LOGINแล้วเหตุใด เหตุใดกุ้ยไป๋หลานซึ่งกำลังยืนเถียงคำไม่ตกฟากอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้กลับไม่เหมือนกุ้ยไป๋หลานคนเดิมเล่า? นางเพ่งสายตามั่นคงจ้องมองมาทางเขาโดยไม่คิดหลบหลีก หนำซ้ำคำพูดคำจานั้นไซร้ช่างเฉียบคมแฝงรอยเหน็บแนมลึกซึ้งคล้ายกับคนที่รู้หนังสือ อ่านตำราในหออักษรมาพอสมควร
เนื้อแท้แล้วนางเป็นคนเช่นใดกันแน่? "ถ้าหากมันไม่เป็นความจริงอย่างที่ข้าว่า ข้าก็ขอให้ท่านแม่ทัพได้โปรดพิจารณาไต่สวนโทษตามความถูกต้องด้วยเถิดเจ้าค่ะ" กุ้ยไป๋หลานลอบอมยิ้มเล็กน้อยอย่างนึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่นางได้รับกลับมาจากเล่อหยางหลง ไม่เสียแรงในระหว่างเดินที่นางทำอืดอาดเชื่องช้าประวิงเวลาเพื่อใช้สมองอันชาญฉลาดขบคิดแผนการกลวิธีเอาตัวรอดจากบุรุษไร้เหตุผลผู้นี้ ซึ่งดูท่าตอนนี้ขาของนางก้าวเหยียบคำว่า 'สำเร็จ!' ไปเกือบครึ่งค่อนตัวแล้ว จริงอยู่ที่ "เล่อหยางหลง" นั้นขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจ โหดเหี้ยมอำมหิต เหนือกว่าผู้ใดในแผ่นดิน แม้นโจรปล้นราคะยังคงต้องยอมสยบแทบเท้ากราบไหว้นับถือเขาว่าเป็นปรมาจารย์ด้านความชั่วช้าสามานย์ แต่จะสู้นางที่เคยถือเล่มนิยายซึ่งเขียนบันทึกเรื่องราวอุปลักษณ์นิสัยใจคอ ตีแผ่จุดแข็ง จุดอ่อนของเขาจวบจนจะจบบริบูรณ์ได้อย่างไรเล่า? ถึงแม้นนางยังอ่านไม่ถึงครึ่งเรื่องก็เถอะ ทว่า! ก็พอเดาทางจับต้นชนปลายได้ เผลอ ๆ เขาน่ะเด่นกว่าบทพระเอกที่เล่อเยี่ยนเฉินได้รับอีกต่างหาก "แล้วเหตุใดข้าต้องฟังเจ้าด้วยเล่า? เหอะ" แม่ทัพใหญ่เล่อหยางหลงนึกขัน ก่อนจะยกสองขาขึ้นมาวางพาดบนโต๊ะแล้วใช้สายตาเจ้าเล่ห์ยียวนกวนประสาทจ้องมองสตรีร่างบางอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า "กุ้ยไป๋หลานเอ๋ย เจ้าใช้มันสมองส่วนใดคิดหรือถึงได้กล้าพูดจาต่อรองกับข้า อ้อ! ข้าลืมไป เจ้ามันสตรีไม่มีสมอง!" ไยบุรุษตัวร้ายในนิยายจีนโบราณต้องฝีปากจัดจ้านเช่นสตรีถึงเพียงนี้กัน! "เถียงไม่ออกใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าพูดหาใช่เรื่องจริง เพราะหากเจ้ามิโง่เขลาเบาปัญญา ใช้มันสมองอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในหัวของเจ้าขบคิดสักนิดก่อนจะยินยอมดื่มน้ำชาจากศัตรู" ข้อเท็จจริงนี้หมูหวานที่อยู่ในร่างกุ้ยไป๋หลานเองก็เห็นด้วยกับเขาอย่างไม่สามารถคัดค้านหรือกอบกู้ชื่อเสียงนางเอกนิยายเรื่องนี้ได้...