เข้าสู่ระบบหัวใจและความรู้สึกของหล่อนช่างอ่อนแอเหลือเกิน วันนี้ทั้งวันเฟื่องลดาขอลางานขังตัวเองไว้ในห้องนอน คอยโทรศัพท์หาน้องยมสลับกับลุงคนขับรถถามถึงอาการของท่านเจ้าสัววิทยา ร้องไห้ ทุรนทุรายเสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้ผู้มีพระคุณต้องนอนในห้องไอซียู เฟื่องลดาโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์จึงไม่กล้าบากหน้าเข้าไปหา กลัวคุณแขไขจะทุบตีหรือขับไล่ออกไปให้พ้นจากบ้าน
เฟื่องลดาร้องไห้ฟุบตัวหลับบนโต๊ะทำงานตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเย็น โทรหายมอีกครั้งถึงรู้ว่าท่านได้สติแล้ว เฟื่องลดาสองจิตสองใจระหว่างย้ายออกไปกับหน้าด้านอยู่กับลูกต่อไป ราวๆ หัวค่ำได้ยินเสียงป้านงค์กับคนอื่นกลับมาบ้านจึงจะไปขอลูก ทว่ารณภพเองก็กลับมาด้วยทำให้เฟื่องลดาเปลี่ยนใจไม่กล้าเข้าไป
“ป้านงค์ ฝากลูกที” เขาอุ้มตาหนูน้อยส่งให้แม่บ้าน ป้านงค์มองหน้าคล้ายไม่พอใจแต่เถียงไม่ได้จึงยอมอุ้มร่างเด็กชายไว้ รณภพจึงรีบจ้ำเท้าตามขึ้นบันไดมากระชากข้อศอกดึงกลับมาจนหล่อนสะดุดบันไดเกือบตก
“เฟื่องเจ็บ” หัวเข่ากระแทกลงขอบบันไดอย่างแรง เจ็บจนน้ำตาเกือบไหล
“เจ็บก็เรื่องของเธอ ทำผิดไว้เยอะก็เลยไม่กล้าสู้หน้าฉันงั้นสิ!”
“เฟื่องขอโทษ เฟื่องไม่ได้ตั้งใจ”
มือเขาบีบลงมากลางข้อศอกดึงให้ยืนขึ้น
“ไม่ได้ตั้งใจยังไง เอาที่ไหนมาพูดว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ! ถ้าเธอเจียมตัวเองสักนิดว่าเอาชนะฉันไม่ได้ก็คงไม่ต้องโง่สร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมา ก็รู้อยู่ว่าพ่อฉันท่านไม่สบายหมอห้ามไม่ให้มีเรื่องเครียด! ถ้าท่านเป็นอะไรฉันไม่เก็บเธอไว้แน่!”
“คุณภพอย่าโกรธเฟื่องเลยนะคะ ต่อไปเฟื่องจะไม่ทำอีกแล้ว เฟื่องขอโทษ…”
รณภพมองด้วยแววตาเย้ยหยัน เพิ่มแรงบีบข้อศอกหล่อนให้หนักขึ้นอีก หล่อนส่งเสียงร้องบอกว่าเจ็บแต่เขาไม่แคร์
“แค่นี้จะไปเจ็บอะไร พ่อฉันเจ็บมากกว่าเธอหลายเท่า! แล้วที่บีบน้ำตาก็เพราะกลัวถูกไล่ออกจากบ้านมากกว่ามั้ง! คนอย่างเธอใครจะเป็นจะตายเคยสนใจด้วยเหรอ แม้กระทั่งลูกตัวเองยังไม่สนใจเลย ร้องไห้ซะ! ร้องให้พอ ฉันไม่มีวันหยุดขยี้เรื่องนี้ ไม่มีวันลืมว่าเธอทำอะไรลงไปบ้าง และคนอย่างเธอ ต่อให้สำนึกผิดหรือทำดีชดเชยแทบตายมันก็ยังไม่พอ! ครั้งนี้โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าเธอยังสร้างเรื่องไม่ยอมหยุดฉันไม่เอาเธอไว้แน่ เห็นความสูงของบันไดไหม…”
มองลงไปเชิญชวนให้เฟื่องลดามองตาม
“ระวังจะตกลงไปอย่างบังเอิญ ไสหัวไปได้แล้ว ไปขลุกอยู่ก้นครัวหรือห้องนอนก็ตามใจเธอ แต่อย่าเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก นับจากนี้เป็นต้นไปฉันจะเป็นคนดูแลลูกเอง!”
