ANMELDENสองวันต่อมาพระราชโองการหมั้นหมายก็ถูกส่งมายังตระกูลฟู่ สร้างความพอใจให้กับเสนาบดีฟู่เป็นอย่างมาก นับว่าสิ่งที่เขาได้ทุ่มเทไม่เสียเปล่า ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวาก็รู้สึกยินดีกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก ก้าวต่อไปก็คือส่งฟู่เหลียนอวี่ให้ขึ้นไปเป็นฮองเฮา แต่ว่าความดีใจก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีบ่าวมารายงานว่า
“นายท่านขอรับทางด้านนอกลือกันว่า วันนี้มีพระราชโองการไปที่ตระกูลลู่ด้วยเช่นกันขอรับ เห็นข่าวบอกว่าเป็นราชโองการหมั้นหมายคุณหนูสี่ให้แต่งเป็นชายารองขอรับ” “เจ้าว่าอะไรนะ!!” ทุกคนร้องออกมาด้วยความตกใจ ฟู่เหลียนอวี่เลือดในกายเย็นเยียบยืนตัวแข็งค้าง หมายความว่าอย่างไร ตำแหน่งฮองเฮาของนางที่ดูเหมือนว่าจะมั่นคง กลับเริ่มไม่มั่นคงเสียแล้วเป็นอย่างนี้นางจะทำเช่นไรดี “เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริง ๆ ฝ่าบาทได้มีคนที่วางเอาไว้ในใจตั้งแต่ต้น ถึงจะแต่งเป็นชายารองก็ไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นเป็นฮองเฮาไม่ได้ หากรัชทายาทขึ้นครองราชย์ ชายารองย่อมถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นพระสนมหวงกุ้ยเฟย และนั่นหมายถึงจะเปลี่ยนฐานะยามใดก็ได้ เขาไม่มีทางปล่อยให้ถึงเวลานั้นแน่ “เจ้ามีแผนเช่นไร?” “ท่านพ่อช่วงนี้ข่าวลอบทำร้ายเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ยังไม่ทันจาง เราอย่าเพิ่งรีบร้อนทำอะไรเลยเจ้าค่ะ เวลานี้กรมสืบสวนกำลังจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของทุกตระกูล ถึงเราจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ หากเราลงมือทำอะไรอาจถูกเพ่งเล็งได้ง่าย รออีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ฟู่เหลียนอวี่ยืนฟังบิดาและพี่สาวของนางพูดคุยด้วยใจที่เจ็บปวด นางไม่ได้ชื่นชอบองค์รัชทายาทมากขนาดนั้น แต่ที่นางเจ็บปวดเป็นเพราะสิ่งที่นางคิดว่าเป็นของนางกำลังจะถูกแย่งไป ฟู่เหลียนอวี่กำพระราชโองการในมืออย่างเจ็บแค้น คิดจะมาแย่งตำแหน่งกับข้า ถามข้าหรือยังว่าอนุญาตหรือไม่! ทางด้านตระกูลลู่เมื่อทุกคนออกมายืนอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อรอรับราชโองการ ลู่หลินที่รู้ตัวอยู่ก่อนแล้วไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่ฮ่องเต้เรียกเหว่ยอ๋อง กุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือให้ไปพบ พวกเขาได้กลับมาเล่าว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์ จะออกราชโองการหมั้นหมายนางให้รัชทายาท ให้พวกเขาวางแผนเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ให้ดี ลู่หลินยืนถือพระราชโองการด้วยใจที่หนักอึ้ง สายเหตุที่ทะลุมิติมาก็เพื่อสิ่งนี้สินะ ลู่เสียนเดินมาวางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของนาง ก่อนจะเอ่ยทีเล่นทีจริง “เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าอยากเป็นนางร้ายอันดับที่สี่ คราวนี้เจ้าจะได้เป็นสมใจเลย พอใจหรือไม่?” “พี่หญิงล้อข้าเล่นแล้ว มาถึงขั้นนี้นางร้ายไม่พอหรอกเจ้าค่ะ ต้องเป็นนางมารร้ายน่าจะเหมาะกว่า ที่จริงข้ายังไม่อยากออกเรือนเลยสักนิด แต่ว่ายังดีที่ฝ่าบาทให้แต่งพร้อมกันกับพี่หญิง ยังมีเวลาศึกษาใจคอกับองค์รัชทายาทอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นข้าคงอึดอัดแย่” ลู่เสียนหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “เรื่องของหัวใจและความรักมันพูดยาก บางทีมันก็แปลกอาจจะวิ่งมาชนเราแบบไม่ทันตั้งตัว พอรู้ตัวอีกทีก็รักไปแล้ว ขอเพียงเจ้าเปิดใจไม่ปิดกันตัวเอง คนเราไม่มีใครดีและสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง แต่หากเราเจอคนที่ใช่ สิ่งไหนที่คนเรารักไม่ชอบ เราก็จะไม่ทำเพื่อให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ คู่ชีวิตจะเรียนรู้กันและกันและพร้อมจะปรับเปลี่ยนตนเอง ไม่แน่ว่าเจ้ากับองค์รัชทายาทจะเข้ากันดี จนอยากจะแต่งก่อนข้าเสียด้วยซ้ำ” “ไม่มีทางข้าเป็นคนที่มีภูมิต้านทานคนหล่อได้อย่างดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นหากข้าชอบเขาขึ้นมาจริง ๆ ข้าต้องรอถึงสามเดือนได้เจ้าค่ะ” ลู่เสียนเผยยิ้มออกมาเมื่อมองเห็นรัชทายาทเดินเข้ามาพร้อมองครักษ์ และมีขบวนของหมั้นหมายมากมายตามหลังเข้ามา “เจ้าจำคำพูดของเจ้าเอาไว้ให้ดี” ลู่เสียนเอ่ยบอกลู่หลินยิ้ม ๆ ก่อนจะรีบเอ่ยทำความเคารพองค์รัชทายาทพร้อมทุกคน “ถวายบังคมองค์รัชทายาท” ลู่หลินสะดุ้งตกใจรีบหันกลับมา ก่อนจะยืนตกตะลึง นี่คนหรือเทพบุตรกันแน่ ผิวขาวเนียนละเอียดคิ้วเข้มจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอมชมพูอย่างคนสุขภาพดี ร่างกายสูงใหญ่สง่างาม เอาเป็นว่าโดยร่วมคือสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เขามองมาที่นางด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่ลู่หลินกลับใจเต้นแรงจนระงับเอาไว้ไม่อยู่ คำพูดของลู่เสียนลอยเข้ามาในหัวนางทันที “จำคำพูดของเจ้าเอาไว้ให้ดี” พี่หญิงใหญ่ข้าขอถอนคำพูด! ลู่เสียนปรายตามองนางอย่างขบขัน สมน้ำหน้าภูมิต้านทานคนหล่อของเจ้าแข็งแกร่งนักมิใช่หรือ อาการเลิ่กลั่กนี่คืออะไร “พี่หญิงข้าขอถอนคำพูด ถวายบังคมพระสวามีเอ๊ย! รัชทายาทเพคะ” คราวนี้ทุกคนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ จิ้งจอกน้อยหางโผล่ออกมาอีกคนแล้ว ลู่เฉิงมีความสุขมากกว่าใคร ยามนี้เขาฉีกยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเชื้อเชิญรัชทายาทให้เข้าไปยังห้องโถงด้านใน ส่วนฮูหยินใหญ่รีบตรงเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารด้วยตัวเอง