LOGINหากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาสูงโปร่งแลดูมีสง่าราศรีและความน่าเกรงขามหวาดสะพรึงอยู่รอบ ๆ กาย รวมถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าบุรุษผู้นี้หาใช่ชาวบ้านธรรมดาไม่ มิเป็นขุนนางข้าราชการในเมืองหลวง ก็คงเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยเป็นแน่
เล่อหยางหลงยิ้มเจื่อน ๆ ยกฝ่ามือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ ลอบถามคำถามโง่ ๆ กับตนเองในใจว่า ‘แล้วคนปกติเขากินบ๊ะจ่างกันครั้งละกี่ลูกกันหรือ? ไยท่านยายผู้นี้ถึงได้คิดว่าเขาต้องเอาไปเลี้ยงในงานมงคลด้วยเล่า เพราะเมื่อครู่เขาเห็นบ๊ะจ่างลูกที่แม่นางกุ้ยไป๋หลานถือไปลูกเล็กเพียงนิดเดียว เทียบมิติดกับกำปั้นเขาด้วยซ้ำ สั่งแค่สิบยี่สิบลูกก็ยังมิรู้เลยว่าจะตกถึงครึ่งท้องเขาหรือไม่' “ขอรับ” เขาเออออตามไป เพราะสนทนากับท่านยายผู้นี้เพียงชั่วครู่ ทว่าหันกลับไปอีกทีแม่นางกุ้ยไป๋หลานที่เดินเลือกจับจ่ายซื้อของอยู่เมื่อครู่กลับหายไปเสียแล้ว “ทั้งหมดเท่าใดขอรับ” “บ๊ะจ่างลูกละ 5 อีแปะ 10 ลูก ก็10 อีแปะจ้ะคุณชาย” “เอ่อ…” เล่อหยางหลงล้วงถุงแดงที่ใส่เบี้ยออกมา “หากมิลำบากจนเกินไป ข้าวานท่านยายอีกเรื่องได้หรือไม่ขอรับ” “เรื่องอันใดหรือเจ้าคะคุณชาย” “ท่านยายจำแม่นางไป๋หลานที่มาซื้อบ๊ะจ่างร้านท่านยายเป็นประจำได้หรือไม่ขอรับ” เขาโน้มหน้าลงไปกระซิบกระซาบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาให้รับรู้กันเพียงสองคน “ไยยายจะจำแม่หนูผู้นั้นมิได้เล่า นางน่ะมาซื้อบ๊ะจ่างร้านยายเป็นประจำทุกวันตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อย จนตอนนี้เติบใหญ่คงถึงเวลาใกล้จะออกเรือนเต็มทีแล้วกระมัง งดงามถึงเพียงนั้นยายมั่นใจว่าต้องมีบุรุษล้อมหน้าล้อมหลังหมายตาหัวกระไดไม่แห้งเป็นแน่ แต่ดูท่านางมิได้สนใจผู้ใด มุ่งหน้าทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างขยันขันแข็ง หากใครได้นางไปเป็นภรรยานับว่าโชคดียิ่งนัก” ท่านยายรัก เมตตา และเอ็นดูกุ้ยไป๋หลานเสมือนหลานสาวแท้ ๆ อีกคนหนึ่ง เหตุใดจู่ ๆ เขาจึงได้มีความรู้สึกอยากเป็นบุรษผู้โชคดีที่ท่านยายพูดถึงเพียงนี้กันเล่า “ขอรับ เอ่อ นับจากนี้หากแม่นางไป๋หลานมาซื้อบ๊ะจ่างร้านท่านยาย ท่านยายช่วยแถมให้นางอีกลูก สองลูกจะได้หรือไม่ขอรับ ข้าจ่ายเป็นเงินหนึ่งตำลึงทอง” พูดจบเขาก็ควักตัวเบี้ยออกมาจากถุงแดงแล้วยัดเยียดใส่มือเหี่ยวย่นของท่านยายคล้ายกับเป็นการบังคับกลาย ๆ “ได้จ้ะได้” แน่นอนนางคงไม่โง่ที่จะปฏิเสธเงินจำนวนมากมายถึงเพียงนั้นที่ต่อให้นางนั่งหลงขดหลังแข็งกวนขนมมาขายในตลาดที่บางวันแดดร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลโชกอาภรณ์ตัวเก่า ๆ เปียกชุ่มเหม็นกลิ่นเหงื่อไคล หรือบางวันฝนก็เทลงมาวิ่งหลบหนีกันเหนื่อยหอบก็ยังมิได้ครึ่ง “ช่างเป็นวาสนาของยายยิ่งนักที่ได้เจอลูกค้าใจบุญเยี่ยงคุณชาย จะว่าไปหากยายมองไม่ผิดคุณชายคงจะต้องตาแม่นางไป๋หลานเข้าแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้ยอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งตำลึงทองเพื่อให้ยายแถมบ๊ะจ่างให้นางทุกวันเช่นนี้” “ขอรับ” เขาพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “แต่ท่านยายห้ามบอกนางเป็นอันขาดนะขอรับว่าท่านยายรับเงินจากข้าเพื่อแถมบ๊ะจ่างให้นางทุกวัน