LOGIN"หึ!" หลี่หลวนฮวากระตุกยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ก่อนจะใช้ฝ่ามือนุ่มฉวยจับชายอาภรณ์ราคาแพงถกร่นขึ้นมาเพื่อความสะดวกแล้วยกขาเรียวยาวออกเเรงถีบเข้าไปบริเวณลาดไหล่มนของกุ้ยไป๋หลานด้วยความแรงจนเรือนร่างบอบบางหงายหลังล้มกลิ้งลงไปกับพื้นสกปรก ๆ อย่างน่าสมเพช
ตึง!!! "ฮ่า ๆ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก" นางหันหน้าไปหัวเราะร่ากับสาวใช้คนสนิทข้างกายทั้งสองคนด้วยความสาแก่ใจจนแทบจะลงไปกลิ้งอยู่บนพื้น วันนี้ช่างเป็นวันที่นางสุขใจปริ่มเอ่อแทบล้นทะลักออกมาอย่างมิสามารถหักห้ามไหว "นางสตรีหน้าโง่ เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าจะทำตามสัจจะ ขลาดเขลายิ่งนัก" "คะ...คุณหนู" หยาดน้ำอุ่นร้อนเอ่อล้นคลอหน่วยแววตากลมโตดุจไข่ห่านทั้งสองข้างอัตโนมัติราวกับสั่งได้ ทั้งเจ็บร่างกายที่โดนคุณหนูหลี่หลวนฮวาใช้เทาถีบเข้ามาอย่างแรงเมื่อครู่ ทั้งหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกพยายามเหลือบมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าคนเหล่านั้นกลับหลบหลีกมิมีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาอดสักรายเพราะสตรีที่นางดันมีปัญหาด้วย ณ ตอนนี้คือบุตรสาวหลี่เจ้าของโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุด “อย่าทำข้าเลยนะเจ้าคะ” “พวกเจ้าสองคน เข้าไปจับตัวนางไว้ ข้าจะตบสั่งสอนนางสตรีน่าสมเพชผู้นี้ให้สาแก่ใจโทษฐานที่กล้าให้ท่า ใช้มารยาความน่าสงสารหลอกล่อท่านพี่หยางกงของข้าจนเขากล้าหักหน้าปฏิเสธข้าต่อหน้าสหายข้า” “เจ้าค่ะ” ว่าจบนางขี้ข้าทั้งสองก็กรูเข้าไปจับรวบตัวกุ้ยไป๋หลานตามคำสั่งเจ้านายตน “อย่า อย่าทำข้าเลยนะเจ้าคะ” “ตบสั่งสอนนางเลยเจ้าค่ะคุณหนู ตบเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูหลี่หลวนฮวาง้างแขนยกสูงขึ้น เพื่อตั้งท่าเตรียมฟาดเข้ามาบนใบหน้างดงามที่แปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของกุ้ยไป๋หลานอย่างสุดกำลังแรง ทางฝั่งของแม่ทัพเล่อหยางหลงที่ยืนชั่งใจเพราะความมิกล้าอยู่นานสองนาน ยามเห็นสตรีนางที่ตนรักโดนรังแกลงไม้ลงมือถึงเพียงนี้ก็มิอาจทนใจไม้ไส้ระกำนิ่งเฉยไหว ทำท่าจะพุ่งตัวเข้าไปรับแรงตบจากฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางหลี่หลวนฮวาผู้นั้นแทนตามฉบับเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก เผื่อหวังว่าอาจทำให้นางรู้สึกประทับใจจนก่อเกิดเป็นต้นรักต้นเล็ก ๆ ระหว่างเราสองคนก็เป็นได้ แต่…บทพระเอกที่เขาคาดหวังไว้กลับโดนฉกฉวยไปซึ่ง ๆ หน้าด้วยคนที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ หมับ!!! ฝ่ามือบอบบางของคุณหนูหลี่หลวนฮวาที่หมายมุ่งพุ่งจะเข้ามาฟาดลงบนใบหน้านวลอย่างไม่ออมแรงถูกหยุดชะงักด้วยพละกำลังจากชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่อย่างแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินที่บังเอิญผ่านมาทางนี้ประสบพบเจอเหตุการณ์เข้าจึงรีบเข้ามาช่วยเหลือแม่นางผู้ที่ถูกรุมรังแกอยู่ฝ่ายเดียว “เหตุใดต้องกระทำรุนแรงกันถึงเพียงนี้ด้วยเล่าแม่นาง” "ท่าน!" หลี่หลวนฮวาคล้ายจะชักสีหน้าเข้าใส่เพราะถือตัวว่านางเป็นถึงบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เรืองอิทธิพลในย่านนี้และคงมิมีผู้ใดกล้าเหิมเกริมหรือบารมียิ่งใหญ่เทียบเท่าบิดาของนาง ทว่าบุรุษตรงหน้านางช่างรูปงามหล่อเหลาเสียเกินหักห้ามใจมิให้ตกหลุมรัก ซ้ำการแต่งตัวเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็บ่งบอกยศว่าคงมิใช่ชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ ศักดิ์ของเขาอาจใหญ่โตถึงแม่ทัพขุนนางหรือเสนาบดีก็เป็นได้ "คุณชาย...ข้าเพียงแค่ต้องการสั่งสอนสตรีชั่วช้าผู้นี้ก็เท่านั้นเจ้าค่ะ เมื่อครู่นางเข้ามาทำตัวน่าสงสารหมายให้ข้าเห็นใจ ด้วยข้าเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาจึงอดเวทนานางมิได้แต่พอข้าพลั้งเผลอเท่านั้นแหละเจ้าค่ะนางก็ฉุดกระชากขโมยเบี้ยของข้า โชคดีที่นางสาวใช้ทั้งสองคนไหวตัวรวบนางเอาไว้ได้ทันควันมิเช่นนั้นเห็นทีคงมีผู้ใจบุญอีกหลายคนโดนนางหลอกเช่นเดียวกับข้าเป็นแน่ ใช่หรือไม่!" "ใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นที่คุณหนูของข้าว่าทุกประการเจ้าค่ะคุณชาย นางสตรีผู้นี้อาศัยความใจกว้างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของคุณหนูข้าแล้วตอบแทนด้วยการแว้งกัดลักขโมย คุณหนูแค่เพียงแค่ต้องการสั่งสอนว่ามิควรทำเช่นนี้กับผู้ใด หาไม่ผู้อื่นอาจมิใจดีมิปล่อยไปง่ายดายเยี่ยงคุณหนูข้าที่จิตใจเป็นเมตตาประเสริฐเหลือล้ำเพียงเท่านั้นเองเจ้าค่ะ" เพราะคอยอยู่รับใช้รองมือรองตีนคุณหนูหลี่หลวนฮวามาตั้งแต่แบเบาะจึงรู้นิสัยใจคอมองปราดเดียวก็ทราบแจ้งได้ทันทีเลยว่านางมีจุดประสงค์อันใด คงต้องตาบุรุษรูปงามผู้นี้เข้าแล้วเป็นแน่ "เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือแม่นาง" แม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินหันไปถามไถ่กุ้ยไป๋หลานเพื่อยืนยันคำตอบจากปากนางว่าสตรีอีกฝ่ายมิได้พูดโป้ปดเพื่อเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ผู้อื่น