มือใหญ่จับโยกข้อศอกบอบบางไปข้างหน้า แรงมากจนร่างอรชรทรุดฮวบลงไปกองบนขั้นบันได ดีที่จับราวไว้ได้ทันจึงไม่กลิ้งตก
“ถอยไป ไม่อยากเห็นหน้า!” รณภพตวาดใส่ซ้ำจากนั้นรณภพก็เดินย้อนลงรับลูกคืนจากป้าแม่บ้าน
ป้านงค์เลิกทำหน้าบึ้งตึงนานแล้วเดินตามหลังเจ้านายต้อยๆ คอยประจบประแจง เฟื่องลดามองตามเขาทั้งสองคนจนกระทั่งลับสายตา ทั้งที่ลูกก็มองอยู่ตรงนั้นทำไมเขาถึงทำกับหล่อนได้ถึงขนาดนี้ เขาไม่แคร์บ้างเหรอว่าหากแกรู้ความแล้วจะเสียใจมากแค่ไหน
ความสูงของบันไดแค่นี้ถ้าตกลงไปแล้วตายได้ก็ดีสิ ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาผลักไสเลยหล่อนสามารถลงไปเองได้ แต่หากไม่ตายแล้วเจ็บตัวหรือพิการจะทำยังไง ในเมื่อทุกวันนี้หล่อนแทบไม่เหลือใครที่รักหล่อนเลย หล่อนมีแค่ลูก เหลือลูกคนเดียวเท่านั้น เพราะรักลูกมากกว่าทุกสิ่งเฟื่องลดาจึงมีแรงสู้และเอาชนะความคิดสั้นได้
แม้อนาคตอาจจะไม่ได้อยู่กับลูก แต่อย่างน้อยการได้แอบมองลูกจากมุมไกล เห็นแกเติบโต เห็นแกมีความสุข ก็อาจจะเป็นทางออกที่ดี เฟื่องลดากลัวจะมีใครผ่านมาเห็นเข้าจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น จับราวบันไดกลับไปยังห้องนอนกว้างขวาง ภายในห้องขาวสว่างมีเฟอร์นิเจอร์หรูหรา ควรจะมีความสุขกับของพวกนี้แต่ลึกๆ แล้วเฟื่องลดาเศร้าใจเหลือเกิน ไม่ได้มีความสุขตามที่ถูกใครหลายคนดูถูก
หล่อนแค่ต้องการชีวิตเงียบ สงบ และอยากอยู่กับลูก ไม่ได้ต้องการเงินทองจากคนบ้านนี้ แต่ทำไมหลายคนถึงตราหน้าด่าหาว่าหล่อนเป็นคนเลวอยากจับรณภพเพราะเขารวยล้นฟ้า ถ้าอยากจับเขาจริง จะทนลำบากอุ้มท้องคนเดียวตั้งนานทำไม จะยอมใช้บริการโรงพยาบาลรัฐบาลเพื่อเซฟค่าคลอดเพราะหล่อนมีเงินแค่นี้ทำไม หล่อนแค่ละอายใจ… ที่พลาดท้องกับแฟนเพื่อนจึงไม่มีหน้าบอกใครเรื่องพ่อของเด็ก เขาไม่รู้ เพื่อนไม่รู้ จึงเก็บงำทุกอย่างไว้
เฟื่องลดานั่งลงบนขอบเตียงนอนพยายามทำใจให้สงบลงเลิกคิดมากเลิกคิดถึงเรื่องราวร้ายๆ ที่ผ่านมา แต่มีภาพเดียวเท่านั้นที่ลืมไม่ได้ยังคงติดค้างในความทรงจำ เป็นภาพที่เขากำลังฉีกใบยืนยันผลตรวจดีเอ็นเอ เขาช็อก ไม่เชื่อ และไม่ยอมรับ หนีความจริงกลับมากรุงเทพไม่ยอมมองแม้กระทั่งหน้าลูกด้วยซ้ำ เฟื่องลดาทำได้แค่เก็บงำความเสียใจไว้ จนกระทั่งหล่อนพาลูกกลับมาถึงกรุงเทพ และตรวจซ้ำสองอีกครั้งรณภพถึงจำใจยอมรับว่าเป็นลูก แต่กับหล่อน… เขากีดกัน
