Mag-log in"สวัสดีจ๊ะเว่ยเว่ย บังเอิญจังเลย ไปไหนมาเหรอจ๊ะ แล้วพี่ชายคนนี้คือ???" ไป๋หลิวอี้รีบทักทายด้วยท่าทีสนิทสนม
"ฉันไม่จำเป็นต้องบอกเธอ" เว่ยเว่ยตอบด้วยความรำคาญ ทำไมนะคนที่เะอไม่อยากเจอ ถึงได้เจอกันบ่อยขนาดนี้
"แต่เราเป็นเพื่อนกันนะ" ไป๋หลิวอี้พูดออกมาด้วยท่าทางน่าสงสาร
"ไม่หรอก ฉันไม่เคยเป็นเพื่อนกับเธอ ก็แค่คนเรียนห้องเดียวกันเท่านั้น " เว่ยเว่ยไม่นับคนคนนี้เป็นเพื่อน นอกจากปิงปิงเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
ไป๋หลิวอี้ ที่ได้ยินเว่ยเว่ยพูดแบบนั้นก็ถึงกับตาแดง น้ำตาคลอ เหมือนจะร้องไห้ ซึ่งทำให้คนมองถึงกับสงสาร แต่ไม่ใช่กับเว่ยเว่ย
สำหรับเว่ยเว่ยนั้นคิดว่านั่นคือการแสดงแสดงว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่าทั้งๆที่ถามด้วยความเป็นเพื่อน
"เออ..คือว่า เราไปทำธุระกันมานะครับผมเป็นพี่ชายที่รู้จักกับเว่ยเว่ย" ลู่เฟิงพูดขึ้นเพื่อให้สถานการณ์มันดีขึ้น
"ค่ะยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันไป๋หลิวอี้ค่ะ ไม่ทราบพี่ชายชื่ออะไรคะ" ไป๋หลิวอี้แนะนำตัวด้วยท่าทีเขินอาย
"ผมเจียงลู่เฟิงครับ" ชายหนุ่มบอกชื่อตัวเองออกไป เว่ยเว่ยได้ยินทั้งสองแนะนำตัวกันก็อดรำคาญไม่ไหว จึงเดินออกมาไม่สนใจคนทั้งสองอีก
"เออคุณลู่เฟิง คะอย่าไปโกรธเว่ยเว่ยเลยนะคะที่เธอเดินหนีออกไปแบบนี้ สงสัยเธอจะไม่พอใจฉันนะคะ ที่เข้ามาทักแบบนี้ ปกติแล้วเว่ยเว่ยก็ชอบทำนิสัยแบบนี้อยู่บ่อยๆค่ะเวลาอยู่ที่โรงเรียน ฉันชินแล้วล่ะค่ะ" พร้อมกับทำท่าเอียงอายใส่ลู่เฟิง
"อ้อ..ครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อน" แล้วลู่เฟิงก็วิ่งตามเว่ยเว่ยออกไป ไป๋หลิวอี้ มองตามลู่เฟิง ที่วิ่งออกไปอดเสียดายไม่ได้ เธอยังไม่ได้ทำความรู้จักให้มากกว่านี้เลย ผู้ชายอะไรหน้าตาดีดูท่าทางจะมีฐานะ ไม่น่าจะไปรู้จักกับคนอย่างเว่ยเว่ยได้ สงสัยต้องหาอากาศโอกาสทำความรู้จักบ้างแล้ว
"เว่ยๆคุณจะรีบไปไหนคุณรอผมด้วยสิ" ลู่เฟิงตะโกนถามเว่ยเว่ยพร้อมกับวิ่งตามไปติดๆ
"อ้าว ก็ฉันเห็นคุณคุยกันถูกคอ จะให้ฉันยืนเป็นก้างขวางคอพวกคุณทำไมล่ะ" เธออุตส่าห์เปิดโอกาสให้แล้ว ก็เห็นท่าทางเหมือนจะเข้ากันได้ดี
"ไม่ใช่แบบนั้นนะ เขาแค่ถามเฉยๆเอง" ในเมื่อเธอไม่ตอบเขาก็เลยตอบแทน มันไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
