Mag-log in“แล้วเรื่องห้ามล้ำเส้น เรื่องข้อห้ามอื่นล่ะ…”
“เรื่องนั้นกูคิดว่า ถึงจะเป็นผัวเมียกัน แต่ก็ควรเคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน กูเห็นหลายคู่แล้วที่ชีวิตคู่ต้องพังเพราะเรื่องนี้ กูเลยไม่อยากให้กูกับไจ๋ต้องลงเอยแบบนั้น ส่วนเรื่องข้อห้ามอื่นๆ กูก็แค่ห่วงไจ๋ เพราะไจ๋เองบางครั้งก็อารมณ์ร้อน ไม่อยากให้ต้องไปนั่งทะเลาะกับใคร หากวันไหนเธอพลาดท่าขึ้นมาจะทำยังไง ที่สำคัญกูอยากให้คนอื่นเอ็นดูเธอเยอะๆ...แต่นี่กูคงลืมคิดถึงความรู้สึกและตัวตนของไจ๋ไปสินะ”
หัวใจมีความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา แม้เขาจะหวังดี แต่ก็ไม่ควรไปปรับเปลี่ยนตัวตนของจนิตา เพราะหากใครได้รู้จักหญิงสาวจริงๆ ก็ย่อมเห็นถึงความจริงใจและยอมเปิดใจให้เช่นเขา พลางถอนหายใจออกมาด้วยท่าทางที่เหนื่อยทั้งกายและใจ
“ช่วงที่ผ่านมาที่มึงดูตึงๆ ดุใส่คุณไจ๋ นี่เพราะมึงเหนื่อยจากงานสินะ” วาโยวิเคราะห์จากคำบอกเล่าและท่าทางของเพื่อน ดังนั้นจึงทำให้มันไม่เป็นตัวเอง และใช้อารมณ์นำทางมากกว่าสมอง
“กูทำแบบนั้น?” พริษฐ์เลิกคิ้วถาม
“เออ มึงน่าจะไม่รู้ตัว ที่งานแต่งมึงก็ดุเขา ไล่เขากลับ ปกติเวลาคุณไจ๋ดื้อบ้าง ไม่เคยเห็นมึงดุ่ใส่เขาแบบนั้น แถมช่วงนั้นมึงยังดูสนิทกับคุณฉาย คอยโทรหากันอยู่ตลอด”
“กู....ไม่รู้ตัวเลยว่าทำถึงขนาดนั้น แต่ช่วงที่ผ่านมากูเหนื่อยจากการเร่งหาเงินจริงๆ โคตรเหนื่อยเลย กูแม่งไม่ได้เรื่อง อยากจะทำให้ไจ๋มีความสุข แต่กลับทำให้ไจ๋ต้องทุกข์ใจแทน แล้วนี่กูเผลอทำตัวไม่ดีกับไจ๋ไปมากแค่ไหนวะเนี่ย” เพราะหนึ่งปีก่อนบริษัทของมารดามีปัญหา เขาจึงนำเงินของตัวเองไปช่วยแก้ไข ทำให้เงินเก็บที่มีลดน้อยลง
“ส่วนที่กูคุยกับคุณฉายบ่อยๆ เพราะคุณลุงวิโรจน์ป่วยหนัก เธอเลยโทรมาปรึกษากู แต่ว่าคุณลุงวิโรจน์ไม่อยากให้ใครรู้ กูเลยบอกใครไม่ได้...ช่วงนั้นกูเลยรู้สึกเครียดและกดดันไม่น้อยเลย”
สีหน้าของพริษฐ์มีแต่ความรู้สึกผิดและกังวล เพราะไม่รู้ว่าจนิตาจะเข้าใจผิดเรื่องของตะวันฉายไปมากแค่ไหน แล้วเรื่องนี้จะเป็นสาเหตุที่หญิงสาวขอหย่าหรือเปล่า
“ว่าแต่นี่มึงเคยบอกเหตุผลเรื่องความห่วงกับคุณไจ๋ไปบ้างไหม” วาโยถามสวนขึ้นมาทันควัน
พริษฐ์นิ่งอึ้งไป
“ไม่เคยสินะ แล้วเขาจะรับรู้ได้ไงไอ้พาย” วาโยกลอกตาใส่เพื่อนอย่างเหลืออด
“การกระทำมันไม่สำคัญกว่าคำพูดเหรอวะ” พริษฐ์ร้องถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เพราะรู้แล้วว่าตนผิดแค่ไหนที่เอาแต่ปากหนัก
“แต่มึงไม่พูด เขาจะรู้ได้ไง” วาโยตอกกลับเสียงเข้ม เหนื่อยใจกับการไม่ค่อยพูดของเพื่อนเสียจริง “การกระทำที่ไม่มีคำพูดกำกับ บางครั้งมันก็ดูเหมือนการบังคับนะไอ้พาย”