เขาใจร้ายบีบบังคับไม่ยอมให้จับไม่ยอมให้เจอลูก ใจร้ายกับหล่อนสารพัดจนพ่อแม่เขาทนไม่ไหว อนุญาตให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่
เอมิลี่ส่งไลน์มาหาชวนให้ไปทำงานด้วยกัน เป็นหน้าแชทที่เปิดเข้าไปอ่านบ่อยมากเพราะยังลังเล แต่ไม่แน่นะหล่อนอาจจะตอบตกลงก็ได้ ย้ายไปทำงานที่ฝรั่งเศสกับเพื่อนก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีใครเกลียดหล่อน คืนนี้เป็นคืนที่เศร้ามาก เฟื่องลดาไม่ทำงานอาบน้ำเสร็จก็ซุกกายนอนบนเตียงไม่รับอาหาร ไม่ได้โทรหาใครแค่นอนนิ่งๆ และจินตนาการถึงตัวเองในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าว่าจะทำยังไงต่อไป ตัดสินใจได้ตอนนี้เองว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว จะได้ไม่ต้องติดทุนของบริษัท หล่อนอยากลาออก อยากออกไปอยู่ที่อื่นให้ไกลจากสายตารณภพ ดวงตาคู่สวยทว่ามีรอยคล้ำเล็กน้อยเจิ่งนองด้วยน้ำตา มองอ้างว้างขึ้นไปบนเพดานจ้องโคมไฟใหญ่ระย้าขณะนั้นมีสายเรียกเข้า
เฟื่องลดาหยิบขึ้นมาดูแล้วยิ้มทั้งน้ำตา รีบกระแอมกระไอไม่ให้ผิดสังเกตก่อนกดรับ “เจ้จอย…”
‘ไม่ต้องมาเรียกเลย ถ้าเจ้ไม่โทรหาก่อนชาตินี้จะได้รับโทรศัพท์จากหล่อนไหม ตั้งแต่มีลูกมีผัวหายหน้าหายตาไม่มาหาเจ้บ้างเลย’
เสียงโทนเข้มทว่าดัดลงให้หวานบ่นกระปอดกระแปดน้อยใจในตัวเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกัน เจ้จอยโทรหาเพราะไม่ได้คุยกับเฟื่องลดามาหลายเดือนแล้ว ตนเองติดงานที่ร้านยุ่งมากจึงไม่มีเวลานัดเจอสักที
เฟื่องลดายิ้มทั้งน้ำตารีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากตัวเอง กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล กลั้นเสียงสะอื้น สูดลมหายใจเข้าลึกและตอบกลับ
“หนู… ขอโทษนะ พอดีคิดเรื่องเรียนต่อด้วยก็เลยไม่ได้โทรหาเจ้เลย เจ้เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม ร้านยังอยู่เหมือนเดิมใช่ไหม”
‘ยัยคนนี้นี่จะมาแช่งให้ร้านฉันเจ๊งหรือยังไง ยังอยู่ดีและขายดีเทน้ำเทท่าจ้ะจะมีสาขาสองแล้ว ถึงโทรมาชวนเผื่อว่างก็แวะไปกินฟรีได้ ที่รัชดาซอย7 มานะ เสาร์หน้า โทรชวนข้ามเดือนขนาดนี้ถ้าตอบไม่ว่างเจ้จะตี’
“ว่างค่ะ หนูว่าง ติดสัมมนาแค่สัปดาห์นี้ หนูไปหัวหินพรุ่งนี้นะเจ้เอาอะไรไหม หนูซื้อไปฝากจะให้ไลน์แมนเอาไปส่ง”
