Se connecterวันถัดมากลางเรือนรับรองของจวนชินอ๋อง เหล่าขุนนางชั้นสูงสองสามคนกำลังนั่งดื่มสุราอย่างรื่นเริง ชินอ๋องในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่เบื้องหน้าตรงกลางท่าทางสงบนิ่ง ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ยากจะเก็บซ่อน
เสนาบดีกรมโยธาเอ่ยเบา ๆ “เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้ว แผนการของเรากลับยังถูกขัดขวางทุกครั้ง เหมือนมีใครสักคนเฝ้ามองอยู่ในเงามืด”
เสนาบดีกรมพิธีการพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฉายความไม่พอใจ “องค์รัชทายาทรอดตายทุกครั้ง ประหนึ่งลิขิตสวรรค์บันดาลให้เขารอดพ้นจากอันตราย ความสัมพันธ์ระหว่างองค์รัชทายาทกับพระชายาก็ยิ่งแน่นแฟ้น ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!”
ชินอ๋องวางจอกสุราลงช้า ๆ แววตาเยียบเย็นราวกับน้ำค้างยามราตรี
“ข้าเคยเสนอคุณหนูตระกูลเยว่ให้เป็นชายา แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย หากองค์รัชทายาททรงฟังข้าแต่แรก พวกเราคงไม่ลำบากเช่นนี้” ชินอ๋องหรี่ตาเล็กน้อย “หากมิสามารถล้มองค์รัชทายาทได้ ก็จงล้มฮ่องเต้เสียเลย”
ความเงียบปกคลุมทั้งห้องเพียงครู่ ก่อนเสียงจอกกระทบกันดังเบา ๆ เป็นสัญญาณของอำนาจที่เริ่มเคลื่อนไหวในเงามืด
ชินอ๋องเหยียดยิ้มบาง เสียงหัวเราะในห้องเงียบงันลงทันทีเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ
“ยามนี้องค์รัชทายาทยังทรงประทับอยู่ที่สำนักศึกษา ไม่มีองครักษ์คอยเฝ้าอารักขามากนัก มีเพียงหน่วยของแม่ทัพหยางเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ง่ายดายยิ่งกว่าครั้งใด หากลงมือเดี๋ยวนี้ย่อมมิพลาดเหมือนคราวก่อน”
เสนาบดีกรมโยธาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากลงมือกลางสำนักศึกษา เกรงจะล่วงรู้ถึงพระเนตรของฮ่องเต้”
“มิจำเป็นต้องให้รู้ว่าเป็นฝีมือเรา” เสนาบดีกรมพิธีการกระซิบเสียงเบา “ปล่อยข่าวว่าเป็นฝีมือของแคว้นเซี่ย หรือไม่คนของหลิวอ๋องก็ยังได้”
เมื่อเอ่ยถึงนาม ‘หลิวอ๋อง’ แววตาของชินอ๋องพลันแข็งกร้าวขึ้น
“หลิวอ๋องมักจะคอยห้ามปรามองค์รัชทายาทมิให้เชื่อฟังข้า หากไม่มีเขา องค์รัชทายาทคงลังเลมากกว่านี้ ข้ารู้ดีว่าพี่น้องทั้งสองมีสัมพันธ์แน่นแฟ้น หากองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้ย่อมสั่นคลอน หากหลิวอ๋องพลอยสิ้นพระชนม์ด้วย จะยิ่งไร้ผู้หนุนหลัง”
เขาหรี่ตาวางแผนอย่างเยือกเย็น “เราจะส่งมือสังหารลอบเข้าไปในคืนเดือนดับ จัดการทั้งสองในคราวเดียว มิให้มีร่องรอยใดผูกโยงถึงเรา ให้ดูเป็นเพียงความวุ่นวายของพวกแคว้นเซี่ย”
เสนาบดีทั้งสองสบตากันก่อนยกจอกสุราขึ้นอีกครา เสียงกระทบกันของจอกดังกังวาน คล้ายสัญญาณของแผนการที่เริ่มต้นขึ้น