“ทั้งที่กูทำทุกอย่างเพื่อจะรักษาไว้แท้ๆ แต่กลับทำพังไม่เป็นท่า แถมความหวังดีของกูยังทำร้ายความรู้สึกไจ๋อีก กูควรจะตกลงกับไจ๋ไม่ใช่ไปตั้งกฎเกณฑ์ เพราะสิ่งที่กูทำ มันไม่ใช่การปกป้อง แต่มันคือการพยายามเปลี่ยนไจ๋ให้เป็นในแบบที่กูต้องการ จนกูแทบจะลบตัวตนที่แท้จริงของไจ๋ไปหมดแล้ว”
พริษฐ์หน้าสลดลง ปลาหมอตายเพราะปาก แต่หมอสูติฯ อย่างเขาก็กำลังตายเพราะปากของตัวเองเช่นกัน
“ก็มึงเพิ่งเคยแต่งงาน ได้ใช้ชีวิตคู่นี่หว่า แถมนี่ยังเป็นรักครั้งแรกของมึงด้วย” เมื่อเรื่องของตะวันฉายเป็นเรื่องที่พวกเขาเข้าใจผิดไปเอง จนิตาย่อมเป็นรักครั้งแรกของพริษฐ์ เพราะก่อนหน้านั้นชีวิตของเพื่อนมีแต่หนังสือ การเรียนและการทำงาน ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน ชีวิตมาเริ่มมีสีสันขึ้นก็ตอนหลังแต่งงาน
“แต่กูเป็นถึงหมอ...” พริษฐ์ทำหน้ากรุ่นโกรธ ผิดหวังใส่ตัวเอง
“มึงเคยได้ยินสำนวน สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้งไหม ถึงพวกเราจะเป็นหมอ แต่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งด้วย มนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง มึงไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ไปซะทุกอย่างไอ้พาย” วาโยมองจ้องคนที่ทำท่าจะไม่ให้อภัยตัวเอง
พริษฐ์เอาแต่ขบเม้มปาก แล้วโกรธตัวเองไม่หยุด
“งั้นกูขอย้อนถามมึงหน่อย ตอนมึงเกิด มึงเดิน มึงพูดได้เลยไหม…” วาโยโยนคำถามกลับไปให้เพื่อนขบคิด
พริษฐ์ส่ายหน้าช้าๆ
“นั่นไง มึงเดินและพูดได้ก็เพราะมึงเรียนรู้และฝึกฝน แต่กว่าจะเป็นเหมือนทุกวันนี้ได้ก็ล้มลุกคุกคลานมานับไม่ถ้วน และเมื่อมึงรู้แล้วว่าผิดก็ขอให้มึงแก้ไขและปรับปรุงตัว และจำไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ทำพลาดซ้ำเดิม”
วาโยเว้นจังหวะครู่หนึ่ง พลันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อน แล้วถึงเอ่ยต่อ
“แต่กูก็ไม่ได้บอกให้มึงช่างมันกับสิ่งที่ทำลงไปนะ กูอยากให้มึงระลึกเสมอว่าทำอะไรลงไปบ้าง แต่มึงก็ต้องก้าวต่อไปเพื่อจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นด้วย” ประโยคนี้วาโยบอกตัวเองด้วยเช่นกัน
ด้านพริษฐ์นิ่งครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าสัญญาว่าเขาจะไม่ทำพลาดอีก
“แล้วจะเอาไงต่อเรื่องคุณไจ๋ ในเมื่อเธอไปแล้ว”
“กูจะตามหาไจ๋ให้เจอ แล้วอธิบายและบอกทุกอย่างที่กูทำให้ รวมถึงขอโทษไจ๋ด้วย” น้ำเสียงนั้นเข้มข้น แววตาก็จริงจัง
“แล้วเรื่องแต่งงานใหม่ล่ะ มึงจะทำยังไง ถ้ามึงปฏิเสธไปอีก พ่อเขาจะไม่พอใจหรือเปล่าวะ” วาโยถามด้วยความกังวล รู้ดีว่าบิดาของตะวันฉายไม่ใช่แค่ผู้มีพระคุณ แต่ยังมีอิทธิพลกว้างขวางจนอาจส่งผลต่อหน้าที่การงานของเพื่อนได้