‘ไม่ต้องลำบากซื้ออะไรมาฝากหรอก กว่าจะถึงมือเจ้เน่าพอดี แม่คนขยัน มีลูกมีผัวแล้วก็นึกว่าจะรับจ้างน้อยลง ทำงานอะไรบ้างช่วงนี้ ได้ข่าวว่าถูกเบี้ยวค่าแรงนี่นาตามทวงได้บ้างหรือยัง’
“เอยบอกเจ้เหรอ” ถามเสียงเบา
‘ใช่สิ เอยโทรมาบอกว่าจะแต่งงานกลางปีก็เลยได้คุยกันนิดหน่อย ทำไมหล่อนชอบทำตัวเหมือนไม่มีใครคบนะเฟื่อง มีเรื่องมีปัญหาอะไรไม่เคยบอกเจ้เลย เอยอยู่ตั้งไกลไปเล่าให้เขาฟังแล้วเขาจะช่วยอะไรได้ เขาเป็นห่วงถึงได้ฝากเจ้ให้ช่วยดูแล เป็นแบบนี้ตลอดตั้งแต่สมัยเรียน ทำงาน จนเป็นแม่คนก็ยังชอบเก็บปัญหาไว้คนเดียว ระวังสมองจะระเบิด เครียดจนช็อกเข้าโรงพยาบาลเหมือนตอนท้อง เอ่อ… เจ้ไม่ได้แช่งนะ หล่อนอย่าโกรธ เจ้แค่เป็นห่วง’
“เรื่องแค่นี้เอง หนูจะโกรธเจ้ทำไม หนูติดต่อเขาไปแล้วเขาบอกมีปัญหาเรื่องเงินก็เลยขอผ่อนจ่าย หนูรับงานน้อยลงกว่าเก่าแล้ว ต้องเลี้ยงลูก เจ้ไม่ต้องห่วงหรอกนะหนูไม่ต้องทำงานหนักๆ หาเงินเก็บไว้ให้ลูกแล้ว พ่อของแกบอกว่าจะดูแลลูกเอง หนูแค่… หารายได้เสริมเก็บไว้เป็นทุนชีวิต เผื่อจะไปเปิดร้านหมูกระทะแข่งกับเจ้ไง”
‘ทำเสียงใสเข้าไป แล้วเข้าไปอยู่บ้านนั้นเป็นยังไงบ้าง ผัวใจดีไหม’
“ใจดีค่ะ คุณภพเขาใจดีมากเลย พ่อกับแม่เขาก็ใจดีกับเฟื่อง ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
‘ดีงาม หล่อ รวย แถมยังใจดี ถึงจะไม่ได้แต่งงานก็ช่างมันเถอะสมัยนี้คนเราอยู่ด้วยกันเฉยๆ ก็มีออกเยอะแยะไป’
เจ้จอยหัวเราะเสียงเล็กเสียงน้อย ก็เพราะว่าเวลาที่ผ่านมาเฟื่องลดาเลือกเฉพาะมุมดีๆ ของเขาเล่าให้ตนเองฟัง
‘ถ้าเขาว่างก็ชวนมาด้วยกันนะ เจ้อยากเจอตัวจริงเห็นแค่ในรูปที่หล่อนส่งมากับตามบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร ก็น้ำเดินจะแย่แล้ว’
“หนูจะลองชวน แต่ไม่รับปากนะคะเพราะคุณภพเขางานยุ่ง งานเลี้ยงเยอะอาจจะไม่ได้ไป”
‘เรื่องนั้นเจ้รู้อยู่แล้วแหละ คนระดับนั้นจะมากินหมูกระทะข้างทางร้านเจ้ได้ยังไง ไว้เจอกันนะ เจ้ไม่กวนละพักผ่อนเถอะ’
เฟื่องลดาวางโทรศัพท์ลง รอยยิ้มค่อยๆ หายกลับมาเศร้าโศกตามเดิม เสียใจที่สุดท้ายหล่อนก็ยังเป็นคนเดิมทำนิสัยเดิม เก็บกด ปิดปากเงียบ ไม่ยอมเล่าความจริงให้ใครฟังว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาตนเองต้องเจออะไรบ้าง
ไม่รู้จะพูดทำไม พูดไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น
4ใกล้จะถึงกำหนดคลอดลูกคนที่สองแล้ว รณภพตื่นเต้นมากกว่าภรรยาเสียอีก จัดเตรียมกระเป๋าไว้ตั้งแต่อายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่แปด เป็นกังวลว่าถ้าหากภรรยาคลอดก่อนกำหนดหรือรีบมากๆ จะลืมของสำคัญ เขาจัดไปหมดแม้กระทั่งตุ๊กตายังเอาไปด้วย ตั้งใจจะวางไว้ข้างหมอนให้ภรรยาได้เห็นว่ามีหมีน้อยๆ คอยให้กำลังใจ เขากลัวหล่อนจะมีภาพคลอดลูกคนแรกติดตาจึงดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดี จัดหาห้องพักที่ดีที่สุด หมอที่เก่งที่สุด และการดูแลในระดับดีเยี่ยม ยอมทุ่มเทจ่ายค่าคลอดลูกรวมกันหลายล้านญาติๆ ต่างทยอยมาเยี่ยมตั้งแต่อยู่บ้าน เขาให้คนขับรถไปรับแม่ฟ้ากับน้องฟางที่อยุธยามาให้กำลังใจเฟื่องลดาด้วยอายุครรภ์ของเฟื่องลดามากกว่าเก้าเดือน แต่ลูกชายตัวน้อยยังไม่มีวี่แววจะอยากออกมาดูโลกภายนอก คุณหมอจึงแนะนำให้ผ่าคลอด มันฟังดูน่ากลัวมากสำหรับผู้ชายทั้งแท่งอย่างเขา“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะเข้าไปในห้องคลอดด้วย” รณภพลากเก้าอี้เข้ามานั่งเฝ้าเตียง บางครั้งก็กลัวบางครั้งก็ตื่นเต้น ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บบรรยากาศห้องพักฟื้นไว้และนับเวลารอเจอน้องกราฟเขาตั้งชื่อลูกชายคนที่สองว่า ‘กราฟิก’ ไม่มีความหมายอะไรพิเศษ แค่อยากให้คล้องจองกับพี่กัปตันจึงเล
3 “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ฮาไฮ ฮาไฮ!” ทีมเชียร์รัวกลองสนามหญ้าเทียมโซนบีมีสาวๆ หยุดมองมากเป็นพิเศษเพราะนักเตะในสนามล้วนมีหน้าตาเกรดเอ หล่อเหมือนดารากันทุกคนแถมกล้ามยังแน่น วิ่งไล่บอลเหมือนม้าสู้ศึกแรงดีไม่มีตก เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างรณภพกับผองเพื่อนและหนุ่มๆ สถาปนิกจากบริษัทไทยออลสตาร์ นำทีมโดยคุณพ่อลูกหนึ่งอย่าง ภูดิศ หรือพี่หมอกพักหลังร่วมธุรกิจกันหลายอย่าง สนิทกันเหมือนญาติพี่น้อง ทว่ารณภพอยากทำอะไรที่มันมากกว่านั้น ก็เลยไปท้าพี่เขาแข่งบอล ถ้าเขาแพ้จะขอถอนตัวแล้วเลิกตื๊อพี่หมอกอีกตลอดชีวิตแต่ถ้าชนะ พี่หมอกต้องทำโปรเจ็คร่วมกันกับบริษัทเขาพี่หมอกรับคำท้าเพราะเป็นนักบอลเก่าและชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แท็กทีมเพื่อนฝูงกล้ามโตมาเต็มแน่นสนาม