หาแปลกใจไม่ไยบุรุษฝีปากจัดจ้านผู้นี้ถึงชอบด่าทอว่านางโง่เขลา ไร้สมอง สิ้นคิดนัก ก็ทั้ง ๆ ที่โดนแม่นางหลินฟางเหนียนว่าที่คู่หมั้นคู่หมายนั่นกลั่นแกล้ง หาหนทางกำจัดนางด้วยกลวิธีสารพัดเพื่อถีบหัวส่งเสี้ยนหนามตำใจออกไปให้พ้นทางรักระหว่างตนและพ่อพระเอกหูเบาอย่างเล่อเยี่ยนเฉินมาโดยตลอด แต่เหตุใดกันนะ เหตุใด! ตอนนั้นนางเสียสติไปจริงอย่างที่เล่อหยางหลงว่าหรือ ยามที่หลินฟางเหนียนยื่นน้ำชาให้พร้อมพูดเพียงประโยคสองประโยค นางเอกผู้แสนดี วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ดันหน้าโง่เชื่อรับมาดื่มจนหมดจอก! นี่เช่นไรล่ะ ผลของความโง่งม แสนดีเกินไปของกุ้ยไป๋หลานเจ้าของร่างนี้! จากกำลังจะได้เป็นฮูหยินเอกแม่ทัพแล้วแท้ ๆ ดันต้องมาตกอยู่ในสภาพสาวรับใช้จวนตัวร้ายเสียอย่างนั้น "เจ้าค่ะ ไป๋หลานคนนี้สำเนียงตัวดีเจ้าค่ะว่าไป๋หลานชั่งโง่เงาสิ้นคิดนัก หาได้มีความรู้อันชาญฉลาดเทียบเท่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เยี่ยงท่านไม่ แต่ข้าก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการไต่สวนโทษในวันนี้ข้าจะได้รับความเที่ยงตรงจากผู้ผดุงความยุติธรรมของบ้านเมืองเช่นท่านนะเจ้าคะ" นางค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้นมาชะม้อยชะม้ายชายตาเหลือบมองท่านตัวร้ายเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอนตัวโน้มลงไปคล้ายท่าสะพานโค้งแล้วเหยียดยืดแขนเรียวบางตวัดขึ้นมาจรดหน้าผากเพื่อประกอบท่าทางให้ดูเล่นใหญ่สมใจเขา "ข้าเชื่อเจ้าค่ะ ว่าคนผู้ใดที่มีสติสัมปัญชัญญะและพรั่งพร้อมด้วยสมองอันชาญฉลาดปราดเปรื่องได้รับการสั่งสอนอบรมปลูกฝังมาเป็นอย่างดีสมฐานะแม่ทัพแห่งแคว้นเช่นทางย่อมต้องพิจารณาตัดสินโทษด้วยการให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายแม้นสตรีผู้นั้นจะเป็นคนที่ตนชังน้ำหน้า มีอคติส่วนตัวใช่หรือไม่เจ้าคะ? เอ๊ะ! หรือว่าท่านมีนิสัยตรงกันข้ามกับผู้มีปัญญาอย่างที่ข้ากล่าวเมื่อครู่" ยิ่งได้เห็นนางลอยหน้าลอยตา ยอกย้อนกวนประสาท ซ้ำร้ายยังหลอกด่าเขาผ่านถ้อยคำพูดจนรู้สึกเจ็บแสบนั่นยิ่งทำให้เล่อหยางรู้สึกเหมือนตนกำลังโดนสตรีไร้เกียรตินางนี้เหยียบหน้า! จากที่เคยเชิดหน้า ชูคออย่างผู้เหนือกว่าด้วยปรามาสกุ้ยไป๋หลานอยู่ในใจว่า โดนเขาส่อเสียดแทงใจดำถึงเพียงนี้แม่นางตัวดีคงยอมสงบปากสงบคำ พร้อมปล่อยบ่อน้ำตาตื้นเขินไหลทะลักอาบสองพวงแก้มเยี่ยงวิสัยสตรีเป็นแน่! ทว่าทุกอย่างกลับผิดคาด