"อ้อ ถามเฉยๆ แต่ฉันไม่ถูกกับหล่อนนะ" เว่ยเว่ยกอดอก แล้วหันมามองลู่เฟิงด้วยสายตาไม่พอใจ
"แต่เขาบอกว่าเขาเป็นเพื่อนกับคุณนี่" หรือว่าเขาได้ยินอะไรผิดไป
"แล้วคุณก็เชื่อ" เว่ยเว่ยถามด้วยความสงสัย
"ฉันบอกว่าไม่ใช่ไง คุณฟังไม่เข้าใจหรอคะ ถ้างั้นเราต่างคนต่างไปเถอะค่ะ ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก ขอบคุณ" พูดจบเว่ยเว่ยกฌหันหลังเดินออกไป
"คุณเป็นอะไรของคุณบอกผมมาสิ หลายวันก่อนคุณยังทำตัวน่ารักอยู่เลย วันนี้คุณเป็นผู้หญิงร้ายกาจแล้วหรอ" ลู่เฟิงแกล้งพูดแหย่ออกไป
"ใช่ ฉันเป็นผู้หญิงร้ายกาจ ฉันไม่เคยบอกว่าฉันเป็นคนดีเข้าใจใว้ด้วย ใครร้ายมาฉันร้ายกลับ ใครมาดีฉันดีตอบ เข้าใจตรงกันนะคะ" แล้วเว่ยเว่ยก็เดินหนีไปอีกครั้งด้วยความโมโห ผู้ชายคนนี้กล้าดียังไงมาว่าเธอ ทั้งๆที่เพิ่งเคยเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
"อ้าวโกรธจริงหรอเนี่ย"
"คุณ!!!คุณรอผมก่อนสิผมล้อเล่นน่ะ" แล้วลู่เฟิง ก็วิ่งตามเว่ยเว่ยอีกครั้ง
"นี่เว่ยเว่ย พรุ่งนี้ผมต้องกลับเข้าค่ายแล้วนะ เราคงไม่ได้เจอกันอีกหลายวันเลยล่ะ" เว่ยเว่ยมองหน้าลู่เฟิงพร้อมกับขมวดคิ้ว
"ค่ะ คุณก็ไปสิคะ ฉันไม่อยากเจอคุณสักนิด" เว่ยเว่ยพูดแบบไม่สนใจ
"แหมคุณใจร้ายจังเลย จะไม่คิดถึงผมหน่อยหรอ"
"บ้าหรอจะให้ฉันคิดถึงคุณทำไมเนี่ย" อยู่ๆใบหน้าของเว่ยเว่ยก็เห่อร้อนขึ้นมา
"แต่ผมอยากคิดถึงคุณนะ" ลู่เฟิงพูดต่อ
"ถ้างั้นผมกลับมาจากค่าย เรามาทำความรู้จักกันไหม จะได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้" เว่ยเว่ยขมวดคิ้วจนแทบจะผูกปมได้อยู่แล้วพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของลู่เฟิง
"คุณจะจีบฉันหรอคะ ฉันเป็นคนร้ายกาจนะคะ นิสัยไม่ดี มีแค่ความสวยอย่างเดียวคุณรับได้หรอ" สาวมั่น 2022 ถามกลับ
"ขอแค่คุณให้โอกาสผมก็พอครับ" ลู่เฟิงพูดให้เว่ยเว่ยมั่นใจ และเห็นความจริงใจของตน เว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
"ถึงบ้านคุณแล้ว คุณเข้าบ้านเถอะผมกลับก่อน อย่าลืมคิดถึงผมบ้างนะครับ" แล้วลู่เฟิงก็เดินออกไปทันที ไม่ให้เว่ยเว่ยได้ทันตั้งตัว
"อีตาบ้าเนี่ย พูดอะไรก็ไม่รู้ฉันอายไปหมดแล้วนะ"
…………..