ตัดภาพมาที่ทีมเขาสิ ผู้รักษาประตูเป็นไอ้สารวัตรหมี กองหน้าเป็นไอ้รัน สองคนนี้ทำผลงานได้แย่ที่สุดในทีมเล่นเหมือนถูกบังคับก็บังคับพวกมันจริงๆ นั่นแหละ แต่เขาก็ติดสินบนไปแล้วไม่น่าจะมีปัญหา รณภพวิ่งไล่บอลหอบหายใจถี่กระชั้นกดดันเนื่องจากใกล้หมดเวลาครึ่งแรกแล้ว เขาโมโห ด่ากราดเพื่อนร่วมทีม“ไอ้หมี มึงมีสมาธิหน่อยสิวะ กูให้มึงเฝ้า
2แท็กซี่มาส่งที่สนามบินเชียงใหม่ก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่องสองชั่วโมง จึงมีเวลาเดินเล่น กินข้าว ซื้อของฝากกลับกรุงเทพ“คุณภพ ซื้ออะไรมาเยอะแยะขนาดนั้นคะ น้ำหนักจะเกินหรือเปล่า” เฟื่องลดากำลังเหม่อได้ที่มาได้สติตอนที่ลูกวิ่งเข้ามาเกาะขา เอียงใบหน้าไปมองก็เห็นพ่อของลูกถือถุงแคปหมูกับของฝากอื่นๆ พะรุงพะรังมาเต็มมือ เขาอุ้มลูกพาไปซื้อน้ำซื้อขนม ให้หล่อนนั่งรออยู่หน้าเกทขณะรอช่วงบอร์ดดิ้งไทม์กลับกรุงเทพลูกน้อยได้ขนมมาหนึ่งชิ้น กัดกินกรุบๆ ซุกหน้าซบบนหน้าขา เฟื่องลดาต้องอุ้มดึงแกขึ้นมานั่งบนตักช่วยเช็ดคราบเลอะ“ไม่รู้จะซื้ออะไรกลับไปฝากคนที่บ้าน เราน่าจะแวะร้านของฝากก่อนเข้าสนามบินเนอะ จะได้ซื้อใส่กระเป๋าโหลดใต้เครื่อง”“แค่นี้ก็เยอะแล้วค่ะ” ยื่นมือออกไปจะช่วยถือ“ไม่เป็นไร” เขาปฏิเสธ ย้ายมานั่งลงข้างเฟื่องลดาแล้วมัดปากถุงของฝากรวมกัน อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว เขาต้องถือถุงพวกนี้กับกระเป๋าใบเล็กของตัวเองแล้วก็เมีย ช่วงบ่ายคนพลุกพล่านมาก ยิ่งเวลาใกล้จะเรียกขึ้นเครื่องคนก็ยิ่งเยอะเป็นพิเศษ เก้าอี้ว่างแทบไม่เหลือเลยหลายคนต้องยืนรอ“แหวนไปไหน?” เขาเงียบไปนานมากกว่าจะทักถาม หล
ตอนพิเศษถ้าหากถามว่าความรู้สึกดีๆ ที่เขามีให้เฟื่องลดาเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน เขาคงจะขอเวลานอกสักครึ่งชั่วโมงเพื่อลำดับเหตุการณ์และความรู้สึก ก่อนจะหันไปมองคนถามและตอบว่า ‘ไม่รู้’เขาไม่รู้เลยว่าเริ่มรักหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าเปิดใจให้ตอนไหน สิ่งเดียวที่เขารู้คือไม่ว่าเขาจะรู้สึกดี รู้สึกแย่ หรือชีวิตประสบพบเจออะไรร้ายแรงมากแค่ไหนมองกลับมาก็จะยังเห็นหล่อนคอยยืนรออยู่ข้างหลัง หล่อนรอคอยเขาอย่างใจจดใจจ่อ คอยส่งกำลังใจมาให้ แม้ว่าสถานะของหล่อนนั้นจะอยู่ในจุดไร้ตัวตนเขามันก็แค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่งที่มองหล่อนไว้ว่าไม่คู่ควร ไม่ต้องการจะให้คุณค่าให้ราคาอะไร แค่อยากเก็บไว้ใช้งานเวลามีความต้องการ รวมไปถึงใช้หล่อนให้ช่วยเลี้ยงลูกชาย คิดแค่นี้ ในหัวสมองของเขาเค้นความคิดชั่วร้ายออกมาได้เท่านี้จริงๆหลายคนอาจมองว่าความรักของเขาเกิดจากความสงสาร ว่าหล่อนป่วย ก็ใช่ เพราะหลังจากเขารู้ความจริงก็พยายามใจดีขึ้นทั้งที่เนื้อแท้ของเขาไม่เคยต้องพูดจาดีกับใครเลยการมีเงินทองมากมายทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงหัวใจของใครได้ ไม่พอใจอะไรก็ใช้เงินใช้อำนาจเข้าสู้ จึงเป็นเหตุให้หน้าที่การงานสะดุดเพราะถูกเกล
บทส่งท้ายฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เมื่อไหร่ที่เมฆหมอกจางไปสายรุ้งก็จะมาทักทาย ชีวิตของเฟื่องลดามีความสุขมากยิ่งขึ้นนับจากวันที่กลับจากเชียงใหม่ รณภพให้ทุกอย่างที่หล่อนต้องการและสบายใจอยากได้ เขาให้เวลา ให้ความรัก ให้ความมั่นใจ จัดงานแต่งแม้จะมีลูกสองคนแล้ว เขาเชิญครอบครัวทั้งทางพ่อและแม่หล่อนมาร่วมงาน จัดหารถรับส่ง ที่พัก แล้วก็คอยดูแลอุปการะครอบครัวพวกท่านให้กินอยู่สบายมากขึ้น ที่สำคัญคือเขายอมจดทะเบียนสมรสโดยไม่กลัวว่าหล่อนจะหลอกเอาสมบัติเขาครึ่งหนึ่ง เขาบอกว่าไม่หวง อยากให้หล่อนสบาย สามีน่ารักแบบนี้หล่อนจะไปไหนได้ รูปพรีเวดดิ้งวางเต็มบ้านเดินไปมุมไหนก็เจอ ครรภ์เฟื่องลดาใหญ่มากอีกเดือนเดียวก็ถึงกำหนดคลอดแล้ว สามีไม่ให้ไปทำงานให้อยู่บ้านทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับลูกชาย เขากลัวหล่อนเบื่อก็แนะนำให้กลับไปทำวิดีโอเล็กๆ น้อยลงยูทูบ รีวิวเครื่องสำอาง รีวิวกระเป๋าแบรนด์เนมที่เขาขยันซื้อให้ไม่ขาดคุณแม่แขไขตื่นเต้นไม่แพ้กันกับเขาเตรียมหาของรับขวัญตั้งแต่หลานยังอยู่ในครรภ์รวมไปถึงญาติๆ ของเขาเช่นเดียวกัน ทุกคนต่างซื้อของฝากมากมายส่งมาให้ที่บ้าน แวะมาเยี่ยม มาถ่ายรูปกับหล่อน ยังไม่ถึงกำหนดคลอดเลยแต่สาม
ในห้องนอนของรีสอร์ตรณภพได้รับกุญแจสำรองจากอาชวินเพื่อไขเข้ามาโดยไม่กวนเฟื่องลดาเพราะตอนนี้ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว นางฟ้าตัวน้อยของเขานอนหลับตามคาด ลูกน้อยก็นอนหลับอยู่ข้างๆ ขวดนมยังวางอยู่ข้างเตียงเย็นหมดแล้วคาดว่าทั้งสองน่าจะเข้านอนได้ราวหนึ่งชั่วโมงรณภพเดินอ้อมมาอุ้มลูกพาไปนอนเตียงสำหรับเด็กให้สบายตัว