วันนี้ลูกเขยมาอยู่กันพร้อมหน้า นางต้องแสดงฝีมือหน่อย ลู่เจียว ลู่ฟางและลู่เซียนตามไปช่วยนางในครัวด้วยเช่นกัน เมื่อเข้ามานั่งในห้องโถงกันเรียบร้อย ขนมและผลไม้ก็ถูกนำมาจัดขึ้นโต๊ะพร้อมน้ำชา เหว่ยอ๋องนั่งลงบนเก้าอี้โดยมีลู่เสียนนั่งอยู่บนตัก เพราะเขาชอบให้นางอยู่ใกล้ชิดกับเขาแบบนี้ องค์รัชทายาทที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาจนใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ เสด็จพี่ท่านช่างทำตัวไร้ยางอาย “ในเมื่อรัชทายาทมาครั้งแรกคงไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีของตระกูลลู่ ที่นี่เรายกให้นางเป็นใหญ่ เชิญเจ้าพูด” เหว่ยอ๋องเอ่ยบอกทุกคน “รัชทายาทไม่ต้องตกพระทัยเพคะ เป็นเพราะตระกูลลู่เป็นตระกูลพ่อค้า เพราะฉะนั้นมารยาททางสังคมไม่ใช่ว่าจะไม่มีแต่ หากเรายึดติดอยู่กับมารยาทจนเกินไปมันก็จะอึดอัด หม่อมฉันจึงตั้งกฎขึ้นมาว่า ยามออกไปด้านนอกหรืออยู่ในที่รโหฐาน ก็ควรวางตัวให้เหมาะสมตามกาลเทศะ แต่พอกลับมาที่นี่ก็สามารถทำตัวได้ตามสบาย” “ที่หม่อมฉันตั้งกฎนี้ขึ้นมาเพราะว่าหม่อมฉันหมั้นหมายกับท่านอ๋อง หากยามท่านอ๋องมาอยู่ที่นี่แล้วต้องรักษามารยาทเหมือนอยู่ในวัง อาจทำให้ทุกคนอึดอัด ดังนั้นเวลาอยู่ที่จวนท่านอ๋องหรือว่าออกไปด้านนอกก็จะพยายามรักษามารยาทอย่างดีเพคะ” รัชทายาทพยักหน้ารับรู้ เขารู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะตัวเขาถูกกำหนดให้ขึ้นครองบัลลังก์ การใช้ชีวิตหรือการปฏิบัติตัวจึงต้องอยู่ในกรอบอยู่ตลอดเวลา พอได้ฟังเช่นนี้ก็รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย “ที่ข้ามาวันนี้ด้วยตัวเองก็เพราะว่าอยากจะบอกท่านลู่เฉิงว่า ต่อไปข้าอาจจะแวะมาบ่อยขึ้น ข้ากังวลว่าเอ่อ..นางจะเกิดอันตราย ข้าจึงอยากจะให้องครักษ์มาคอยคุ้มครองนาง” ลู่หลินได้ฟังก็ยิ่งประทับใจในตัวรัชทายาทมองเขาอย่างเหม่อลอย นอกจากจะหน้าตาดีแล้วเขายังดูอบอุ่นมากด้วย สามีของข้าในยุคจีนโบราณช่างงานดีจริง ๆ “ลู่หลินเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร?” ลู่เฉิงหันมาถามบุตรสาว “ห้ะ…อะไรนะเจ้าคะ หล่อเหล่างานดีมากเจ้าคะ” “...” ลู่เสียนหลุดหัวเราะออกมา ใจลอยคิดอะไรอยู่แม่น้องสาวตัวดี แค่นี้ก็เสียอาการแล้วไม่สมกับเป็นสาวยุค2025เลยนะ ลู่อันเห็นอาการไม่อยู่กับร่องกับรอยของลู่หลินก็เอ่ยขึ้น “รัชทายาทนางสติไม่ดีท่านยกเลิกเรื่องหมั้นหมายไปเสียเถิดเพคะ” “พี่หญิง!” ลู่หลินหันไปมองลู่อันอย่างขัดเคืองใจ ก่อนเสียงหัวเราะของทุกคนจะดังขึ้นมาอย่างขบขัน องค์รัชทายาทมองบรรยากาศรอบ ๆ ตัวอย่างผ่อนคลายและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขามองว่าที่พระชายาของเขาที่ยามนี้ทำหน้าโกรธเคืองพี่สาวอย่างน่าเอ็นดูเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