โอ๊ะ เขาจีบกันแล้วค่ะคุณผู้ชม
เธอบอกว่าการผ่าคลอดนั้นเจ็บมากกว่าการคลอดเองมาก แถมการฟื้นฟูหลังคลอดก็ยากกว่า เธอจึงไม่เลือกวิธีนี้ แต่ตอนนี้ ตอนที่เขาเห็นว่าเธอทนเจ็บอย่างทรมาณก็อยากจะให้เธอผ่าคลอด “ไม่ค่ะ ฉันทนมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ฉันไหวค่ะ” เธอจับมือของเขาและบีบมันเบาๆ เพื่อสื่อว่าเธอทนได้จริงๆในการคลอดครั้งนี้ พวกเขาได้ฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน ลู่เฟิงจึงได้เพิ่มเงินค่าคลอด และขอเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยาด้วย เพราะเขานั้นเป็นห่วงเธอมาก จึงไม่อยากที่จะรออยู่ที่ด้านนอก เขาอยากเป็นกำลังใจของเธอทุกช่วงเวลาและเมื่อไกล้คลอด อาการของเว่ยเว่ยก็น่าเป็นห่วง เพราะอาการปวดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เธอทนได้ก็เริ่มที่จะทนไม่ได้ เธอจึงมีน้ำตาไหลออกมา“คุณเจ็บมากเลยหรือครับ” เมื่อเห็นว่าน้ำตาของเธอไหลออกมา ก็รู้แหละว่าเธอคงจะทนไม่ไหวแล้ว เขาเองก็ทนเห็นเธอเจ็บไม่ได้เหมือนกัน จึงได้คิดแล้วว่าเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว เขาจะทำหมันเอง เพื่อที่เว่ยเว่ยจะได้ไม่ต้องท้องและทรมาณแบบนี้อีก และอีกอย่างตอนนี้รัฐเองก็มีนโยบายลูกคนเดียวนี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด“ตอนนี้ฉันแทบจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ ลู่เฟิงคะฉันทรมาณมากเลย” ตอนนี้เธอปวดมาก ปวดจนเหมือน
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ(บทส่งท้าย)ฉันกับคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกันและวันแต่งงานก็มาถึงวันนี้ทุกคนล้วนวุ่นวายกันหมด แม้กระทั่งเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว ถึงแม้ว่าจะวางแผนการจัดงานเอาไว้อย่างดี ก็ยังมีติดขัดอยู่บ้างหลังจากที่เว่ยเว่ยแต่งตัวเสร็จด้วยชุดกี่เพ้าสีแดงเพื่อที่จะทำพิธียกน้ำชาในช่วงเช้า เธอได้แอบมาดูสถานที่ ตอนนี้ทางโรงแรมได้ตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม โดยใช้สีแดงเป็นหลัก ทั้งผ้าม่าน และดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง รวมทั้งอุปกรณืที่ต้องใช้ในพิธีด้วย“มาอยู่ที่นี่เองหรือลูก ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ จะออกมาทำไมกัน” แม่มู่ที่แวะมาดูความเรียบร้อยอีกครั้งก็เจอเข้ากับว่าที่เจ้าสาวที่ยืนอยู่“หนูแค่มาดูเท่านั้นค่ะ แล้วแม่ล่ะคะเหนื่อยไหม” ทั้งๆที่เธอให้ทางโรงแรมจัดการทั้งหมด แต่แม่ของเธอและทุกคนก็ยังอาสามาช่วยพนักงานทำ“ไม่เหนื่อยเลยลูก แม่ดีใจเสียอีกที่ลูกสาวแม่มีวันนี้ ต่อไปนี้ลูกก็จะเป็นภรรยา และเป็นแม่คนแล้วนะ” แม่มู่อดที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันไม่ได้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวของเธอจะมาถึงจุดนี้ จุดที่มีครบทุกอย่าง โดยคนที่ยื่นมันให้ก็คือลูกสาวคนนี้ของเธอ“แม่คะ หนูรักแม่นะคะ ถึงหนูจะแต่งงานแล้ว แต่หน