หลี่หลวนฮวาถลนตาแทบหลุดออกจากเบ้าคล้ายว่าหากนางหลุดปากพูดหรือมิยอมเออออขานรับตามจะโดนดีไม่ใช่น้อย หนำซ้ำสาวรับใช้คนสนิททั้งสองคนที่รั้งรัดแขนนุ่มนิ่มอยู่นั้นก็กดนิ้วบีบจนปวดรวดร้าวไปถึงข้อกระดูก ทำให้กุ้ยไป๋หลานไร้หนทางเลือกจึงต้องพยักหน้าด้วยความจำใจอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ "เจ้าค่ะ จริงเจ้าค่ะ" "เห็นหรือไม่เล่าเจ้าคะคุณชายว่านางทำตัวเป็นขี้ขโมยเช่นข้าว่าเสียจริง ให้ข้าลงโทษนางเถิดเจ้าค่ะ นางจะได้ไม่กล้าไปทำนิสัยเยี่ยงนี้กับผู้อื่นอีก" "หาได้ต้องรบกวนแม่นางไม่ บ้านเมืองมีกฎหมายหากนางกระทำเยี่ยงที่แม่นางว่าจริง ข้าในฐานะราชการแผ่นดินก็จะขออาสารับเรื่องเอาไว้แล้วไตร่สวนความจริง ลงโทษนางอย่างสาสมเอง แม่นางคลายกังวลได้" "แต่..." "แม่นางมีสิ่งใดอีกหรือ?" "ปะ...เปล่าเจ้าค่ะ" ท้ายสุดในวันนั้นคุณหนูหลี่หลวนฮวาก็ต้องจำยอมปล่อยกุ้ยไป๋หลานไปด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ แม่ทัพเล่อหยางหลงติดตามพวกเขาทั้งสองคนมาจนกระทั่งถึงบ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่นางกุ้ยไป๋หลานซึ่งอยู่ท้ายซอยจึงแอบลอบฟังอยู่ห่าง ๆ "เจ็บหรือไม่ แล้วเหตุใดเจ้าต้องยอมให้นางรังแกอยู่ฝ่ายเดียวด้วยเล่า ไยถึงไม่ยอมลุกขึ้นสู้" "คุณชายทราบได้อย่างไรเจ้าคะว่าข้าโดนรังแก" แววตานางสั่นระริกพลางกำชับขันใส่น้ำที่ถืออยู่ในมือแน่น ก่อนจะค่อย ๆ หย่อนสะโพกลงนั่งบนฟูกเก้าอี้ไม้ข้าง ๆ บุรุษรูปงามจิตใจดีผู้นี้โดยรักษาระยะห่างเว้นไว้แต่พอสมควรมิให้ดูใกล้ชิดสนิทสนมกันเกินงาม แต่มันกลับไปกระตุกต่อมความประสาทของคนที่ลอบดูอยู่เยี่ยงแม่ทัพเล่อหยางหลงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว “ข้ามองของข้ามาร่วมเดือน ๆ ทำได้เพียงลอบคอยดูนางอยู่ตามกิ่งไม้พุ่มไม้เท่านั้น แต่ไอ้ชาติชั่วนั่นทำดีด้วยไม่ถึงครึ่งเค่อแต่กลับได้เข้ามานั่งในชานเรือนข้างกายนางเสียแล้ว ชอบลักกินขโมยกินของผู้อื่นเหมือนมารดามันมิมีผิด เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ” บุรุษกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความคับแค้นใจไม่หายที่จู่ ๆ ก็ดันโดนชุบมือเปิบจากคนที่เกลียดชังเข้ากระดูกดำเช่นนั้น “แล้วเหตุใดแม่นางจึงได้คิดว่าข้าจะมองไม่ออกเล่าว่าสตรีผู้นั้นโป้ปดเอาความดีเข้าตัว เอาความชั่วให้ผู้อื่น และแค่ข้ามองตาเจ้าก็รู้ว่าเจ้าหาใช่คนเยี่ยงที่นางกล่าวไม่” น้ำเสียงและแววตาที่เล่อเยี่ยนเฉินใช้จ้องมองใบหน้างดงามของกุ้ยไป๋หลานมันช่างหวานเชื่อมประหนึ่งดุจดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า “จะ…เจ้าค่ะ” นางหลบหลีกสายตาหลุบลงมองต่ำคล้ายกำลังขัดเขิน “น้ำเจ้าค่ะคุณชาย ข้าต้องขอบคุณคุณชายมากนะเจ้าคะที่เข้ามาช่วยข้าไว้ มิเช่นนั้น...