-----
ยามบ่ายท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ลมวสันต์กลับพัดเจือไอเย็นจนชวนให้เสียวสันหลัง
ที่หน้าประตูจวนชินอ๋อง เหล่าบ่าวไพร่ต่างจัดแถวต้อนรับอย่างเร่งรีบ เมื่อรถม้าขององค์รัชทายาทและพระชายาค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบ
องค์รัชทายาทก้าวลงจากรถม้า พระองค์ทรงสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายทอง สง่างามแต่ไม่โอ้อวด พระชายาผู้เคียงข้างสวมชุดสีอ่อนเรียบหรู ใบหน้าอ่อนโยนแต่แววตาคมกริบ
ชินอ๋องก้าวออกมารับด้วยท่าทีอ่อนน้อม ทว่าสายตาลอบกวาดมองทุกท่วงท่าอากัปกิริยาของทั้งสอง
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทและพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องโค้งคำนับอย่างเหมาะสม “กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่องค์รัชทายาท และพระชายาเสด็จมาถึงจวนอันต่ำต้อยแห่งนี้”
หวังจิ้งเสวียนเพียงยกยิ้มขึ้นบาง ๆ หางตาพลันมีแววระวังตัว
“ชินอ๋องเอ่ยเช่นนี้มิถูก พวกเราต่างเป็นลุงหลานกัน เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มิถือสา”หลี่หลิ่งฟางแย้มยิ้มบางเฉียบราวกับยิ้ม แต่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา
ทั้งสามก้าวเข้าสู่เรือนรับรอง บ่าวไพร่ทยอยนำสุราและขนมมาถวาย ภายใต้บรรยากาศสงบสุขกลับคล้ายมีเงาซุกซ่อนอยู่ในอากาศ
ชินอ๋องเอื้อมมือประคองจอกสุรา ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยล้วนละมุนละไม ทว่าในใจกลับกำลังชั่งวัดว่าจะลงมือตอนไหน จึงจะไร้ข้อผิดพลาดที่สุด ทั้ง ๆ ที่เดิมทีวางแผนที่จะลงมือในหอศึกษา แต่แผนดันมาเปลี่ยนกะทันหัน
ภายในเรือนรับรองกลิ่นชาสาลี่หอมกรุ่นลอยเอื่อย บรรยากาศสงบ ชินอ๋องวางจอกสุราลงเบา ๆ บนโต๊ะ แสร้งหัวเราะพลางเอ่ย
“องค์รัชทายาทเติบโตขึ้นทุกวัน เห็นแล้วก็นึกถึงสมัยที่ยังตามกระหม่อมไปล่าสัตว์ในป่าตะวันออก ตัวเล็ก ๆ ถือธนูหนักเกินกว่าจะยกได้”
หวังจิ้งเสวียนยกจอกสุราขึ้นยิ้มตอบอย่างสำรวม “ความทรงจำในวัยเยาว์ยังแจ่มชัดในพระทัยเสมอ ชินอ๋องเคยสอนเราหลายสิ่ง”
“ฮ่าๆๆ” ชินอ๋องหัวเราะ แต่แววตาเรียบเฉย “กระหม่อมเพียงหวังว่าหลานชายของกระหม่อม…จะรู้จักใช้สิ่งที่กระหม่อมเคยสอนให้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะในวันที่แผ่นดินสั่นคลอนและผู้คนต่างล้วนเปลี่ยนใจยากจะคาดเดา”
คำพูดนั้นคล้ายเล่นลิ้น หากแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
หลี่หลิ่งฟางเอียงหน้าเล็กน้อย ยกยิ้มบาง “ชินอ๋องตรัสชอบกลนักเพคะ แผ่นดินยังสงบ พระราชบัญญัติยังคงมั่นคง ใยจึงเปรียบเปรยว่าผู้คนต่างเปลี่ยนใจ?”