“ก็คงต้องปล่อยไป ที่ผ่านมาเพราะคำว่าบุญคุณ กูเลยพยายามประนีประนอม แต่ตอนนี้คงไม่ได้แล้ว กูจะไม่ยอมเสียไจ๋ไป แต่ที่จริงกูก็ได้เข้าไปบอกคุณลุงวิโรจน์แล้วว่า ทั้งหัวใจกูมีแต่ไจ๋ อย่างที่เคยบอกพวกมึงที่ผับว่าจะจัดการเอง”
และเขาก็ได้บอกทั้งตะวันฉายและคนเป็นป้าไปหนักแน่นชัดเจนด้วยว่า ต่อให้ตายก็จะไม่แต่งงานใหม่
“แล้วมึงจะเริ่มตามหาคุณไจ๋จากที่ไหน กูจะช่วยมึงอีกแรง” วาโยเอ่ยปากอาสาพร้อมซัปพอร์ตเพื่อนเต็มที่
“กูว่าจะไปถามเพื่อนๆ ของไจ๋ก่อน ถึงไม่รู้ว่าพวกเธอจะยอมต้อนรับกูไหม แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้เบาะแสอะไรบ้าง”
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปเป็นเพื่อน” วาโยขันอาสาด้วยความห่วงใย
“กูไปเองได้ ขอบใจมากนะไอ้โย”
“เออ แต่ถ้ามืดแปดด้านจริง ๆ อย่าลืมนะว่าพวกเรายังมี ‘ของหลวง’ ให้ใช้อยู่” วาโยตบบ่าเพื่อนเบาๆ สื่อถึงธนกฤต
พริษฐ์พยักหน้ารับ พรูลมหายใจยาวเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
“กูว่าพวกเรากลับกันดีกว่า ยุงจะหามแล้ว แต่รถกูจอดอยู่ด้านหลังโน่น” วาโยชี้นิ้วไปอีกทาง บรรยากาศรอบตัวเริ่มถูกความมืดโรยตัวเข้าปกคลุม มีแค่แสงไฟสลัวจากกิ่งโคมภายในสวนหย่อมที่คอยให้ความสว่าง
“งั้นแยกกันตรงนี้เลย ของกูจอดอยู่ด้านหน้านี่เอง” พริษฐ์ขยับตัวลุกขึ้นส่งยิ้มบางๆ เพื่อขอบคุณและร่ำลาเพื่อน
วาโยยกมือรับทราบ แล้วเดินแยกไปอีกทาง หวังลึกๆ ว่าเพื่อนรักจะได้รับข่าวดีในเร็ววัน ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงยี่สิบก้าว จู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะมีเสียงก้องกัมปนาทดังขึ้น
ปัง
หลังเสียงนั้นวาโยก็ได้ยินเหมือนมีของตกกระแทกพื้น จึงรีบหันขวับไปมอง วินาทีนั้นดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
“ไอ้พาย”
วาโยถลาเข้าไปหาร่างของพริษฐ์ที่นอนกองอยู่บนพื้น พบว่ามีเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกจากหน้าอกด้านขวาของเพื่อน
พริษฐ์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วร่างจนชาหนึบ ไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“มึง...ถูกยิงไอ้พาย”
วาโยแม้จะคลุกคลีอยู่กับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนในห้องผ่าตัด แต่เมื่อคนที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าคือเพื่อนสนิท มือของศัลยแพทย์ผู้เก่งกาจกลับสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ พลันมองใบหน้าของพริษฐ์ที่ซีดเผือดลงอย่างเร็วไว เลือดก็กำลังไหลทะลักออกมาไม่หยุด จนกลิ่นคาวฟุ้งกระจาย
“กูเจ็บ” พริษฐ์นิ่วหน้า ลำตัวกำลังขยับไม่ได้ หูอื้อไปหมด
“มึงอยู่นิ่งๆ ก่อนนะไอ้พาย” วาโยร้องบอกพลางหันไปขอความช่วยเหลือ ในจังหวะนั้นบุรุษพยาบาลหลายคนก็พากันวิ่งตรงมาที่จุดเกิดเหตุ “ทางนี้ครับ ช่วยด้วย มีคนถูกยิง”