ข้าก็ไม่รู้ชะตากรรมตัวเองเหมือนกันเจ้าค่ะว่าข้าจะเป็นเช่นใด” “เจ้า…” “ข้าไป๋หลานเจ้าค่ะ” “ส่วนข้านามว่าเยี่ยนเฉิน ยินดียิ่งนักที่ได้รู้จักแม่นางไป๋หลานสตรีที่งดงามราวกับนางในฝันของข้าถึงเพียงนี้” เขามิอาจทนดูไหว ในใจมันร้อนรนอยากเข้าไปกระชากอาภรณ์แล้วต่อยหน้าไอ้บุรุษชาติชั่วสักหมัดสองหมัดให้หายแค้นเคืองใจโทษฐานที่กล้ามายุ่งรุ่มร่ามแทะโลมสตรีในใจดวงใจของเขาผ่านสายตาสกปรกคู่นั้นจึงคว้าก้อนหินขนาดพอดีมือหนึ่งลูก แล้วเพ่งสายตาเล็งไปที่หน้าผากของเล่อเยี่ยนเฉินก่อนจะออกแรงปา ปั๊ก! “โอ๊ย!” แน่นอนว่าที่ผ่านมาชื่อเสียงเรียงนามถึงความแม่นยำในการยิงธนูของแม่ทัพเล่อหยางหลงเป็นเลิศและเก่งกาจมิเคยเป็นสองรองผู้ใด ฉะนั้นระยะทางอันใกล้ถึงเพียงนี้แม้นไม่ได้ตั้งใจเพ่งสายตาก็สามารถปาโดนเป้าที่ต้องการอย่างง่ายดายราวกับป้อนกล้วยเข้าปากช้าง “เป็นอันใดหรือเจ้าคะ” “ผู้ใดอยู่ทางนั้น!!” เลือดสีแดงสดไหลโชกอาบรินรดใบหน้าของเล่อเยี่ยนเฉิน ทว่ากว่าเขาจะไหวตัวผู้ก่อการร้ายก็ชิ่งหนีไปเสียก่อนแล้ว โดยหารู้เลยไม่ว่าความสะใจของเขาเมื่อครู่ที่ทำลงไปเพราะรู้สึกแค้นเคืองดันกลายเป็นชนวนเล็ก ๆ ที่ทำให้ทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกันจนเกิดเป็นต้นรักต้นน้อย ๆ กำลังก่อตัวขึ้นกลางใจ กลับมายังปัจจุบัน “ครานั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นข้าหาใช่มันที่เอาคืนคุณหนูหลี่หลวนฮวาสตรีน่ารังเกียจขี้ริ้วขี้เหร่นั่นให้เจ้าอย่างสาสมด้วยการส่งคนไปดักข่มขู่แล้วตบตีสั่งสอนจนปากนางอ้าไม่ออกเสียหลายวัน เจ้าเคยเห็นความดีของข้าบ้างหรือไม่! เหอะ คำตอบก็คงจะไม่ เพราะเจ้ามันตาต่ำ เป็นพวกจิตวิปริตวิปลาส สิ้นคิดหลงใหลไอ้บุรุษที่หาได้มีรูปโฉมหล่อเหลาเยี่ยงข้าจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างไรเล่า” นึกถึงเรื่องราวเมื่อคราวก่อน แม่ทัพเล่อหยางหลงก็ยังอดรู้สึกเจ็บใจไม่หาย เขาตามเฝ้า ตามคอยดูแลแม่นางอยู่ห่าง ๆ ร่วมแรมเดือน แต่เยี่ยนเฉินเพียงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางเพียงน้อยนิดกลับเป็นผู้ที่ได้ครอบครองบุปผางามดอกนี้ เหตุใดโลกถึงลำเอียงเยี่ยงนี้เล่า! หรือคนบนฟากนั้นตาถั่วกัน มองไม่ออกอย่างไรว่าสตรีงดงามเช่นแม่นางกุ้ยไป๋หลานเหมาะสมกับบุรุษหล่อเหลาปานเทพบุตรเช่นเขามากกว่าไอ้หมอนั่นที่มีหน้าตาน่าเกลียดยิ่งกว่าเล็บขบสุนัขเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