และในมลฑลนี้ก็มีโรงแรมเพียงสองที่เท่านั้นที่อยู่ไกล้ที่สุด ซึ่งทั้งสองก็ได้พากันไปดู ซึ่งเว่ยเว่ยถูกใจโรงแรมที่สองที่ลู่เฟิงพาเธอมาดูมากที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าที่แรกมาก เพราะอยู่ในแถบชานเมืองออกมาหน่อย แต่ก็ไม้ได้ไกลจากบ้านมากนัก ทั้งยังมีที่จอดรถไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งที่แรกไม่มีเพราะอยู่ติดถนนเลยนั่นจะทำให้แขกที่มางานนั้นไม่สะดวกเรื่องการจอดรถและเมื่อทั้งสองได้เข้ามาติดต่อ ก็ได้รับบริการอย่างดีจากผู้จัดการโรงแรม ซึ่งลู่เฟิงบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นของเอกชน แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลนั่นเองเว่ยเว่ยได้ตกลงเรื่องสถานที่ที่จะจัดงาน ซึ่งทางโรงแรมก็บอกว่าวันนั้นไม่มีลูกค้ามาจองไว้ เธอสามารถทำเรื่องจองไว้ได้เลย โดยที่เธอต้องจ่ายเงินมัดจำเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทางโรงแรมกลัวว่าเมื่อจัดงานไว้แล้วลูกค้าจะเบี้ยว จึงได้เรียกเก็บเงินมากกว่าครึ่งเมื่อได้สถานที่แล้ว เว่ยเว่ยก็พูดถึงเรื่องการตกแต่ง เธอไม่ได้ต้องการให้หรูหรามาก ขอแค่มีแท่นพิธีที่มีดอกไม้สวยงามเท่านั้น และรอบๆก็ขอให้มีดอกไม้วางในจุดต่างๆที่เห็นสมควรเพื่อความสวยงามส่วนเรื่องอาหารนั้นเธอขอให้ทางโรงแรมนั้
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****หลังจากที่ลู่เฟิงพาเธอไปจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาเธอไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงร้านอาหารร้านนี้บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว เพราะจัดโต๊ะสำหรับต้อนรับแขกที่มาทานอาหารนั้นค่อนข้างส่วนตัว โต๊ะที่เธอเข้ามานั่งนั้นติดกับแม่น้ำเลยทีเดียว หรือจะพูดว่าทางร้านทำร้านให้ยื่นเข้าไปในแม่น้ำก็ได้“ที่นี่สวยดีนะคะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ ว่าที่นี่จะมีที่สวยๆแบบนี้” เว่ยเว่ยที่ไม่เคยออกไปที่ไหนนอกจากที่ร้านและมหาวิทยาลัย จึงได้ไม่เคยมาที่นี่ เธอค่อนข้างที่จะเสียดายมากทีเดียว“เป็นผมเองที่ไม่ได้พาคุณมา แต่ต่อไปนี้ผมจะพาคุณไปหลายๆที่เลยนะครับ” เพราะก่อนหน้านั้นเขาต้องทำงาน และเมื่อปีที่ผ่านมาเขาต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่จึงไม่ได้มีโอกาสพาเธอไปที่ไหนเลย เขาจึงอยากจะชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา“คุณสัญญาแล้วนะคะ” เว่ยเว่ยนั้นไม่ได้คิดจริงจังกับเรื่องเที่ยวนัก แต่เธอก็ชอบที่คนรักของเธอนั้นชอบที่จะดูแลเธออย่างนี้ เธออยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา “ครับ ต่อไปนี้สามีจะพาคุณไปทุกที่ที่อยากไปเลยครับ” อยู่ๆลู่เฟิงก็แทนตัวเองว่าสามี นั่
