LOGINพวกนางทั้งเจ็ดงดงามมาก คล้ายดั่งเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ เมื่อพวกนางเริ่มร่ายรำ ก็ทำให้ทุกคนแทบลืมหายใจ ท่าทางอ่อนช้อยตามจังหวะเพลง รูปร่างที่ได้สัดส่วนงดงาม ลู่เสียนสอนวิธีการต่อตัวให้พวกนาง โดยมีนางอยู่ด้านบนสุด เพราะนางใช้วิชาตัวเบาจึงง่ายต่อการทำกายกรรมโลดโผน
เสียงฮือฮาของคนทั้งงานดังขึ้น เมื่อเห็นลู่เสียนลอยขึ้นไปอยู่ด้านบนสุด โดยนางใช้เพียงแค่มือข้างเดียว วางไว้บนหัวของลู่อันแล้วยกขาขึ้นเป็นท่าต่าง ๆ อย่างสวยงาม ก่อนจะตีลังกาสามตลบลงมายืนด้านล่าง ลู่เสียนปล่อยให้น้องสาวร่ายรำ ส่วนนางทำกายกรรมผสมผสานกับการร่ายรำ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนในงานเป็นอย่างมาก เมื่อการแสดงจบลง พวกนางทั้งเจ็ดคนก็กลับออกไปเปลี่ยนชุด ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง ด้วยชุดที่สวยสดงดงามราคาแพง ไม่ด้อยไปกว่าอาภรณ์ที่องค์หญิงสวมใส่เลยแม้แต่น้อย ผมของพวกนางยังคงปล่อยให้ยาวสยายกลางหลังตามธรรมชาติ ลู่เสียนเพียงจัดการรวบมัดครึ่งหัวแบบหลวม ๆ ให้กับทุกคน แล้วปั่กปิ่นให้เข้ากับชุด การรวมผมครึ่งหัวก็เพื่อเปิดให้เห็นใบหน้า ที่ถูกแต่งอย่างประณีตและงดงาม จากฝีมือการแต่งหน้าของคุณหนูสี่ลู่หลิน เมื่อเห็นใบหน้าของพวกนางชัด ๆ เช่นนี้บุรุษในงานถึงกับลมหายใจสะดุด บุตรสาวตระกูลลู่งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ และพวกนางมีกันถึงเจ็ดคนด้วยกัน ยามนี้บุรุษต่างมองด้วยความชื่นชมและหลงใหล แต่สตรีกลับมองด้วยสายตาริษยา องค์หญิงทั้งสามแคว้นมองพวกนางอย่างเย้ยหยันก็แค่บุตรสาวพ่อค้า จะมาเทียบอะไรกับฐานะองค์หญิงเช่นนางกัน สตรีชั้นต่ำการแสดงก็เหมาะกับคนชั้นต่ำ นางไม่เห็นว่ามันจะพิเศษตรงไหน คงมีแต่บุรุษหน้าโง่ที่มองพวกนางตาไม่กะพริบ เมื่อการแสดงจบลง อาหารและเครื่องดื่มก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ คุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนนั่งล้อมคหบดีลู่เฉิง โดยมีลู่เสียนนั่งฝั่งขวาและมีลู่หลินมานั่งฝั่งซ้าย เหตุผลที่ลู่เสียนให้นางมานั่งซ้ายขวาคู่กันกับนางก็เพราะว่า นางมาสารภาพว่าได้ทะลุมิติมาจากยุคปัจจุบัน และนางได้สังเกตลู่เสียนอยู่นานจึงตัดสินใจบอกความจริง ลู่เสียนรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ความจริง เพราะหากนางมาจากยุคปัจจุบันย่อมช่วยเหลือนางได้มากทีเดียว ตระกูลลู่จู่ ๆ ก็มามีศัตรูโดยไม่รู้ตัว โชคดีที่สวรรค์ยังคงเมตตามอบพลังและความสามารถให้นาง และยังให้ลู่หลินทะลุมิติมาอีก เรื่องแปลกประหลาดน่าเหลือนี้นางคิดว่า คงต้องมีเรื่องใหญ่ให้นางต้องทำมากกว่าปกป้องตระกูลลู่เป็นแน่ วันก่อนนางและท่านอ๋องถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส นางจดจำไว้อย่างขึ้นใจ อย่างไรนางต้องเอาคืนอย่างแน่นอน ฉายานางร้ายไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะนางตั้งใจที่จะเป็นและจะทำให้มันสมบูรณ์ตามแบบฉบับของนาง ยิ่งตอนนี้มีลู่หลินที่ทะลุมิติมาอีกคน ยิ่งทำให้นางรู้สึกมั่นใจมากขึ้นที่จะเอาคืนคนเหล่านั้น “ท่านพ่อการแสดงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” “งดงามมากข้าไม่เคยเห็นการร่ายรำแบบนี้มาก่อนเลย ดูสิบุรุษทั้งงานจ้องพวกเจ้าตาเป็นมันฮ่า ๆ” ลู่เฉิงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ มีบุตรสาวเยอะและงดงาม เป็นจุดเด่นเช่นนี้ช่างดีจริง ๆ เขาคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจ “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมองค์ชายฉินหมิงเล่อ รู้สึกประทับใจการแสดงเมื่อสักครู่เป็นอย่างมากพ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าวันนี้ทางแคว้นโจว จะส่งผู้ใดมาประชันความสามารถหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “องค์ชายฉินถามเช่นนี้ คงมีใครอยู่ในใจกระมัง?” ฮ่องเต้เอ่ยถามอย่างรู้ทัน ก็คงเป็นองค์หญิงที่บอกให้เขาเป็นคนเสนอ คงอดทนรอไม่ไหวที่อวดความสามารถสินะ “กระหม่อมไม่ขอปิดบัง คุณหนูใหญ่บุตรสาวตระกูลลู่น่าสนใจมากเลยทีเดียว ไม่ทราบว่านางยินดีจะมาประชันความสามารถกับองค์หญิงได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” พอได้ยินประโยคนั้นขององค์ชายแคว้นฉิน เหว่ยอ๋องก็ถึงกับคิ้วกระตุก ก็เพราะเป็นแบบนี้อย่างไรละ เขาถึงต้องสนับสนุนให้นางร้ายอย่างเต็มตัว ร้ายในความหมายของเขาคือ ใครดีมาดีกลับหากใครร้ายมาก็ต้องเอาคืนอย่างสาสม เขายกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์เจ้าเลือกได้ถูกคนแล้ว ข้าขอปรบมือให้กับความฉลาดของเจ้า เขาคิดว่าไม่มีใครอยากที่จะดูร้ายในสายตาผู้อื่น แต่หากไม่ร้ายก็คงถูกรังแกอยู่เรื่อยไป ดั่งเช่นแคว้นโจว พวกเขาสามคนร้ายกาจโหดเหี้ยมเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้ง คนที่คิดจะมาโจมตีเพื่อแย่งชิงแคว้นได้ เขาจึงไม่ใส่ใจที่นางจะร้าย เพราะที่นางร้ายนั้นมีเหตุผลของมัน อย่างเช่นตอนนี้ สามแคว้นเดินทางมาก็เพื่ออยากอวดอ้างความสามารถของสตรี เพราะบุรุษของแคว้นตนรบพ่ายแพ้ในสงคราม เลยอยากจะเอาจุดเด่นของตนมาข่มแคว้นโจว ในความคิดของเขาคิดว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี เขาหันไปมองเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ ก่อนจะหันไปมองแคว้นฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน ในเมื่อกล้ามาก็ต้องกล้ารับความพ่ายแพ้ “องค์ชายฉินคุณหนูใหญ่เป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้าความรู้อ่อนด้อย แต่หากว่าท่านเจาะจงเลือกนาง ก็ต้องขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ คุณหนูใหญ่เจ้ายินดีประชันความสามารถกับองค์หญิงฉินฟางหรูหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างถ่อมตน แม้ภายในใจจะดี้ด้าและลิงโลดมากก็ตาม ลู่เสียนลุกขึ้นมายอบกาย “หม่อมฉันยินดีเพคะ” “เช่นนั้นก็เชิญองค์หญิงบนลานการแสดงเถิด” องค์หญิงรีบลุกก้าวออกมาอย่างมั่นใจ ทหารรีบจัดโต๊ะเก้าอี้ให้นางและลู่เสียนตรง หันหน้าไปทางที่ฮ่องเต้นั่งอยู่ เมื่อองค์หญิงและลู่เสียนนั่งลงเรียบร้อย ฮ่องเต้ก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา วันนี้เขาจะเป็นผู้ดำเนินงานเอง “ในเมื่อพร้อมแล้ว องค์หญิงท่านอยากจะประชันความสามารถใด?” องค์หญิงยกยิ้มอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาทหม่อมฉันอยากแข่งการคัดอักษร ในจำนวนเพียงครึ่งก้านธูป ให้ได้มากที่สุดและอักษรต้องยังคงงดงามเป็นเอกลักษณ์เพคะ” เมื่อนางกล่าวจบเสียงฮือฮาก็ดังขึ้น ไม่มีใครไม่รู้ว่าองค์หญิงแคว้นฉิน มีความสามารถด้านการคัดอักษรได้รวดเร็วและอักษรยังคงงดงาม ชื่อเสียงนี้ผู้คนได้ยินกันมานานแล้ว ลู่เสียนแอบเบ้ปาก สตรียุคโบราณนี่อย่างไรกันนะ เออะดีดพิน คัดอักษร อีกหน่อยก็คงยิงธนูสินะน่าเบื่อชะมัด! “ฝ่าบาทหม่อมฉันต้องการตัวช่วยเพคะ เพราะว่าการแข่งขันคือ คัดอักษรให้ได้มากที่สุดภายในเวลาครึ่งก้านธูป เพราะฉะนั้นหม่อมฉันจะให้น้องสาวมาช่วยถือกระดาษเพคะ” “ได้เราอนุญาต องค์หญิงต้องการตัวช่วยหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่ต้องการเพคะ” นางตอบออกมาอย่างเย่อหยิ่ง ปรายตามองลู่เสียนอย่างดูถูก ลู่เสียนไม่ใส่ใจเรียกลู่หลินให้มาช่วยฝนหมึก แล้วนางขอกระดาษมาม้วนใหญ่ เพราะนางตั้งใจจะเขียนเยอะจริง ๆ เขียนแบบธรรมดาผู้คนจะจดจำได้อย่างไร ต้องเขียนแบบให้จารึกเอาไว้กันไปเลย “เจ้าพร้อมมั้ย?” ลู่เสียนเอ่ยถามลู่หลิน นางฉีกยิ้มออกมา “พร้อมที่สุด” ลู่หลินตอบออกมาด้วยท่าทีร่าเริง ยามนี้นางมีลู่เสียนที่มาจากยุคปัจจุบันเป็นพี่สาว ยุคโบราณแห่งนี้ก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป ในคราแรกที่มาอยู่ในร่างนี้นางงุนงงและหวาดกลัว แต่พอเห็นท่าทีของคุณหนูใหญ่จึงตัดสินถามออกไปตรง ๆ ซึ่งลู่เสียนก็ยอมรับอย่างตื่นเต้นดีใจ เพราะหากมีคนที่มาจากยุคเดียวกันแถมเป็นพี่น้องกันเช่นนี้ เวลาปรึกษาหารือสิ่งใดย่อมเข้าใจกันง่ายกว่าคนในยุคนี้เมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