ข้าเกรงว่านางจะมิชอบใจจนพาลรังเกียจรังงอนมิยินยอมรับน้ำใจจากข้า” “ได้จ้ะ ถ้าเช่นนั้นยายก็ขอให้คุณชายเกี้ยวนางสำเร็จไว ๆ นะเจ้าคะ” “ขอบคุณขอรับท่านยาย” เมื่อเจรจากันเสร็จ เล่อหยางหลงก็ตามแม่นางกุ้ยไป๋หลานกลับไปที่บ้านหลังเล็ก ๆ ของนางซึ่งอยู่เกือบท้ายซอย เขาทำเช่นนี้วนลูปอยู่พักใหญ่ ๆ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ก็มิเคยมีความกล้ามากเพียงพอที่จะเข้าไปทักทาย สนทนาหรือเริ่มต้นทำความรู้จักกับนางในฐานะสหายแล้วค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์เกี้ยวนางมาเป็นสตรีคนรักของตน จึงได้แต่เพียงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ผู้เดียวมิเคยเปิดเผยให้ผู้ใดรับรู้แม้กระทั่ง จินเกอ จินเฉอสหายคนสนิทข้างกาย อยู่มาวันหนึ่ง “โอ๊ะ ขอโทษเจ้าค่ะ” “เดินประสาอะไรของเจ้าแม่นางไป๋หลาน ตาบอดหรืออย่างไรจนมองไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่ตรงนี้ หากข้าวของข้าเสียหายขึ้นมา สารรูปเช่นเจ้าจะมีปัญญารับผิดชอบหรือไม่” สตรีอีกผู้ที่สวมใส่อาภรณ์สีม่วงใหม่เอี่ยมแผดเสียงดังขึ้นมาด้วยไม่พอใจ “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ เจ้าค่ะ แม่นางได้โปรดอย่าถือโทษโกรธข้าเลยนะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานในตอนนั้นเป็นเพียงหญิงสาวทั่วไปที่ต้องตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพเอาตัวรอดหลังจากบิดามารดาเสียชีวิต นางก็หาได้มีญาติคนใดอีกไม่ จึงอาศัยความรู้อันน้อยนิดที่ตนมีในการเย็บปักถักร้อย เปิดร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ที่พอมีคนรู้จักอยู่บ้างประปราย ฉะนั้นสถานะขอนางก็มิได้ต่างอันใดจากชาวบ้านผู้ต่ำต้อยจึงมักโดนรังแก กลั่นแกล้งบ่อยครั้งจากสตรีที่อิจฉาริษยาในความงามพร้อมของนาง โดยเฉพาะ แม่นางหลี่หลวนฮวา บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของโรงเตี้ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ “ขอโทษเช่นนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาภรณ์ที่ข้าสวมใส่อยู่นี้มีมูลค่ามากเพียงใด ต่อให้เจ้าลำบากตรากตรำนั่งเย็บผ้าจนมือแตกก็หาได้ครึ่งที่จะสามารถชดใช้ความเสียให้ข้าได้ไม่” หลี่หลวนฮวาจ้องมองแม่นางไป๋หลานอย่างคาดโทษ หมายจะเอาเรื่องเอาราวกับางเสียให้ได้ แม้นความจริงแล้วเมื่อครู่ตนจะเป็นฝ่ายตั้งใจเดินเบียดเข้าไปให้อีกฝ่ายชนเพื่อสร้างสถานการณ์กลั่นแกล้งนางด้วยตนเองก็ตาม “ข้าขอโทษจริง ๆ เจ้าค่ะ” “ข้าจะไม่ถือสาเอาความสตรีน่าสมเพชเช่นเจ้าก็ได้” ได้ยินเช่นนี้กุ้ยไป๋หลานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเป็นกอง เพราะอย่างที่คุณหนูหลี่หลวนฮวาผู้นี้พูดเมื่อครู่ก็จริงต่อให้นางนั่งเย็บผ้าจนมือแตกหรือจะสามารถชดใช้ความเสียหายรับผิดชอบอาภรณ์ผืนงามที่มีมูลค่าสูงถึงเพียงนี้ได้จึงคลี่ยิ้มบาง ๆ เป็นการกล่าวขอบคุณ “แต่เจ้าจะต้องกราบเท้าขอขมาข้า วิงวอน ขอร้องให้ข้าอภัยและยอมยกโทษให้เจ้า หาไม่ข้าจะให้นางสองคนนี้ลากเจ้าไปตบหลังร้านเครื่องหอมนี่จนเจ้ามิกล้าเสนอหน้าไปพบผู้ใดได้อีกร่วมแรมเดือน” “…” หลี่หลวนฮวายกแขนเรียวบางขึ้นมากอดแนบชิดอก ก่อนจะชำเลืองมองแม่นางกุ้ยไป๋หลานผู้อ่อนแอจนดูน่าสมเพชด้วยสายตาเหยียดหยาม จะมองอย่างไรนางสตรีต่ำต้อย ยากจนผู้นี้ก็หาได้มีอันใดเทียบเท่าหรือได้ครึ่งนางสักอย่าง แล้วเหตุใดบุรุษที่นางหมายตาต้องใจอยากตบแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินของเขาถึงได้กล้าปฏิเสธนางที่เป็นถึงบุตรสาวเจ้าของโรงเตี้ยมหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแล้วไปชอบพอ เกี้ยวหล่อนกันเล่า!! ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแค้นใจนัก ตั้งแต่เล็กกระทั่งเติบใหญ่ มิมีอันใดที่หลี่หลวนฮวาผู้นี้ปรารถนาแล้วไม่ได้ แต่เพราะนาง เพราะนางเพียงผู้เดียวที่ทำให้บุรุษกล้าหักหน้านางต่อหน้าสหายของนางให้พวกเขาหัวเราะเยาะว่าคุณหนูหลี่หลวนฮวาพ่ายแก่สตรีต่ำตมกุ้ยไป๋หลาน “ว่าอย่างไรเล่าแม่นางไป๋หลาน ไม่ได้ยินที่คุณหนูของข้าสั่งหรือว่าให้เจ้าก้มลงกราบเท้าแล้วอ้อนวอนขอความเมตตาให้คุณหนูข้ายกโทษให้” สาวรับใช้ข้างกายเสนอหน้าออกมาช่างเข้าสำนวน นายว่าขี้ข้าพลอย เสียจริง “ลากนางไปตบหลังร้านเครื่องหอมเลยดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู นางจะได้หลาบจำว่านับแต่นี้ควรปฏิบัติเยี่ยงไรต่อคุณหนูหลี่หลวนฮวาสตรีผู้สูงศักดิ์” สาวรับใช้อีกคนหนึ่งก็มิยอมความ ประจบสอพลอเลียแข้งเลียขาเจ้านายตนเต็มที่ “อย่าทำข้าเลยนะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลาน มิมีทางเลือกจึงจำยอมทรุดตัวคุกเข่าลงเพื่อความอยู่รอด เพราะคุณหนูหลี่หลวนฮวาผู้นี้เป็นถึงบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเถ้าแก่โรงเตี้ยมที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากในเมืองนี้ มีสิ่งใดที่นางพึงปรารถนาแล้วมิได้บ้าง ย่อมยาก แล้วหากดันไปทำให้แม่นางเคืองแค้นเข้า ชีวิตคงมิสงบสุขหรือถึงขั้นอาจต้องหนีซุกหัวซุนออกไปจากเมืองเป็นแน่แท้ "มือไม้ของเจ้าแข็งยิ่งนัก ไยถึงยังวางราบอยู่บนหน้าขามิยอมยกขึ้นมาพนมไหว้ขอร้องอ้อนวอนข้าสวย ๆ เล่า" คุณหนูหลี่หลวนฮวาเบะริมฝีปากคว่ำ พร้อมทั้งเหยียดขาเรียวยาวออกไปวางด้านหน้ากุ้ยไป๋หลานแล้วกระทืบเท้าบนพื้นกระแทกใส่หน้านางสองสามครั้ง "เจ้าค่ะ" "กราบเท้าข้า กราบ!!!" นางตะเบ็งเสียงดังจนลำคอระหงเผยให้เห็นเส้นเลือดผุดขึ้นมา "หรือเจ้าอยากมีปัญหากับข้า ไอ้อีผู้ใดที่มันทำให้ข้ามิพึงพอใจเจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าจุดจบของมันเป็นเช่นใด" "..." กุ้ยไป๋หลานทราบดีว่านั่นหาใช่เพียงแค่คำขู่ลอย ๆ ไม่ นางอาศัยอยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่อายุสิบขวบกระทั่งบัดนี้ระยะเวลาร่วมเจ็ดแปดเก้าปี สตรีนางใดที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งและสยบต่อคุณหนูหลี่ผู้นั้น จบไม่สวยสักราย...บ้างก็โดนเล่นงานจนมิกล้าออกมาใช้ชีวิตเป็นเดือน ๆ บ้างก็นอนพักฟื้นรักษาบาดแผลอยู่นานกว่าจะหายเป็นปกติ บ้างก็ต้องเร่รอนออกไปจากหมู่บ้านเพราะมิอาจทนทานต่อความร้ายกาจของนางได้ กุ้ยไป๋หลานในตอนนั้นมิใคร่อยากมีปัญหากับผู้ใดโดนเฉพาะกับบุตรสาวเจ้าของโรงเตี๊ยมเยี่ยงแม่นางหลี่หลวนฮวาจึงพนมมือแล้วก้มลงกราบให้มันจบสิ้นไป เพราะมองโลกเช่นสตรีโลกสวยว่าอีกฝ่ายจะยินยอมเลิกราอย่างปากว่าเมื่อครู่จริง ๆ โดยหารู้เลยไม่ว่าต่อให้ตนจะทำหรือไม่ทำ ท้ายสุดแล้วก็ต้องโดนกลั่นแกล้ง ตบสั่งสอนเพื่อความสะใจอยู่ดีเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