เมื่อตอนที่เธอเห็นมันครั้งแรก เธอเองก็งงเหมือนกัน ว่ามันมาจากที่ไหน ในเมื่อเธอเอาผ้าออกมาจากในมิติทุกวันเพื่อเอาออกมาตัดชุดที่ร้าน เธอก็ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้ง และมันไม่ใช่มีแค่สีเดียว แต่มีถึงสองสี และอีกสีหนึ่งก็คือสีแดงซึ่งเว่ยเว่ยก็นำมันมาตัดชุดกี่เพ้าด้วยเหมือนกัน แต่ชุดนั้นเธอคิดว่าจะเอามันไว้ใส่ในวันแต่งงานของเธอกับลู่เฟิง ตอนที่เธอหยิบชุดออกมาใส่ เธอก็แอบคิดไปเหมือนกันว่ามิติอาจจะรู้ว่าเธอจะได้ทำแบบนี้จึงได้มอบผ้าสวยๆแบบนี้มาให้ก็เป็นได้พอถึงช่วงบ่าย ลู่เฟิงก็มารับเธอที่บ้านตามที่ได้ตกลงกันไว้ ก่อนไปจดทะเบียน เขาได้พาเธอเข้าไปหาครอบครัวของเขาก่อน เพื่อบอกว่าทั้งสองจะไปจดทะเบียนกัน“ลูกว่าอะไรนะลู่เฟิง” แม่จิ่งที่ได้ยินลูกชายบอกว่าจะพาคู่หมั้นไปจดทะเบียนก็ถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง“ผมจะพาเว่ยเว่ยไปจดทะเบียนครับ” ลู่เฟิงบอกคนเป็นแม่อีกครั้ง ส่วนพ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเด็กทั้งสองคนก็คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว ถ้านับเวลาคงเกือบห้าปีเลยล่ะ“แล้วลูกบอกทางบ้านของหนูเว่ยเว่ยแล้วหรือยัง ทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ ทำอะไรทำไมไม่ถามผู้ใหญ่
นี่ฉันเป็นนางร้ายหรอ*****และเมื้อมื้ออาหารเย็นจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน รวมทั้งจางหย่งด้วย ที่วันนี้เขาได้รับอนุญาติให้ค้างที่นี่กับภรรยาและลูกได้ และในพรุ่งนี้เช้าเขาจะพาลูกและภรรยากลับไปพักที่ค่าย“อื้อ อื้อ” เว่ยเว่ยที่ถูกจู่โจมหลังจากที่ออกจากห้องน้ำก็ได้ได้แต่ครางอยู่แต่ในลำคอ “คุณเรียนจบแล้วใช่หรือเปล่า” ลู่เฟิงเมื่อละปากออก ก็พูดถามเสียงอู้อี้ เพราะตอนนี้จมูกของเขาได้ซุกไซร้ไปที่ซอกคอขาวของเว่ยเว่ย ยิ่งเขาได้กลิ่นหอมที่มาจากตัวของเธอ ยิ่งทำให้เขานั้นแทบคลั่ง“อื้อ ค่ะ” เธอเรียนจบมาได้สองเดือนแล้ว เหลือแค่รอใบประกาศเท่านั้น“ถ้าอย่างนั้นเราแต่งงานกันนะ” ลู่เฟิงที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามถึงเรื่องแต่งงาน“อะ อะไรนะคะ” เว่ยเว่ยคิดว่าตัวเองหูฝาดที่ได้ยินลู่เฟิงขอเธอแต่งงาน “เราแต่งงานกันนะครับ” เขาย้ำให้เธอฟังอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอให้ชัดๆ และหยุดการกระทำทุกอย่างไปก่อน“เรื่องนี้ เราไม่ต้องบอกพ่อแม่ก่อนหรือคะ” เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ยังไงพ่อแม่ก็ควรที่จะรับรู้เรื่องนี้“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกครับ ว่าแต่คุณเถอะ แต่งงานกับผมได







