LOGIN"ขอบคุณนะคะหมวดภรัณ..." ทอฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้า "ฟ้ามีความสุขมากจริงๆ ค่ะ"ทั้งคู่ใช้เวลาเดินเที่ยวชมเมือง ถ่ายรูปคู่บนสะพานไม้เก่าแก่ และนั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวความฝันกันอย่างเพลิดเพลิน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทอฟ้าทำให้หัวใจของหมวดภรัณพองโตด้วยความรักและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องดูแลเธอไปตลอดชีวิตเวลาสิบเจ็ดนาฬิกานาฬิกาสี่สิบห้านาที... ตรงเวลาเป๊ะ!รถออฟโรดของภรัณเลี้ยวกลับเข้ามาจอดหน้าร้านซ่อมเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล ขุนพล ม่านฟ้า ทัพฟ้า และพวกลุงๆกำลังยืนคอยอยู่หน้าร้านภรัณรีบลงมาเปิดประตูให้ทอฟ้า ทั้งสองเดินก้าวเข้ามาหาครอบครัวด้วยรอยยิ้มสดใส"กลับมาตรงเวลาดีมากภรัณ" ขุนพลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แม้ใบหน้าจะยังคงความสงบเรียบ แต่นัยน์ตาคมกลับฉายแววพึงพอใจอย่างที่สุด"ขอบพระคุณครับท่าน! วันนี้ผมขออนุญาตส่งช่างฟ้าเท่านี้นะครับ" ภรัณยืดอกทำความเคารพอย่างแข็งขัน"ไว้เสาร์หน้า... มาทานข้าวเย็นที่บ้านอีกสิคะหมวด" ม่านฟ้าเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มหวานอบอุ่นฟังคำชวนของคุณแม่ หมวดภรัณเบิ่งตากว้างด้วยความดีใจ ยิ้มรับอย่างสุขใจ "เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับคุณน้า!"
ทว่าพอเข้าสู่กิโลเมตรที่ 7 เส้นทางเริ่มตัดขึ้นเนินชันและเต็มไปด้วยกรวดหิน ขุนพลเริ่มเร่งจังหวะก้าวให้เร็วและหนักแน่นขึ้น สมกับที่เคยผ่านการฝึกฝนหลักสูตรรบพิเศษอันโหดหิน เหงื่อเม็ดโตเริ่มซึมตามกรอบหน้าของหมวดภรัณ กล้ามเนื้อขาเริ่มตึงและส่งเสียงประท้วง ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ"ถ้าไม่ไหวก็ผ่อนได้นะภรัณ..." ขุนพลเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เสียงยังคงนุ่มลึกและมั่นคง "คนเราต้องรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง การฝืนจนเจ็บมันไม่ได้ช่วยอะไร"ภรัณกัดฟันแน่น นัยน์ตาคมคายจ้องมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และน่าเกรงขามของอดีตผู้บังคับบัญชา ภาพรอยยิ้มหวานของ ทอฟ้า ผุดขึ้นมาในหัวใจ ส่งพลังมหาศาลให้ขาที่เริ่มอ่อนแรงกลับมากระตุกย่างก้าวอีกครั้ง"ผม... ยังไหวครับท่าน!" ภรัณเค้นเสียงตอบผ่านลมหายใจที่หอบเหนื่อย เร่งจังหวะก้าวขึ้นไปวิ่งตีคู่เคียงข้างทัพฟ้าและกระขยับเข้าใกล้ขุนพลมากขึ้นทัพฟ้าหันมามองภรัณด้วยสายตาประหลาดใจ รอยยิ้มกวนๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยอมรับในความใจสู้ "ใจเด็ดดีนี่หมวด!"กิโลเมตรสุดท้าย... ทางวิ่งเลียบริมน้ำตัดกลับมาสู่หน้าร้านซ่อมเครื่องยนต์ ขุนพลเร่งสปีดก้าวสุดท้ายเข้าสู่เส้นชัยหน้
ตะวันลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเหนือลำน้ำชายแดนเปลี่ยนเป็นสีแสดส้มทาบทาผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ แสงไฟนีออนสีเหลืองอบอุ่นส่องสว่างทั่วบริเวณระเบียงกว้างหลังบ้านไม้สองชั้นโต๊ะอาหารไม้ตัวใหญ่ยาวกลางระเบียงเต็มไปด้วยจานชามบรรจุอาหารพื้นบ้านกลิ่นหอมฉุย ทั้งต้มยำปลาคังรสเด็ด น้ำพริกกะปิพร้อมผักสด ปลาทอดขมิ้นกรอบนอกนุ่มใน และแกงส้มชะอมกุ้งสดฝีมือม่านฟ้าและคุณยายบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นและแฝงไปด้วย 'รังสีลองเชิง' อย่างกวนๆหมวดภรัณนั่งเกร็งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามขุนพลพอดี ด้านซ้ายมือของนายทหารหนุ่มคือทัพฟ้าน้องชายสุดแสบที่คอยส่งสายตากวนๆให้ตลอดเวลา ส่วนด้านขวามือคือทอฟ้าที่นั่งแอบอมยิ้มขำกับท่าทางเกร็งสุดขีดของชายหนุ่ม ข้างขุนพลมีม่านฟ้านั่งยิ้มหวานคอยรินน้ำอุ่นใส่แก้ว ขณะที่หัวโต๊ะอีกฝั่งคือกัน ทศ และคุณยาย"เอ้าวะหมวดภรัณ! ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น กินข้าวบ้านนี้ต้องกินเยอะๆถึงจะเป็นลูกผู้ชายพอ!" กันเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มยวน ยื่นมือไปใช้ทัพพีตักพริกขี้หนูสดในถ้วยน้ำพริกกะปิโปะลงบนจานข้าวของภรัณจานโต "ลองน้ำพริกกะปิมือแม่ม่านฟ้าดูหน่อยดิ เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ครบรส ถ้ากินแล้วน้ำตาไม่ไ
ร่างสูงโปร่งของ ภรัณ ชายหนุ่มวัย 23 ปี ในชุดนายทหารยศร้อยโท ก้าวลงมาจากรถ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของนายทหารผู้ใหญ่ในเมืองหลวง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แววตามุ่งมั่นทว่าแฝงความอ่อนโยน เขายืนมองทอฟ้าด้วยรอยยิ้มหวานที่ปิดไม่มิด"อรุณสวัสดิ์ครับช่างฟ้า... รถที่ส่งมาเช็กระยะเสร็จหรือยังครับ?" ภรัณเอ่ยถามเสียงนุ่มทอฟ้ากอดอก มองหมวดหนุ่มตรงหน้าแล้วยิ้มมุมปาก "เสร็จตั้งแต่นานแล้วค่ะหมวด... แต่เห็นว่าชอบหาเรื่องเอารถมาจูนเครื่องทุกสัปดาห์แบบนี้ ไม่กลัวผู้บัญชาการสงสัยเหรอคะ?"ภรัณหัวเราะเบาๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทอฟ้าอีกก้าว นัยน์ตาสบประสานกับดวงตาคู่สวย "เครื่องยนต์ไม่มีปัญหาหรอกครับ... แต่คนขับมีปัญหา 'คิดถึง' ช่าง ต่างหาก""อะแฮ่ม!"เสียงกระแอมดังก้องมาจากระเบียงชั้นบน! ขุนพลยืนกอดอก มองลงมาจากชั้นสองด้วยสายตาคมกริบดุดันประดุจพญาเสือที่กำลังจ้องจับตาคนที่กล้าเข้ามาจีบลูกสาวสุดที่รัก ส่วนทัพฟ้าน้องชายก็รีบเดินมาก้าวบังพี่สาวไว้ทันทีพร้อมยิ้มกวนๆ"หมวดภรัณครับ... อู่นี้คิดค่าจูนเครื่องแพงนะ โดยเฉพาะถ้าจะมาจูนหัวใจพี่สาวผม" ทัพฟ้าแซวยวนม่านฟ้าหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขกับภาพตรงหน้า เธอจับมือขุน
ผ่านไปสองเดือน...เช้าตรู่ของวันใหม่ในบ้านไม้ริมแม่น้ำ แสงแดดอุ่นสาดส่องผ่านระเบียงเข้ามาในครัว กลิ่นหอมของปลาทอดกรอบแกล้มน้ำพริกฝีมือคุณยายลอยอบอวลไปทั่วบ้าน ขุนพล ที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับกันและทศช่วยกันตรวจเช็คอะไหล่อู่เสร็จแต่เช้า เตรียมจะทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะอาหารเช้าตามปกติทว่า...ม่านฟ้าที่กำลังถือถ้วยน้ำพริกถ้วยใหญ่เดินออกมาจากครัว กลับชะงักกึกกลางทาง!ใบหน้าหวานซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยความผะอืดผะอมอย่างรุนแรงทันทีที่กลิ่นน้ำพริกกระทบจมูก"อึก... อุ๊บ!"ม่านผ้าวางถ้วยน้ำพริกลงบนโต๊ะอย่างเร่งรีบ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากแล้วรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำชั้นล่างทันที!แค่ว... อ้วก!เสียงอาเจียนอย่างหนักหน่วงดังก้องออกมา ขุนพลเบิ่งตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ! เขารีบพุ่งตัวตามเข้าไปในห้องน้ำเป็นคนแรก ชายหนุ่มประคองไหล่บางของม่านฟ้าไว้ มือหนาช่วยลูบแผ่นหลังให้ภรรยาด้วยความห่วงใยจับใจ"ม่านฟ้า! เป็นอะไรไปครับหนู?!" ขุนพลเอ่ยเสียงสั่นพร่า เช็ดเหงื่อซึมตามกรอบหน้าหวานให้อย่างนุ่มนวล"หนู... หนูเวียนหัวค่ะพี่ขุนพล... เหม็น... เหม็นกลิ่นน้ำพริกมากเลย..." ม่าน