นางทำให้เขาหน้าแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี! "เจ้า!!! เจ้ามัน!!!" เล่อหยางหลงชี้หน้าใส่แม่นางกุ้ยไป๋หลานด้วยความรู้สึกเดือดดาลอกแทบระเบิดเต็มที ทว่าเขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าทอให้สตรีไร้ยางอายผู้นี้รู้สึกเจ็บแสบได้แล้วจริง ๆ เขาจนปัญญา! "ข้านามว่าไป๋หลานเจ้าค่ะ หาได้ชื่อว่าเจ้าไม่ เพิ่งสนทนากันไปชั่วครู่ลืมนามสาวรับใช้ผู้ต้อยต่ำคนนี้แล้วหรือเจ้าคะ" "ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า!!!" "หากทำเช่นนั้นจะดีหรือเจ้าคะ ในเมื่อคนของท่านรวมถึงสาวรับใช้ทั้งสองนางนั้นปรักปรำว่าข้ากระทำความผิด รังแกแม่นางซือเหย่ สร้างความวุ่นวายในจวนปั่นป่วนไปหมด หนำซ้ำตอนนี้ท่านก็ยังไม่ได้ตัดสินความพิจารณาบทลงโทษอันสมควรแก่ตัวข้าเลย แล้วข้าจะกล้าออกไปได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ผู้คนมิปรามาสนินทาว่าข้าใช้มารยาร้อยเล่มเกวียนให้ท่านหลงใหลจนมิต้องรับผิดเช่นนั้นหรือ?" กุ้ยไป๋หลานแสร้งตีหน้าเศร้า ใส่เข้าไปไม่ยั้งเรื่อย ๆ เพื่อให้ท่านแม่ทัพผู้นี้นึกรำคาญใจถึงขีดสุดและไม่อยากต่อบทสนทนากระทั่งขับไล่นางออกไปจากห้องจริง ๆ นี่คือกลวิธีเอาตัวรอดของนาง! แน่นอนว่าดูท่าจะใช้ได้ผลดีเยี่ยมกับท่านตัวร้ายผู้นี้เสียด้วย "เจ้า! ข้าเหลืออดเหลือทนกับเจ้าแล้วจริง ๆ กุ้ยไป๋หลาน! ใช้คำพูดคำจากิริยาท่าทางเยี่ยงสตรีชั้นต่ำ ผู้ใดจะหลงใหลในตัวเจ้านักหรือนอกเสียจากบุรุษหน้าโง่นามว่าเล่อเยี่ยนเฉิน" แม่ทัพเล่อหยางหลงรู้สึกอัดอั้นตันใจเป็นอย่างมากแต่มิรู้ว่าควรระบายความรู้สึกเช่นนี้ด้วยวิธีใดถึงจะสาสมแก่ใจ "หนังหน้าเจ้ามันคงหยาบกร้าน หนาเกินกว่าจะรู้สึกรู้สากับคำด่าทอของข้าแล้วกระมัง" กุ้ยไป๋หลานทำหน้าทำท่า เลิกคิ้วแฝงแววสงสัยซุกซ่อนเอาไว้ ก่อนจะยกฝ่ามือบอบบางครั้งสองข้างขึ้นมาสัมผัสใบหน้านวลของตนก่อนจะหลับตาพริ้มราวกับกำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงภวังค์ความฝัน "ท่านแม่ทัพคงเข้าใจผิดแล้วกระมังเจ้าคะ ดูเถิด แก้มข้านุ่มนิ่มถึงเพียงนี้จะหยาบกร้านเยี่ยงคำท่านว่าได้อย่างไรเล่า" "เจ้า! ออกไป!!! ออกไปบัดเดี๋ยวนี้ ออกไปให้พ้นหน้าข้านางสตรีชั่ว ออกไป!!!!" เขาคว้าสิ่งใดที่อยู่ใกล้ตัวได้ก็ปาใส่ร่างนางอย่างไม่บันยะบันยัง "โถ่เว้ย!!!"เขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