ชินอ๋องเหลือบสายตามองนางครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลง วางท่าทีสงบ “กระหม่อมเพียงหวังดี ในฐานะผู้เคยรับใช้ใต้บัญชาโอรสสวรรค์มานาน ผ่านรัชกาลของพ่อของข้าและพ่อของเขาอีกทีหนึ่ง กระหม่อมเพียงอยากให้องค์รัชทายาทเตรียมพระทัย เพราะแม้แผ่นดินถึงจะดูสงบ แต่ใต้น้ำนั้นหรือ ใครเล่าจะรู้ว่ามีคลื่นเชี่ยวกรากเพียงใด”
หวังจิ้งเสวียนวางจอกช้า ๆ สีพระพักตร์ไม่เปลี่ยน ทว่าดวงตาพลันนิ่งลึก
“เราขอบพระทัยในคำเตือนของชินอ๋อง แต่หากมีคลื่นใต้สายน้ำจริง เราก็จะว่ายสวนกระแสให้ถึงฝั่งเอง”
ความเงียบคล้ายปกคลุมทั่วเรือน ทั้งสองสบตากันนิ่งงันชั่วขณะ ม่านโปร่งพลิ้วเบา ๆ ยามสายลมพัดคล้ายเป็นเพียงม่านบางระหว่างคำว่า ‘ครอบครัว’ กับ ‘อำนาจ’
ในขณะที่บทสนทนาในเรือนรับรองดำเนินต่อไป กลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยเอื่อย สายลมยามบ่ายพลิ้วไหวเยียบเย็น
หลี่หลิ่งฟางสงบนิ่งเบื้องหน้าเหมือนกำลังตั้งใจฟัง แต่ในความเป็นจริงดวงตาคู่งามกลับกวาดมองโดยรอบ เงาหนึ่งซุกซ่อนเบื้องหลังม่านทึบมุมหนึ่งของห้อง ซึ่งไม่อาจเล็ดลอดจากสายตาของนางไปได้
นักฆ่า
หลี่หลิ่งฟางกะพริบตาเล็กน้อยก่อนส่งสายตาเฉียบคมไปยังชิงหลาน องครักษ์ข้างกายองค์รัชทายาทที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง
ชิงหลานซึ่งชำนาญในภาษากาย เพียงเห็นแววตาเพียงครู่เดียวก็เข้าใจทันที นางขยับปลายนิ้วเบา ๆ แตะปลายด้ามดาบที่ซ่อนใต้แขนเสื้อ พร้อมส่งสัญญาณลับให้เหล่าองครักษ์ที่ซ่อนอยู่ในเงามุมห้องเตรียมพร้อม
แม้ทุกอย่างยังดำเนินไปอย่างสงบ ทว่าในความนิ่งงันนั้นคล้ายสายลมรอบเรือนตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
ชินอ๋องยกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “หลานข้า หากวันหนึ่งเจ้าต้องเลือก ระหว่างรักษาแผ่นดินกับรักษาชีวิตผู้คนที่เจ้ารัก เจ้าจะเลือกสิ่งใด?”
คำถามนั้นวางหมากไว้ราวกับล่อให้เผยไพ่
หวังจิ้งเสวียนวางมือบนเข่าอย่างสงบ สายพระเนตรแน่วนิ่งมองชินอ๋องแล้วตรัสกล่าวเสียงชัดเจน “เพื่อแผ่นดิน เราย่อมต้องทำได้ทุกสิ่ง แต่เพื่อผู้คนที่เรารัก เราก็จะต่อสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย”
แววตาของชินอ๋องคล้ายหรี่ลงนิดหนึ่ง
ขณะนั้นเองเสียงลมหวีดหวิวปะทะบานหน้าต่าง เงาดำทะยานออกมาดุจสายอัสนีหมายที่จะสังหารองค์รัชทายาทโดยตรง!
