวนอัครมหาเสนาบดี

เมื่อรถม้าขององค์รัชทายาทแล่นเข้าเทียบหน้าจวนใหญ่ ตรงป้ายไม้เหนือซุ้มประตูสลักอักษรทองคำว่า ‘จวนหลี่’ อย่างงดงาม

อัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิง ซึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่ในเรือนกลางรีบรุดออกมาต้อนรับด้วยตนเอง เมื่อเห็นพระชายาเดินเคียงข้างองค์รัชทายาท ใบหน้าเข้มขรึมของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อย

“ฟางเอ๋อร์ มาแล้วหรือ” น้ำเสียงของหลี่ซีเฉิงมีความอ่อนโยนลึกซึ้ง

หลี่หลิ่งฟางโค้งคำนับ “ท่านพ่อ ลูกมาแล้วเจ้าค่ะ ลูกต้องขอโทษที่มาช้าขนาดนี้”

หวังจิ้งเสวียนแทรกขึ้นน้ำเสียงสงบ “ท่านอัครมหาเสนาบดี เรามิได้ตั้งใจพานางมาหาท่านช้า แต่จวนของชินอ๋องวันนี้กลับมีนักฆ่าบุกรุกเข้ามา ทำให้เสียเวลาไปมากนัก”

หลี่ซีเฉิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนผงกศีรษะ ดวงตาฉายแววกังวลขึ้นด้วยความคิดมากมาย

“เข้ามาด้านในก่อนเถิด ข้าจะให้เพิ่มการคุ้มกันอีกชั้น”

ภายใต้แสงตะวันยามใกล้ลับขอบฟ้า หวังจิ้งเสวียนโอบเอวหลี่หลิ่งฟางเดินตามหลี่ซีเฉิงเข้าสู่เรือนใหญ่

ในห้องอ่านหนังสือของจวน

อัครมหาเสนาบดีนั่งลงที่โต๊ะใบหน้าแสดงถึงความคิดหนัก และยามนี้ก็ไม่มีใครในห้องนอกจากหวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ

หวังจิ้งเสวียนเองก็นั่งลงข้าง ๆ พร้อมแสดงท่าทีเงียบสงบ แต่ในแววตานั้นมีประกายของความตึงเครียดแฝงอยู่

“ท่านอัครมหาเสนาบดี” หวังจิ้งเสวียนเริ่มตรัสด้วยน้ำเสียงที่สงบ “พวกเราต่างก็รู้ว่าเขามีความทะเยอทะยาน แต่ท่านว่าเขาจะกล้าลงมือจริง ๆ หรือไม่?”

หลี่ซีเฉิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยคำตอบที่หนักแน่น “ชินอ๋องมิใช่คนที่จะแสดงความทะเยอทะยานออกมาอย่างเปิดเผย แต่มันชัดเจนว่าเขาต้องการหาทางที่จะควบคุมราชสำนักด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสนาบดีที่เขาควบคุมได้ หรือแม้กระทั่งการพยายามลอบสังหารองค์รัชทายาท”

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะเบา ๆ “เราก็สงสัยเหมือนกัน บางทีอาจมีคนคอยหนุนหลังเขาอยู่ลับ ๆ มิได้ทำเองโดยตรง”

หลี่ซีเฉิงผงกศีรษะและตอบกลับด้วยเสียงต่ำ “มิว่าจะเป็นใครก็ตาม การก่อกบฏครั้งนี้จะมิใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่ออำนาจในราชสำนักล้วนอยู่ในมือของพระองค์ และผู้ที่จะต้องตกเป็นเหยื่อมิใช่ใครอื่นนอกจากพระองค์เอง”

หวังจิ้งเสวียนพยายามรักษาความเยือกเย็นในดวงตาหงส์ “เรารู้...ถ้าชินอ๋องทำจริง เราจะมิปล่อยให้เขาหนีไปได้”

หลี่ซีเฉิงยิ้มมุมปาก “พระองค์ยังเด็กไปในการคาดการณ์เช่นนั้น อย่าลืมว่าชินอ๋องมิเพียงแต่มีสายสัมพันธ์ในราชสำนัก แต่ยังสามารถใช้เครือข่ายในเงามืดได้มากมาย”

หวังจิ้งเสวียนนิ่งคิดก่อนจะตรัสเสียงหนัก “หากเรามิขยับตัวก่อน เขาจะเริ่มลงมือมากขึ้นเรื่อย ๆ เราคงต้องเริ่มกำจัดคนในเงามืดเหล่านั้น”

“ขอให้พระองค์ตัดสินใจให้รอบคอบ” หลี่ซีเฉิงกล่าวเตือน “แต่ที่สำคัญคือ...อย่าให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผยไปถึงหูชินอ๋องในตอนนี้”

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะ ขณะมองพระชายาของตนที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ “พระชายา เจ้าเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรากับท่านอัครมหาเสนาบดีพูด?”

