LOGIN"..." สองสาวใช้หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก พวกนางนิ่งเงียบมิยอมปริปากพูดเพียงลอบสบตากันเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นใดดี ถ้าพูดความจริงออกไปก็ย่อมกลายเป็นศัตรูของซือเหย่สตรีที่วางอำนาจบาตรใหญ่คับจวนซึ่งทุกคนรวมถึงตัวพวกนางเองต่างทราบดีว่าหากผู้ใดที่ทำให้อีกฝ่ายมิพึงพอใจเข้าจะโดนตามรังควานและมีจุดจบไม่สวยนัก แต่หากท่านให้การเท็จ ขานรับเรื่องโป้ปดเหล่านั้นแล้วท่านแม่ทัพจับได้เล่ามิน่าหวาดกลัวกว่าหรือ
พวกนางหาได้อยากโดนตัดลิ้นจนกลายเป็นใบ้หรือจับไข้หัวโกร๋น เสียสติไปเหมือนคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาไม่ "ว่าอย่างไรเล่า! จะอ้ำอึ้งอีกนานหรือไม่" ซือเหย่กดเสียงทุ้มต่ำ ขบเขี้ยวขบฟันบดเบียดเสียดสีกันจนดังกรอดเล็ดลอดออกมาแฝงรอยบีบบังคับอยู่ในที หากท่านเขาคิดไม่หลับหูหลับตาหมายมั่นจะหาเรื่องหาราวกุ้ยไป๋หลานให้จนได้ก็คงพอเข้าใจว่าคนของตนกำลังข่มขู่บีบบังคับสาวใช้สองนางนั้นโป้ปดเป็นพรรคเป็นพวกตน แต่อย่างไร! นั่นมันสิทธิของเขา "เอ่อ...คะ...คือ" "พวกนางเห็นทีท่าของไป๋หลานเมื่อครู่แล้วคงหวาดกลัวกระมังเจ้าคะท่านพี่หยาง ข้ามิแปลกใจหากพวกนางจะรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกถึงเพียงนี้ ดูเถิด ขนาดข้าที่ท่านพี่เป็นฝ่ายไหว้วานให้คอยจับตาดูนาง ข้าที่ถือว่าเป็นคนของท่านพี่โดยแท้ นางยังหาญกล้ามิมีทีท่ายำเกรงเลยสักนิดราวกับดูถูกดูหมิ่น หยามเกียรติท่านพี่หยางด้วย แล้วพวกนางเล่า พวกนางเป็นเพียงสตรีสองคนพี่น้องอาศัยอยู่กับมารดาแก่ชราเต็มทีแล้ว มิมีผู้ใดคอยช่วยเหลือปกป้องคุ้มกะลาหัวจะเหลือรอดหรือ" ซือเหย่แสร้งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ผละตัวออกจากบุรุษร่างแกร่งแล้วค่อย ๆ หย่อนเรือนร่างลงตรงหน้าสตรีสาวรับใช้จากนั้นจึงเหยียดแขนเรียวบางยื่นมือออกไปวางทาบลงบนไหล่มน ก่อนจะบีบกดจิกเล็บอย่างแรง "..." "ข้าเข้าใจหัวอกของพวกเจ้าอย่างถ่องแท้ แต่เจ้าหาได้ต้องหวาดกลัวสตรีผู้นี้ไม่ นางก็เป็นขี้ข้าน่าสมเพชที่ถือดี เหิมเกริมเพียงเท่านั้น จงวางใจเถิดว่าต่อให้เจ้าพูดความจริงออกมานางก็จะไม่สามารถทำอันตราย ทำร้ายเจ้าได้เป็นแน่ ข้ารับรอง" ซือเหย่กดเล็บลงไปไหล่ลาดมนพลางถลนตาเพ่งมองบีบบังคับให้พวกนางปริปากพูดโดยไว "จะ...