Masuk“จะให้ท่านรองโดยสารลิฟต์ขึ้นมาก่อนโดยสวัสดิภาพอ่ะสิคะ” ชุติมณณ์ตอบด้วยเสียงใสจนบรรยากาศดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ปรเมศก์อดที่จะยิ้มไม่ได้ เมื่อฟังบทสนทนานั้น เขาไม่คิดมาก่อนว่าพนักงานที่มีท่าทีอารมณ์ดีและฮัมเพลงอย่างร่าเริงในลิฟต์ จะกลายเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในแผนกบริหารคลายลงได้มากขนาดนี้ จากบทสนทนาที่ได้ฟัง เขาคิดว่าพนักงานสาวคนนี้คงไม่พ้นเป็นหนึ่งในแฟนคลับของเขาแน่ๆ ทั้งน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและความน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติ ปรเมศก์ยืนฟังอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจกลับเข้าห้องทำงานโดยไม่รบกวนบทสนทนาของคนอื่น ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบางๆ ที่เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่าครั้งหน้าหากได้พบเธออีก จะยังคงทำหน้าตาเคร่งขรึมได้อย่างเดิมหรือไม่ เย็นวันนั้น หลังเลิกงาน ชุติมณณ์กับเพื่อนๆ ในแผนกมีนัดกันออกไปฉลองที่ร้านชาบู เพื่อยินดีให้กับ “เจ้ส้มโอ” หรือศรรัณย์ เพื่อนหนุ่มที่แม้ร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง หลังจากนั้นพวกเขาตั้งใจไปร้องคาราโอเกะกันต่อเพื่อสนุกให้เต็มที่ โดยทั้งสองร้านเป็นร้านในเครือบริษัท ซึ่งพนักงานจะได้รับส่วนลดพิเศษสิบเปอร์เซ็นต์ มากกว่าลูกค้าที่ทำสมาชิกเสียอีก ชุติมณณ์จับไมค์ร้องเพลงคู่กับไปรยา หรือมิวกี้ เพื่อนร่วมรุ่นที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน ทั้งคู่สนุกกันสุดเหวี่ยง จนเพื่อนๆ เริ่มหันมาคะยั้นคะยอให้เธอดื่มเบียร์เพิ่มขึ้น “ดื่มอีกกกก” ไปรยายุอย่างสนุกสนาน ชุติมณณ์ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ฉันไม่ไหวแล้ว มิ้วกี้ ปกติไม่ค่อยดื่มนะ…” แต่เจ้ส้มโอไม่ปล่อยให้เธอหลุดรอดไปง่ายๆ เขายื่นแก้วเบียร์ชนพร้อมแกล้งบังคับ “ยัยเจ้าขา ดื่มเดี๋ยวนี้ หมดแก้ววว” เมื่อทนการคะยั้นคะยอไม่ไหว เบียร์แก้วแล้วแก้วเล่าก็ถูกเทลงท้อง จนร่างเล็กเริ่มโงนเงนไปมา ชุติมณณ์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถประคองสติได้ เธอเลยขอไปห้องน้ำ โดยตั้งใจว่าจะตีเนียนหนีกลับก่อน แล้วค่อยส่งข้อความบอกเพื่อนร่วมงาน เธอเดินเซเล็กน้อยออกจากห้องคาราโอเกะ พยายามหาทางไปห้องน้ำที่เคยจำได้ แต่ทุกย่างก้าวกลับรู้สึกคดเคี้ยวและยาวนานอย่างประหลาด จนกระทั่งเดินไปชนเข้ากับชายคนหนึ่งเข้า “ขอโทษค่ะ…” น้ำเสียงอ้อแอ้ดังขึ้น พร้อมกับที่เธอพยายามประคองตัวเองให้ยืนตรงและถอยไปพิงกำแพงทางเดินเพื่อให้อีกฝ่ายผ่านไป ปรเมศก์เพิ่งเสร็จจากการเจรจากับลูกค้า เขาก้าวออกมาจากห้องรับรอง VIP และสายตาก็ไปสะดุดกับชุติมณณ์ที่ยืนโซเซอยู่ ดวงตาคมของเขาอ่อนลงด้วยความเอ็นดูเมื่อจำได้ว่าเธอคือพนักงานที่พบในตอนเช้า แต่ตอนนี้กลับอยู่ในสภาพที่เมามายอย่างเห็นได้ชัด “ทำไมไม่เดินไปสักทีคะ เจ้าขาปวดฉี่” เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตากลมโตฉ่ำไปด้วยความพร่าเลือน สร้างความรู้สึกอ่อนโยนในใจเขาอย่างบอกไม่ถูก ปรเมศก์ยังไม่ทันจะพูดอะไร รอยยิ้มเคลิ้มๆ ของเธอก็ปรากฏขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กจะเอนซบลงที่อกของเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง เหมือนกับว่าเขาคือที่พึ่งเดียวในขณะนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าเล็กน่ารักพร้อมแก้มยุ้ยๆ ของเธอยังปัดป่ายไปทั่วอกและลำคอของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ จมูกของเธอฟุตฟิตสูดดมกลิ่นหอมสะอาดจากเขา ราวกับว่ากำลังค้นหาความอบอุ่นและปลอดภัย “ฮือ… ถ้ารู้ว่าเมาแล้วจะได้เห็นภาพหลอนเป็นท่านรอง เจ้าขาจะเมาบ่อยๆ เลยค่ะ…” เธอพึมพำอย่างพอใจ และเอื้อมมือโอบรอบเอวเขาไว้แน่นราวกับกลัวจะหลุดหายไป อัมพร เลขาคนสนิทของปรเมศก์ที่เพิ่งตามออกมาจากห้องรับรอง มองสภาพของชุติมณณ์แล้วรีบเข้ามาเพื่อแยกเธอออกจากเจ้านาย แต่ก็ถูกปรเมศก์ส่งสัญญาณมือให้หยุดไว้ เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็กอย่างอ่อนโยน “จะไปไหนหรือครับ” ชุติมณณ์สะดุ้งเล็กน้อย ย่นคอหนีเสียงที่ใกล้เกินไป ก่อนจะพึมพำตอบด้วยความเมา “เจ้าขาอยากไปห้องน้ำ…” ร่างเล็กเริ่มเซจนเหมือนจะล้มเข้าไปทุกที ปรเมศก์มองท่าทางที่เหมือนลูกแมวของเธออย่างเอ็นดู ก่อนจะช้อนร่างเล็กขึ้นในอ้อมแขน พาร่างเล็กไปยังห้องน้ำหญิง อัมพรที่เดินตามมองเจ้านายด้วยความแปลกใจ เพราะปรเมศก์เป็นคนที่ค่อนข้างเคร่งครัดและรักษาระยะห่างกับพนักงานเป็นอย่างมาก เมื่อถึงหน้าห้องน้ำ เขาส่งชุติมณณ์ให้อัมพรดูแล แต่ผ่านไปไม่นาน อัมพรก็เดินออกมาพร้อมสีหน้าเจื่อนๆ “เอ่อ…บอสคะ ยัยหนูเจ้าขา คอพับไปแล้วค่ะ พี่พาออกมาไม่ไหว” ปรเมศก์ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับ เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำหญิงและพบชุติมณณ์นั่งพิงผนังข้างอ่างล้างมือ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อด้วยความเมา แก้มยุ้ยๆ ดูน่ารักและไร้เดียงสา จนทำให้เขารู้สึกว่าน่าทะนุถนอมอย่างบอกไม่ถูก เขาย่อตัวลงตรงหน้าเธอแล้วอุ้มร่างเล็กขึ้นมาอีกครั้ง ชุติมณณ์ปรือตาขึ้นมองเขาและยิ้มอย่างเคลิ้มๆ ก่อนจะซบหน้าลงบนบ่าของเขา แขนเล็กๆ โอบรอบคอของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับลูกแมวที่ออดอ้อนเจ้าของ ปรเมศก์รู้สึกเหมือนหัวใจโดนข่วนด้วยเล็บเล็กๆ เบาๆ ความรู้สึกหวั่นไหวแล่นเข้ามาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชุติมณณ์ปรือตาขึ้นอีกครั้ง มองใบหน้าเขาอย่างเบลอๆ และพึมพำ “ต่อไปเจ้าขาจะเมาบ่อยๆ จะได้เข้าใกล้บอสแบบนี้…” อัมพรที่ได้ยินถึงกับกุมขมับ ยัยเจ้าขาเอ้ย ตื่นมาจะยื่นใบลาออกไหมเนี่ย…เช้าวันถัดมา…เป็นวันเสาร์ที่เธอควรจะได้พักผ่อนเต็มที่ แต่ความอ่อนเพลียยังคงเล่นงานจนร่างเล็กแทบไม่อยากขยับตัว เธอเลือกจะนอนพักอยู่บนเตียงเกือบทั้งวัน จนอนงค์ต้องคอยเข้ามาดูอาการและนำอาหารมาให้“คุณเจ้าขา พี่ว่าลองไปหาหมอดีกว่าไหมคะ” อนงค์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเธอยังนอนซึมอยู่แบบเดิมใบหน้าเล็กส่ายหน้าอย่างอิดโรยบนหมอน“เจ้าขาไม่อยากลุกไปไหนเลยค่ะ พี่อนงค์ยังไม่ได้ซักชุดของพี่เมฆใช่ไหมคะ”ใบหน้าของอนงค์ฉายแววแปลกใจ “ยังค่ะ แต่พี่เอาลงไปไว้ด้านล่างแล้ว”ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งทำท่าจะลงจากเตียง เธอต้องการลงไปเอาเสื้อเขามานอนกอด แต่ทันทีที่ขยับตัว เธอก็รู้สึกหน้ามืดจนเซถลา อนงค์ต้องรีบคว้าแขนเธอไว้“คุณเจ้าขาจะเอาอะไรคะ เดี๋ยวพี่ไปหยิบให้เอง”เธอพูดอ้อมแอ้มอย่างเขิน ๆ “เอ่อ…เสื้อนอนพี่เมฆค
หลังจากได้พักในช่วงเช้าเพราะความอ่อนเพลีย ชุติมณณ์ก็ตัดสินใจไปทำงานช่วงบ่าย เธอคิดว่าอาจช่วยให้ลืมเรื่องฟุ้งซ่านได้บ้าง โดยเฉพาะวันนี้ที่เขากำลังจะไปฝรั่งเศส เมื่อไปถึงที่ทำงาน เธอก็เห็นสายตาเพื่อนร่วมงานต่างพากันมองด้วยความตกใจ โดยเฉพาะปารณี หัวหน้าของเธอ“ตายแล้วเจ้าขา ทำไมยังมาทำงานอีก อัมพรเขาลางานให้แล้วไม่ใช่เหรอ” ปารณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางซีดเซียวของลูกน้องร่างเล็กเหนื่อยหอบเล็กน้อย เธอเองก็รู้สึกว่าร่างกายเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงตั้งแต่ตอนตื่นนอนแล้ว แต่เธอคิดว่าอาการไร้เรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นมาจากความเศร้าที่คิดว่าเขาอาจจะไปฝรั่งเศสกับใครอีกคน ใบหน้าซีดเซียวส่งยิ้มบางๆ ให้ปารณี“สวัสดีค่ะพี่ปลา นั่งพักหน่อยก็น่าจะดีขึ้นแล้วค่ะ”ไปรยามองดูท่าทางของเพื่อนแล้วรีบลุกมาประคองเธอให้ไปนั่งที่โต๊ะ“แกไปหาหมอดีไหมเนี่ย” ไปรยาถามอย่างเป็นห่วงชุติมณณ์ส่ายหน้าน้อย ๆ พลางยิ้มบาง“ไม่เป็นไร นั่งพักเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณนะมิ้วกี้”ศรรัณย์ที่เดินกลับมาจากแผนกไอทีเห็นท่าทางเธอก็อุทานขึ้นมาอีกคน“อุ๊ยตาย ปากซีดเชียวหล่อน กินข้าวกลางวันมาหรือยังเนี่ย”เธอพยักหน้าน้อยๆ แล้วตอบเสี