หลี่หลิ่งฟางหันมามององค์รัชทายาทด้วยสายตาที่หนักแน่น “ท่านพ่อพูดถูกแล้วเพคะ ถึงแม้จะมีเส้นทางหลากหลายในการแก้ปัญหา หากแต่พวกเราก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี และมิปล่อยให้มีช่องว่างเด็ดขาด”

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะหันไปที่อัครมหาเสนาบดี “เราอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของชินอ๋องและเครือข่ายของเขา”

หลี่ซีเฉิงยิ้มบาง ๆ “พระองค์มั่นใจว่าเขาจะยอมเปิดเผยหรือ?”

หวังจิ้งเสวียนยิ้มกลับไป “ในที่สุดทุกอย่างก็จะเปิดเผยเมื่อถึงเวลา”

หลี่หลิ่งฟางคิดว่าตอนนี้ตนสมควรแยกตัวออกไปก่อนจึงเอ่ยขึ้น “องค์รัชทายาท ท่านพ่อ เดี๋ยวลูกมานะเจ้าคะ ลูกอยากไปสถานที่แห่งหนึ่งก่อน”

หวังจิ้งเสวียนที่รู้ทันรีบจับรั้งข้อมือเอาไว้ “หากเกิดอันตรายอย่าได้ฝืน กลับมาอย่างปลอดภัย”

หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะรับคำ

-----

หลี่หลิ่งฟางปลอมตัวแฝงเข้ามาที่จวนชินอ๋อง นางสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้ใครจำได้ ร่างบางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบไปตามโถงใหญ่ที่มืดสนิท

เดินมาถึงห้องลับซึ่งเป็นที่เก็บของสำคัญ หลี่หลิ่งฟางรู้ดีว่าแผนการของชินอ๋องต้องมีเบาะแสอยู่ที่นี่ตามบทในนิยาย

เมื่อเปิดประตูเข้าไปหลี่หลิ่งฟางพบกับสมุดบันทึกเก่า ๆ เล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้ หน้าปกดูเก่าและมีรอยขีดข่วนหลายแห่ง มันถูกมัดด้วยเชือกหนังหนา ๆ ที่เก็บข้อมูลสำคัญที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้

หลี่หลิ่งฟางเปิดสมุดขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ พลิกหน้าที่บันทึกชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อกบฏ ชื่อหลายชื่อปรากฏอยู่ในนั้น บางรายมีรายละเอียดของตำแหน่งในราชสำนัก บางรายคือขุนนางใหญ่ที่ยังไม่เคยถูกสงสัยมาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือมีรายชื่อของ ‘ชินอ๋อง’ อยู่ในหมวด ‘ผู้นำแผนการ’ พร้อมรายละเอียดที่ระบุถึงแผนการยึดครองบัลลังก์

หลี่หลิ่งฟางยิ้มในใจ “ชินอ๋องมิรู้หรอกว่าข้ารู้ที่ซ่อนได้อย่างไร”

นางเก็บสมุดบันทึกนั้นไว้ในเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแกล้งทำเสียงดังเพื่อให้ผู้คุมเฝ้าประตูได้ยิน

หลังจากที่หลี่หลิ่งฟางได้กลับมาจากจวนชินอ๋อง นางรีบเดินทางไปที่ห้องอ่านหนังสือของจวนหลี่ เมื่อมาถึงห้องหนังสือของท่านพ่อ นางเดินมานั่งลงที่เดิมของตน หลังผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดเดิม

หลี่หลิ่งฟางเปิดสมุดบันทึกในมือแล้วส่งให้กับองค์รัชทายาท ก่อนที่จะเอ่ยเสียงหนัก “หม่อมฉันได้พบสิ่งที่สำคัญในจวนชินอ๋อง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการก่อกบฏที่ชินอ๋องพยายามจะลงมือ”

หวังจิ้งเสวียนเปิดสมุดบันทึกอย่างระมัดระวัง ท่าทางของเขายังคงสงบแต่แฝงไปด้วยความวิตกกังวล เมื่อเห็นชื่อของผู้ร่วมแผนการในสมุดนั้น ใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้น “เจ้าหมายความว่า...ชินอ๋องคือผู้บงการการกบฏนี้จริง ๆ ใช่หรือไม่?”

หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะ “ใช่ หม่อมฉันคิดว่าทุกอย่างถูกวางแผนโดยเขา รวมถึงผู้ร่วมขบวนการต่าง ๆ ที่มีทั้งขุนนางและบุคคลที่มีอิทธิพลในราชสำนัก การที่ชินอ๋องจะสามารถรวมคนเหล่านี้ไว้เป็นเครือข่ายได้ คงมิใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าค้นพบสมุดนี้ก็แสดงว่าชินอ๋องอาจยังมิระวังตัวมากนัก”

อัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงอ่านข้อความในสมุดบันทึกอย่างละเอียด แล้วกล่าวเสียงเข้ม “นี่มิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย การที่ชินอ๋องวางแผนลอบสังหารองค์รัชทายาทและวางแผนก่อกบฏ ถือเป็นการกระทำที่เสี่ยงมาก หากทำสำเร็จเขาจะต้องมีอำนาจมากกว่าฮ่องเต้”

หวังจิ้งเสวียนจ้องมองที่สมุดบันทึกด้วยความตั้งใจ “เรามิสามารถปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้ เราต้องจัดการกับชินอ๋องให้เร็วที่สุด”

หลี่หลิ่งฟางหันไปมองท่านพ่อของตน “ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านพ่อคิดว่าเราควรทำอย่างไร?”

หลี่ซีเฉิงหรี่ตามองสมุดในมือก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น “เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง หากพ่อส่งคนไปจับกุมชินอ๋องในทันที เขาจะหนีไปได้ และอาจจะสร้างปัญหาให้องค์รัชทายาทและราชสำนักในอนาคตได้ คำถามของพ่อคือ เราจะดึงเขาออกจากการเล่นเกมนี้อย่างไร?”

หวังจิ้งเสวียนเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตรัสออกมาว่า “เราจะล่อเขาออกมา หากเขารู้ว่าเขามิได้อยู่ในที่ปลอดภัยอีกต่อไป เขาจะต้องหาทางยึดอำนาจอย่างรวดเร็ว”

หลี่หลิ่งฟางเสริม “หม่อมฉันเห็นด้วย ถ้าชินอ๋องคิดว่าตนสามารถหนีได้ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อระมัดระวังตัว แต่ถ้าเรากล้าเดินหมากสำคัญออกมา เขาจะต้องกลัวและตอบสนองทันที”

หลี่ซีเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น “มันจะยิ่งทำให้เราต้องเสี่ยงไปกับการเผชิญหน้า แต่ถ้าเรามิลงมือในตอนนี้อาจจะสายเกินไป”

หวังจิ้งเสวียนยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น “เราต้องลงมือทันที เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ พวกท่านก็ทราบดีว่าเรามิสามารถปล่อยให้ราชบัลลังก์ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นได้”

หลี่ซีเฉิงผงกศีรษะและลุกขึ้นยืน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะเริ่มวางแผนการรับมือกับฝ่ายกบฏ พวกเจ้าจะต้องระวังการเคลื่อนไหวของชินอ๋องให้ดี และหากมีโอกาส ข้าจะคำนึงถึงทุกทางที่สามารถจัดการได้ โดยมิต้องเสียเลือดเสียเนื้อ”

หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ๆ ก่อนที่จะหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาพลิกหน้าอีกครั้ง “ลูกเชื่อว่าเราจะจัดการเขาได้ แค่ต้องทำให้ถูกเวลา”

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะ “ในตอนนี้เราต้องค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปก่อน ยังไงชินอ๋องก็ต้องถูกกำจัดอย่างแน่นอน”

*****

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คนที่ไว้ใจ คือ คนที่ร้ายที่สุด

    วันถัดมากลางเรือนรับรองของจวนชินอ๋อง เหล่าขุนนางชั้นสูงสองสามคนกำลังนั่งดื่มสุราอย่างรื่นเริง ชินอ๋องในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่เบื้องหน้าตรงกลางท่าทางสงบนิ่ง ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ยากจะเก็บซ่อนเสนาบดีกรมโยธาเอ่ยเบา ๆ “เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้ว แผนการของเรากลับยังถูกขัดขวางทุก

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ชินอ๋องขอเข้าเฝ้า

    ในวันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทได้รับจดหมายจากจวนชินอ๋อง ว่าเขาต้องการจะมาขอเข้าเฝ้าที่สำนักศึกษา ซึ่งในตอนนี้ภายในห้องรับรองของสำนักศึกษา องค์รัชทายาทและชินอ๋องกำลังนั่งอยู่ด้วยกันบรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนน่าอึดอัด องค์รัชทายาทนั่งจิบชาเฝ้ารออย่างสงบ แต่ยังคงไร้วี่แววเสียงเอ่ยสนทนา จนกระทั่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ความจริงทั้งหมด

    ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร จนหายใจได้ลำบากมากนัก หวังจิ้งเสวียนในตอนนี้กำลังนอนมองพระชายาของตนเดินไปเดินมา นางหยิบจับหลายอย่างประหนึ่งมองไม่เห็นว่าตนมองอยู่หวังจิ้งเสวียนกะพริบตาปริบ ๆ พยายามจะเอ่ยเรียกหญิงสาว แต่ดูเหมือนนางจะไม่สนใจว่าตนอยู่ตรงนี้เลยสักนิด“พระชายา&rdq

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิติเสมือน

    หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status