เจ้าค่ะ จริงอย่างที่ซือเหย่พูดทุกประการเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ" ท้ายสุดพวกนางก็ไม่อาจทนต่อแรงกดดันจากความน่าหวาดกลัวของสตรีคนสนิทท่านแม่ทัพหยางหลงไหว จึงตัดสินใจโป้ปดออกไปเพื่อเอาตัวรอด "เห็นหรือไม่เจ้าคะ พยานข้าก็มีว่าสตรีไม่เจียมตัวผู้นี้ร้ายกาจถึงเพียงใด กล้าทำร้ายร่างกายต่อกรกับข้า นั่นมิเท่ากับนางต้องการประกาศศึก เหยียบหน้าท่านพี่ด้วยหรอกหรือเจ้าคะ" ซือเหย่ในตอนนี้แทบเรียกได้เต็มปากว่านางกำลังถือไพ่เหนือกว่ากุ้ยไป๋หลานทุกทาง ไม่ว่าจะปฏิเสธค้านหัวชนฝา ยืนกรานเด็ดเดี่ยวอย่างไร หลักฐานชิ้นเด็ดและคำให้การณ์จากสองสาวใช้ก็ดันมัดตัวนางไว้จนดิ้นไม่หลุดอยู่ดี คนแบบแม่นางซือเหย่ผู้นี้มีอยู่ทุกยุคสมัยเสียจริง! "พวกเจ้าทั้งสองกลับไปทำหน้าที่ของเจ้าได้แล้ว!" เขาหัวเสีย หงุดหงิดไม่น้อย เมื่อครู่เขาคิดไว้ว่าจะเอนกายหลับสักงีบหลังจากคัดอักษรตรวจตรางานราชการบ้านเมืองมาร่วมครึ่งค่อนคืนแล้วแท้ ๆ ทว่าดันได้ยินเสียงซือเหย่เอะอะโวยวายจนแสบแก้วหูรบกวนเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดของเขาเสียจนข่มตาไม่ลง "เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ" "ส่วนเจ้า!! แม่นางไป๋หลาน ตามข้ามา" ... ปั้ง!!! ฝ่ามือหนักทุบลงบนโต๊ะตรวจตรางานราชการบ้านเมืองอย่างแรงจนเสียงดังสนั่นทำให้คนที่ยืนก้มหน้าอย่างไม่ทันระวังตัวเช่นไป๋หลานสะดุ้งโยนเป็นครั้งที่สี่ครั้งที่ห้าของครึ่งค่อนวัน "เจ้านี่มันเหลือทนเสียจริงนางสตรีอวดดี!" แววตาฉุนเฉียวที่แม่ทัพเล่อหยางหลงเพ่งมองไปยังเรือนร่างบอบบางที่ยืนก้มหน้าสงบนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเต็มไปด้วยจิตสังหาร "มีสิ่งใดจะอธิบายหรือหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองหรือไม่ ก่อนที่ข้าจะตัดสินโทษเจ้าโทษฐานที่ทำให้จวนสงบสุขของข้าวุ่นวายถึงเพียงนี้" ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะสลับไปมาทั้งนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางพร้อมทั้งเหลือบตามองปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาของกุ้ยไป๋หลานไปพลาง ๆ คล้ายกับเป็นการสื่อความหมายโดยนัยน์ว่าเขากำลังนับถอยหลังรีรอคำตอบจากปากนางอยู่ "ว่าอย่างไรเล่า!!!" ฝ่ามือหนักทุบโต๊ะอีกรอบ มิเคยมีสตรีนางใดหรือผู้ใดทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเพราะทีท่าสงบนิ่งในยามวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานเสี่ยงความเป็นความตายเช่นกุ้ยไป๋หลานมาก่อน นางช่างกล้านัก! "จะให้ข้าอธิบายอันใดเล่าเจ้าคะ ในเมื่อต่อให้สิ่งที่ข้าพูดออกไปมันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม อย่างไรท่านที่มีอคติและต้องการหาหนทางกลั่นแกล้งข้าให้รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจทนทุกข์ทรมานไร้สุขอยู่ในจวนหลังนี้ก็คงเลือกเชื่อแม่นางซือเหย่ผู้นั้นอยู่ดี" กุ้ยไป๋หลานตอบกลับด้วยน้ำเสียงสีหน้าราบเรียบ แววตาของนางมั่นคงจ้องมองไปยังท่านแม่ทัพเล่อหยางหลงตรง ๆ โดยหาได้มีความหวาดกลัวสั่นระริกเลยสักนิดไม่ "เจ้า!!!! เจ้าหาว่าข้ามิมีความยุติธรรม ตัดสินไต่สวนโทษตามความชื่นชอบและความรู้สึกส่วนตัวเช่นนั้นหรือ" บุรุษขบกรามเข้าหากันจนเป็นสันนูนลอยเด่นปรากฏขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สตรีผู้นี้ไยถึงได้ยโสโอหังนัก นางกล้าดีอย่างไรพูดจายอกย้อนเถียงคำเขาไม่ตกฟาก ซ้ำร้ายในดวงตากลมโตดุจไข่ห่านนั้นแลดูมิมีแววยำเกรงหวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย สตรีนามว่ากุ้ยไป๋หลาน ผู้นี้เสียใจ สิ้นหวังที่โดนพรากจากอ้อมอกสามีในคืนวันแต่งงานจนเสียสติไปแล้วจริง ๆ หรือ เหตุใดทั้งอุปลักษณ์นิสัยและบุคลิกท่าทางถึงได้แตกต่างจากยามที่อยู่ในจวนตระกูลเล่อโดยสิ้นเชิง แม้เขาอาจไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรต่อนาง เฮ้อ! ไม่สิ เขาไม่เคยทำตัวเป็นมิตรกับผู้ใดเลยสักคน รอบกายรายล้อมไปด้วยศัตรูและผู้ที่ชังน้ำหน้ารังเกียจในความใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์มนาของเขา...ทว่าถึงเช่นไรด้วยแววตาอันเฉียบคมก็สามารถมองขาด พิจารณาทราบได้ทันทีเลยว่าแม่นางกุ้ยไป๋หลาน คนรักของไอ้ชาติชั่วนั่นไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกยิ่งนัก ต่อให้โดนแม่สามีอี้หนิงเหอสตรีใจโฉดกลั่นแกล้งอย่างไร นางก็ทำเพียงก้มหน้าน้อมรับมิเคยคิดโต้ตอบกลับไปเลยสักครา หนำซ้ำจะมีสตรีฉลาดนางใดหรือยินยอมรับน้ำชาจากคนที่เคยกลั่นแกล้งรังแก มุ่งร้ายหมายให้นางสูญหายไปให้พ้นหูพ้นตาจากจวนตระกูลเล่อ อย่าง 'หลินฟางเหมย' ศัตรูหัวใจหมายเลขหนึ่ง โดยไม่รู้สึกระแคะระคาย ระวังตัวเลยสักนิด เพราะความโง่เขลา มองโลกในแง่ดีจนเกินไปอย่างไรเล่านางจึงต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเวทนาเช่นนี้ รวมถึงครั้งอื่น ๆ เขาเคยพบปะนางอยู่บ้างประปรายเมื่อคราวต้องจำใจก้าวขาเข้าไปเหยียบในจวนอัปมงคลหลังนั้น นางแทบหดตัวเหลือนิ้วครึ่ง ก้มหน้างุด มิกล้ากระทั่งเงยหน้าขึ้นมาสบสายตา แม้ในยามพูดจาสนทนายังตัวสั่นงันงก เสียงตะกุกตะกักทำราวกับเขาเป็นไอ้พวกโจรปล้นราคะเสียกระมังเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