ชิงหลานตวัดมือหนึ่งสะบัดดาบสั้นออกมาปัดการโจมตี
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันหนึ่งครั้งดังกึกก้อง
บ่าวไพร่ในเรือนร้องตะโกนแตกตื่น หลี่หลิ่งฟางพลันลุกขึ้นก้าวมาด้านข้างองค์รัชทายาทโดยสัญชาตญาณ ฝ่ายองค์รัชทายาทเองก็คว้าเอาดาบสั้นจากเอวองครักษ์ใกล้มือขึ้นมาอย่างว่องไว
เงานักฆ่าไม่ได้มีเพียงคนเดียว อีกสองเงาพุ่งทะยานออกจากซอกหลืบมืดของเรือนอย่างว่องไว
พริบตาเดียวที่เงานักฆ่าโผล่พุ่งเข้ามา หลี่หลิ่งฟางก็พลันสะบัดแขนกว้างของแขนเสื้อคลี่ออก ปลายผ้าสีขาวสะอาดบังสายตานักฆ่าจากการเคลื่อนไหวของนาง
ฉัวะ!
มีดสั้นเล่มเล็กถอดจากปิ่นปักผม ถูกบิดหมุนในมืออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพุ่งเข้าเสียบจุดชีพจรบริเวณลำคอของนักฆ่ารายหนึ่งอย่างแม่นยำ โลหิตพุ่งออกจากลำคอของราวสายธาร ก่อนร่างจะร่วงลงพื้นเงียบงัน
“ชิงหลานจับเป็นคนที่อยู่ทางซ้าย!”
เสียงของหลี่หลิ่งฟางเยือกเย็นต่างจากน้ำเสียงเรียบอ่อนเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
ชิงหลานผงกศีรษะ ก่อนจะเบี่ยงตัวตวัดดาบแบบด้านสันฟาดใส่นักฆ่าที่พุ่งมาทางซ้าย เขาไม่ได้ฆ่า แค่ทำให้สลบเพื่อจับเป็นเท่านั้น
ส่วนคนสุดท้ายที่เหลือเห็นท่าไม่ดี พยายามถอยหลบกลับออกไปทางหลังม่าน ทว่า...
พลั่ก!
ปลายเท้าของหลี่หลิ่งฟางแตะเบื้องล่างในจังหวะที่ไร้เสียง มันทั้งแม่นยำราวกับคำนวณไว้แล้ว ร่างนักฆ่ากระเด็นกระแทกเสาต้นหนึ่งสลบแน่นิ่ง
เหล่าขุนนางในเรือนตกตะลึง มองภาพตรงหน้าแทบไม่เชื่อสายตา พระชายาผู้แสนอ่อนหวานเรียบร้อยกลับเคลื่อนไหวเฉียบขาดกว่าทหารทั้งกอง
หวังจิ้งเสวียนเพียงเงียบมองหลี่หลิ่งฟางอย่างลึกซึ้ง ก่อนตรัสเสียงต่ำ “ฟางเอ๋อร์...มิธรรมดาจริง ๆ”
หลี่หลิ่งฟางปักปิ่นกลับคืนที่เดิม ดวงตาดอกท้อมืดลึกดั่งมีบางสิ่งฝังอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“เพคะ หม่อมฉันมิเคยธรรมดาอยู่แล้ว”
ชิงหลานเข้าควบคุมตัวนักฆ่าที่จับไว้ได้ นักฆ่าคนนั้นพยายามกัดเม็ดยาพิษในปาก แต่ไม่ทันมือของชิงหลานไวกว่า เขาบีบคางไว้แล้วสอดนิ้วล้วงยาออกมาได้ทันเวลา
“จับตัวไว้สอบสวนให้รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง” หวังจิ้งเสวียนตรัสเสียงดังลั่น “และคุ้มกันจวนนี้ทั้งคืน แม้ชินอ๋องของเราจะมิใช่ผู้กระทำโดยตรง แต่เงาเช่นนี้ มิอาจปรากฏได้หากไร้คนเปิดทาง”
แววตาของหวังจิ้งเสวียนตวัดมองไปทางชินอ๋อง ซึ่งยังนั่งสงบสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ทว่าในแววตาคล้ายมีรอยยิ้มแผ่วเสียจนดูอันตราย
“กระหม่อมน้อมรับความเมตตาพ่ะย่ะค่ะ “ชินอ๋องกล่าวพร้อมยกยิ้มบาง
“มิเป็นไร มิมากเกินความสามารถ” หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุมปาก
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