“คุณหมอพาย” ทุกคนต่างมีอาการตกใจ บุรุษพยาบาลคนหนึ่งรีบตะโกนสั่งการให้คนนำเตียงเข็นมาโดยด่วน พริษฐ์รู้สึกว่ามีความง่วงงุนจู่โจม แต่ก็ยังพยายามฝืนลืมตาไว้ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับมือของวาโยเอาไว้แน่น
“หาไจ๋ให้กู...กูอยากเจอไจ๋” เขาอยากพบจนิตา อยากได้กอดภรรยาอีกครั้ง
“มึงควรห่วงตัวเองก่อนว่าจะตายไหม” เวลานี้มันควรนอนนิ่งๆ ห้ามพูด ห้ามขยับ แล้วช่วยกันอุ้มพริษฐ์ขึ้นเตียง เข็นตรงไปยังห้องฉุกเฉิน ถึงกระนั้นถ้อยคำสุดท้ายที่ออกจากปากคนเจ็บก่อนสิ้นสติไปก็ยังเป็นประโยคเดิม
“กูอยากเจอไจ๋...อยากเจอ”
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
“พาย” ตะวันฉายถึงกับหน้าเสีย ไม่นึกว่าพริษฐ์จะใจร้ายใส่เธอได้ถึงเพียงนี้ แล้วน้ำตาก็ขังคลอหน่วยตาในทันที พริษฐ์ไม่คิดใจอ่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่จบ ที่สำคัญเขาฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้จริงๆ ทว่าไม่ทันได้พูดใดๆ ต่อไปอีกก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น “ตาพาย ทำไมพูดแบบนี้กับหนูฉายฮะ” พรรุจาที่เปิดประตูมาได้ยินประโยคใจร้ายเข้าถึงกับขึ้นเสียงใส่หลานชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอรีบก้าวไปหยุดเท้าอยู่เคียงข้างตะวันฉาย “คุณป้า” ตะวันฉายเบะปากคล้ายจะปล่อยโฮออกมา “หนูฉายตั้งใจทำมาให้ แกก็ควรกิน” คนเป็นป้าดุหลานชายอีกครั้ง ไม่นึกว่าพริษฐ์จะทำนิสัยเช่นนี้ คงติดมาจากแม่นางร้ายนั่น “ผมรับไว้แต่น้ำใจนะครับ อย่างอื่นผมขอปฏิเสธ” ชายหนุ่มรู้ดีว่าซุปไก่นั้นไม่ได้มีแต่น้ำใจ จึงยืนกรานปฏิเสธ ดวงตาจ้องมองคนเป็นป้าอย่างจริงจัง “ตาพาย” พรรุจาตวาดเสียงปรามดุ แล้วไม่วายเตือนให้หลานชายได้พึงระลึกไว้ “อย่าทำตัวแบบนี้ อย่าลืมสิว่า ครอบครัวหนูฉายมีบุญคุณต่อพวกเรา” “ผมไม่เคยลืมครับ” พริษฐ์ตอบสั้นๆ เพราะคำว่าบุญคุณนี่แหละที
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก “อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ “นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้ เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด “ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต
วาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...” “กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย “มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา “แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว “อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน “กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”