ค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งฝันร้ายและอดีตอันขมขื่น มีเพียงไออุ่นแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของสามีภรรยาที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ใต้เงาจันทร์ริมแม่น้ำชายแดนชั่วนิรันดร์คืนต่อมา สายลมยามดึกพัดโชยกลิ่นไอฝนละมุนเข้ามาทางหน้าต่างระเบียงห้องนอนชั้นบน แสงจันทร์สว่างนวลทาบทาลงบนเตียงกว้างอย่างเงียบสงบหลังจากมื้ออาหารเย็นอันแสนอบอุ่นที่กินพร้อมหน้าพร้อมตา น้องทอฟ้า ก็หลับสนิทปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของคุณยายที่ห้องนอนชั้นล่างอีกตามเคย ทำให้ห้องนอนชั้นบนตกอยู่ในความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของขุนพลและม่านฟ้าอีกครั้งขุนพลในชุดกางเกงขายาวสบายๆ เดินก้าวเข้ามาในห้อง พลางล็อคประตูอย่างรัดกุม นัยน์ตาคมกริบดุดันที่เคยผ่านศึกบัดนี้ฉายประกายความหวานซาบซึ้งและปรารถนาอย่างลึกซึ้ง เขาทอดสายตามองร่างบางสะคราญตาของ ม่านฟ้า ที่กำลังนั่งสางผมยาวสลวยอยู่หน้ากระจกส่องหน้าม่านฟ้าในชุดนอนสายเดี่ยวผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดีขับผิวขาวเนียนให้ดูเปล่งปลั่งสะกดสายตา เธอสบตาสามีผ่านกระจก ก่อนจะลุกขึ้นเดินก้าวเข้ามาหาขุนพลด้วยรอยยิ้มหวานแฝงความเขินอาย"พี่ขุนพลคะ..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบเบาๆ มือเรียวเล็กเอื้อมไปจับมือหนาแกร่งของสามีแล้วนำ
เธอไม่ได้โกรธเขาแต่เธออายที่เธอมาอยู่จุดนี้ต่างหากล่ะ ม่านฟ้านอนฟุบลงบนเตียงนุ่มก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอึกสะอื้นใดๆ เธอเสียใจที่อนาคตของเธอมาถึงจุดที่ผู้คนเหยียบย่ำ ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เธอมั่นใจแน่วแน่แล้วว่าชีวิตนี้จะไม่มีความรักเด็ดขาด เธอกลัวที่จะตกหลุมรักขุนพล แน่นอนว่าตอนนี
ก๊อกๆ ม่านฟ้างัวเงียขึ้นมาในกลางดึกคืนหนึ่งหลังจากที่เธอได้เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ1สัปดาห์เท่านั้น ระหว่างนี้เธอก็ทำความรู้จักกับแม่บ้านและคนในพื้นที่ ทุกคนต่างให้ความสนใจและเป็นมิตรกับเธอมาก จนม่านฟ้ารู้สึกว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวมากนัก พอลุกขึ้นได้เธอจึงรีบเดินไปที่ประตู "ใครคะ" " " เงียบ "มาห
"นังลูกไม่รักดี! แกรีบเก็บกระเป๋าแล้วออกไปจากบ้านฉัน!" ผู้เป็นแม่พูดไปพร้อมกับปาดน้ำตา "แต่แม่ ลุงเด่นชัยมันปล้ำฉันนะแม่ไล่ลูกตัวเองออกไปแล้วมันล่ะ?" ม่านฟ้ามองผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อ "แค่แกออกไปจากที่นี่ ทุกอย่างมันจะดีขึ้น" ดาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยไม่ได้สนใจลูกสาวที่กำลังร้องไห้สะอ
ฮึก! ออกไป... ฉันส่ายหน้า ยกมือไหว้ลุงเด่นชัยด้วยเสียงสั่นเครือ นอกจากเขาจะไม่เห็นใจแล้ว ยังใช้สายตาเจ้าเล่ห์มองมาที่ร่างเปลือยเปล่าของฉันด้วยท่าทางที่หื่นกระหาย "หนูมายั่วฉันเองนี่ วันนี้แม่หนูไม่อยู่...เรามาเล่นเกมกันเถอะ" "เกมอะไร! ฉันไม่เล่นอะไรทั้งนั้น ฮึก!" "อย่าดื้อกับลุงสิ รู้ไหมกว่าลุง