มือเล็กค่อยๆ ยกขึ้นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทีละเม็ดจนถึงเม็ดที่สี่ เผยให้เห็นอกอวบอิ่มดันขึ้นจนโผล่พ้นเสื้อออกมา ดวงตาคมของเขาจ้องมองด้วยความกระหาย“เจ้าขา ป้อนนมให้พี่เมฆดีไหมคะ?” เธอเอ่ยพลางยกแขนเรียวขึ้นโอบรอบลำคอเขา พร้อมดึงเขาให้โน้มใบหน้าลงมาใกล้ริมฝีปากเล็กค่อยๆ ขบเม้มไปตามใบหูของเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนไปตามซอกคอหอมสะอาด ลิ้นนุ่มสัมผัสอ้อยอิ่งไปทั่ว แม้แต่บริเวณลูกกระเดือกที่เคลื่อนไหวตามลมหายใจของเขาจนรู้สึกได้ ทำให้ลมหายใจเขาสะดุดวูบ เสียงหวานกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู“พี่เมฆ… ดูดนมให้เจ้าขาหน่อยได้ไหมคะ”ประกายตาคมมืดลงด้วยแรงปรารถนาที่ชัดเจน เขาอยากได้เธอมากๆ อยากกระแทกร่างเล็กบนตักแรงๆ ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะโอบเธอเข้ามาแนบชิด คล้ายยินยอมให้เธอเป็นผู้ควบคุมทั้งหัวใจ และร่างกายของเขา“ตามคำบัญชาเมียครับ” เขากระซิบเบาๆใบหน้าคมคายโน้มลงไปแนบกับสองเ
พรุ่งนี้จะเป็นวันเปิดตัวสินค้าที่พวกเธอในฝ่ายการตลาดต่างเฝ้ารอ แม้จะไม่ได้ไปหน้างาน มีเพียงฝ่ายมีเดีย ฝ่ายสถานที่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อม แต่ชุติมณณ์ก็ตื่นเต้นที่จะได้ชมผลงานทั้งหมดผ่านสื่อออนไลน์งานจะจัดขึ้นที่ห้องบอลรูมของห้างบีเทน ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าของบริษัท มีแขกสำคัญ ทั้งนักข่าว ดารา และอินฟลูเอนเซอร์สายแม่และเด็กเข้าร่วมมากมายเย็นวันนี้ที่โต๊ะอาหาร…“พรุ่งนี้ไปงานเปิดตัวสินค้าด้วยกันนะครับ” ปรเมศก์เอ่ยชวนระหว่างทานมื้อเย็นชุติมณณ์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบ“อย่าเลยค่ะ เจ้าขารอชมผ่านสื่อออนไลน์ดีกว่า” ความมั่นใจที่ยังมีไม่มากพอ ทำให้เธอยังไม่กล้าก้าวออกไปเคียงข้างเขาต่อหน้าคนอื่นปรเมศก์พยักหน้าอย่างเข้าใจ“ไม่เป็นไร ถ้าพร้อมเมื่อไหร่บอกพี่ได้เสมอ” เขากุมมือเธอเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ“พรุ่งนี้เสร็จงานเปิดตัว พี่ต้องไปสนามบิน รอบหน้าไปด้วยกันนะครับ พี่ให้อัมพรเตรียมเรื่องเอกสารสำหรับเจ้าขาไว้เรียบร้อยแล้ว” ตั้งแต่มีเธออยู่เคียงข้าง เขารู้สึกว่าตัวเองพูดเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็แทบไม่รู้ตัวร่างเล็กชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มตอบรับอย่างออดอ้อ
“เย็นนี้ไปลองชาบูร้านใหม่ที่ห้างกันเถอะ ร้านนี้กำลังฮิตอยู่เลย” ไปรยาพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่แผนกยังวุ่นวายอยู่กับงานชุติมณณ์เงยหน้าจากจอคอมฯ แวบหนึ่ง พลางพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว“เอาสิ ไม่ได้กินชาบูมานานแล้วเหมือนกัน”ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาช่วยดูแลเรื่องจัดการรายจ่ายของครอบครัว เธอก็รู้สึกเบาขึ้นมาก เหลือแค่หนี้บัตรเครดิตที่ยังผ่อนอยู่ ส่วนเงินเดือนก็สามารถใช้จ่ายและเก็บได้ตามใจบ้าง ทำให้รู้สึกสบายใจกับการออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ มากขึ้นศรรัณย์ที่ได้ยินก็หันมาร่วมวงทันที“งั้นเจ๊ขอพาพี่น๊อตไปด้วยนะ สามีสุดเลิฟของเจ๊จะได้ไปสนุกกัน” พูดไปพลางทำหน้าอินเลิฟอย่างมีความสุขเธอยิ้มรับอย่างยินดี “เอาสิคะ ไปหลายคนยิ่งสนุก”ตกเย็นหลังเลิกงาน ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ลานจอดรถ รอขึ้นรถของศรรัณย์ แต่พอเห็นว่านอกจากพี่น๊อตแล