ก่อนจะกลับมานั่งบนขอบเตียงกว้างโน้มใบหน้าลงจูบหน้าท้อง“พี่กัปตันเข้านอนแล้วนะ มาม๊าก็หลับแล้ว เหลือแค่ป๊ะป๋าอยู่คุยกับหนู ป๊ะป๋าอยากเจอหน้าหนูนะลูกรีบโตไวๆ นะ ป๊ะป๋ารักหนู รักพี่กัปตัน รักมาม๊ามากนะครับ”อุ้งมือใหญ่วางแนบลงบนหน้าท้องที่มีชุดนอนเบาบางขวางกั้น รณภพน้ำตาปริ่มๆ ขอบก้มหน้าลงจูบลูกอีกครั้ง ก่อนจะเคลื่อนกายกำยำขึ้นมานอนกอดเฟื่องลดาฝังใบหน้าลงจูบบนหน้าผากนวลผ่อง‘เฟื่องเสียเลือดเยอะมาก หมอบอกว่าเฟื่องกำลังจะไปจากเราแล้ว แต่เพราะกัปตัน เพราะได้ยินเสียงลูก เฟื่องถึงกลับมามีชีวิต เฟื่องตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าหากเป็นอะไรไปอีกแล้วลูกจะอยู่ยังไง เฟื่องถึงเลือกทิ้งลูกไว้กับเราไงคะ เข้าใจหรือเปล่าว่าเฟื่องอยากให้ลูกอยู่กับคุณภพ…’“ผู้หญิงใจร้าย เจ็บหนักมากขนาดนี้ทำไมถึงไม่ยอมบอกอะไรเล
รถเมล์ราคาประหยัดก็จริงแต่คนขับชอบขับเร็วเหมือนไปโกรธใครมา จะขึ้นจะลงทีลากกระเป๋าตัวแทบไถลล้มหน้าคว่ำ เฟื่องลดาเดินทางมาจนใกล้ถึงบ้านนั่งวินมอเตอร์ไซค์กอดกระเป๋าลากไว้ ค่าวินสิบบาท หล่อนยืนจ่ายหน้าบ้านและในขณะนั้นเองรถของรณภพก็เพิ่งมาถึงบ้าน เขากดรีโมตอัตโนมัติเปิดและขับด้วยความเร็วเข้าในบ้าน ทำเ
‘นี่เธอ! เธอนั่นแหละ ชื่ออะไร เป็นเพื่อนกับน้องเอยใช่ไหม’ เป็นเสียงของรณภพไม่ผิดแน่แม้จะไม่ได้เห็นหน้าแต่หล่อนก็จำได้ เฟื่องลดาจำได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาคุยกับหล่อนราวสามปีก่อน หล่อนหันกลับมามองแล้วพยักหน้ารับ เขาใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการค้นหาอะไรบางอย่างยื่นมาตรงห
“คุณภพ คุณเมาแล้วนะ กลับกันเถอะ”“อย่ายุ่ง… จะนอน ไปไกลๆ เลยไป”เงยหน้าขึ้นมาตวาดใส่ผมเผ้าเขายุ่งเหยิง แล้วนอนลงที่เดิม หน้าหล่อๆ ของเขาจมอยู่กับกองน้ำที่ละลายออกจากถังน้ำแข็ง สกปรกเปื้อนไปหมดเฟื่องลดามองภาพตรงหน้าด้วยความเพลียใจ ไม่รู้เลยว่าเข
สวยจัง ก่อนออกจากร้านก็ไม่วายชมตัวเองให้มีกำลังใจหล่อนตั้งใจจะกลับโรงแรมทว่าฉุกคิดขึ้นได้ว่าลืมซื้อเครื่องสำอาง ดูเวลาเห็นว่าเพิ่งจะห้าโมงครึ่งจึงรีบเดินไปเซเว่นเฟื่องลดาอารมณ์ดี ฮึมฮัมร้องเพลง มือเล็กหิ้วตะกร้าข้างในมีขนม นม ของกินจุกจิกหลายอย่างแล้วก็เครื่องสําอางราคาปร