ปรเมศก์หันไปเรียกสุทินที่ยืนรออยู่ด้านนอกอย่างใจเย็น“สุทิน ขอเอกสารด้วย”ชลดา ซึ่งยืนมองสถานการณ์อยู่ใกล้ ๆ แสดงสีหน้าขุ่นเคืองและเอ่ยถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ“เจ้าขา แฟนแกจะทำอะไร มายุ่งวุ่นวายกับบ้านเราแบบนี้ทำไม”ขณะที่เธอพยายามจะอธิบาย ปรเมศก์กลับพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ขอเวลาไม่นานครับ” เขารับเอกสารจากสุทิน และหันไปกล่าวต่อ“ขอใช้โต๊ะม้าหินหน้าบ้านสักครู่นะครับ”เขาจูงมือชุติมณณ์ไปนั่งด้วยกัน ขณะที่นพรัตน์ เจ้าของบ้านเช่าเดินตามมาด้วยท่าทีเงียบสงบ ส่วนชลดายืนมองจากระยะห่างด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่พอใจ“นี่คือโฉนดบ้านหลังนี้ครับ” นพรัตน์วางโฉนดและเอกสารอื่น ๆ ลงบนโต๊ะด้วยท่าทีสงบนิ่ง ปรเมศก์ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด ก่อนจะหยิบเช็คมูลค่าหนึ่งล้านเก้าแสนบาทออก
ผิดถูกไม่รู้ ขอโทษไว้ก่อนแล้วกันเรา…ปรเมศก์ขมวดคิ้วมองเธอ สายตาเข้มดุดัน “ครั้งหน้าใส่เสื้อคลุมออกไปด้วย”เธอพยักหน้าเร็ว “ค่ะ ท่านรอง”เมื่อตามอนงค์เข้าไปในครัว เธอก็โดนไล่ให้เธอไปอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวจะสาย ชุติมณณ์ก็รีบทำตามอย่างเชื่อฟ
“ไปซอยอินทามระนะคะ” เธอบอกสุทินแล้วถอยตัวกลับมานั่งเรียบร้อยปรเมศก์มองเธอเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลง เขาทำเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต้นระรัว ราวกับเป็นครั้งแรกที่มีใครทำให้เขาหวั่นไหวได้เช่นนี้ดวงตาคมมองตามเส้นทางที่รถเลี้ยวเข้าไปอย่างเงียบๆ ขณะสุทินขับไปตามที่อยู่ที่ชุติมณณ์บอก ในที่สุดก็ถึงหน้าหอพัก
ขณะอุ้มร่างเล็กที่ตัวเบาหวิวในอ้อมแขน ปรเมศก์เอ่ยเสียงทุ้มหนักแน่นกับอัมพรที่เดินตามหลังมา“บอกสุทินให้เอารถมารอหน้าร้าน เดี๋ยวผมจะไปส่งพนักงานคนนี้เอง”แม้จะประหลาดใจอย่างมาก แต่อัมพรก็ยึดคติว่า เรื่องของเจ้านาย ลูกน้องไม่ยุ่งเธอจึงต่อสายหาคนขับรถทันที ไม่นานนักสุทินก็มาถึงด้วยรถ MPV หรู ที่ค่าตั
กริ๊ง~ กริ๊ง~ เสียงโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง“เจ้าขา รับโทรศัพท์ให้พี่หน่อย” เสียงของปารณีดังมาจากหน้าประตูแผนกการตลาด ชุติมณณ์รีบละมือจากงานแล้ววิ่งไปที่โต๊ะหัวหน้างานของตน เธอรับสายอย่างรวดเร็ว“สวัสดีค่ะ ดิฉันชุติมณณ์ รับสายแทนหัวหน้าฝ่ายการตลาดค่ะ”“สวัสดีค่ะ ดิฉันอัมพรจากแผนกบริหาร





![ม่านรักไฟเสน่หา NC30+ [โคแก่กินหญ้าอ่อน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

