LOGIN“คิก ๆ ไม่ทะเลาะกันสักวันจะกินข้าวไม่อร่อยเลยเหรอจ๊ะเจ๊” จิ่นไจ๋หัวเราะเบา ๆ พลางเดินไปตักน้ำในกระติกที่อยู่ด้านหลังร้านมาให้เจ๊หงส์
“ขอบใจจ้า เฮ้อ กลับไปจะนอนให้หนำใจเลยเชียว”
“ไจ๋คงต้องนั่งย่อยก่อนจ้ะ ไม่งั้นจะแสบหน้าอกเหมือนจะขย้อนอาหารที่กินเข้าไปออกมา”
“อ้าว ไปหาหมอหรือยัง เจ๊พาไปซื้อยาไหม”
จิ่นไจ๋ส่ายหน้าไปมาก่อนตอบเสียงอ่อน
“หมอบอกว่ากระเพาะอ่อนแอมีกรดย้อนขึ้นมาจ้ะ หลังกินข้าวต้องรอสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงจึงจะดี”
“อ๋อ อาการคล้ายเรอเปรี้ยวแบบนั้นเหรอ” หงส์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะสบตารุ่นน้องอย่างให้กำลังใจ
ป๊อก ป๊อก
เสียงวางถ้วยกระเบื้องดังเป็นจังหวะเมื่อกระทบกับโต๊ะไม้ ทำให้สองสาวต่างหันไปมองอาหารเช้ากลิ่นหอมฉุยของพวกเธอ
“มาแล้ว ๆ กิงให้อาหร่อยนาอาบุษบา” เจ๊กโง้วยิ้มตาหยีให้อาไจ๋ แต่พอหันไปทางเจ๊หงส์ก็หุบยิ้มพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงยืดยาว “…ลื้อด้วยก็ล่าย อาหงส์”
“ชิส์ ตีคนแก่จะบาปไหมอาไจ๋” หงส์มองค้อนเจ๊กโง้วอย่างไม่จริงจังนัก
“เอาน่าเจ๊ แปะแกไม่มีลูกหลานทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างกว่าจะนอนก็ดึกดื่น อารมณ์ดีได้ขนาดนี้ก็นับว่าเก่งแล้วล่ะจ้ะ”
“อืม ก็จริงของลื้อ แต่เอาจริง ๆ นา เห็นเค้าว่าแปะแกมีลูกชายแต่ว่าไม่ถูกกันเลยไม่มีใครเคยเห็น” หงส์จับช้อนคนอาหารในชามพลางใช้ปากเป่าไปพลาง หวังว่าจะช่วยคลายความร้อนแล้วกลืนไว ๆ
“อาหงส์ อั๊วได้ยิงลื้อพูดนา!” เสียงอาแป๊ะดังมาจากหน้าร้าน
“โอ๊ยแปะ หูดีจริงเชียว!” หญิงสาวตะโกนตอนกลับ จิ่นไจ๋ได้แต่หัวเราะร่วนก่อนหันมาสนใจอาหารในมือ
“อร่อยจังเลยจ้ะเจ๊” เขาตักไปคำหนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานให้คนตรงข้าม ตากลมสวยบัดนี้หยีขึ้นรับกับรอยยิ้มกว้างคนคนงาม จิ่นไจ๋ตักโจ๊กในชามกินอย่างไม่รีบร้อน
…แต่ไม่ทันมองว่ามีใครอีกคนกำลังจ้องใบหน้างามของตนอยู่
“อือ กินเยอะ ๆ ลื้อผอมเกินไปแล้วนาอาไจ๋ ความสวยไม่จำเป็นต้องผอมกะหร่อง มีน้ำมีนวลหน่อยถึงจะดี”
“จ้าเจ๊” อาไจ๋ตักข้าวต้มปลาเก๋าเนื้อนุ่มเด้งหวานฉ่ำเข้าปาก พวงแก้มใสทั้งสองข้างกลมเกลี้ยงน่าเอ็นดู ทำเอาชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ข้างหลังหงส์ต้องแอบมองลอดแว่นตาดำอยู่หลายครา
“หลีกหน่อย! ถอยไปอย่ามาขวางทาง!” เสียงตะโกนโหวกเหวกจากฝั่งตรงข้าม ทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในร้านต่างหันไปมองเป็นตาเดียว
ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งแบกร่างที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง ลักษณะรูปร่างผอมเพรียวตัวขาวผ่อง…แต่กลับถูกผ้าสีดำห่อไว้แค่ครึ่งบน ตามขาที่โผล่พ้นออกมามีร่องรอยเลือดเกราะกรังเป็นแถบ ๆ ชวนให้คนมองพะอืดพะอม
“อา...ม่ายไหวเจ๊กโง้ว อั๊วกิงข้าวไม่ลงเลี้ยว คิดเงินเลย” ชายชราพูดภาษาไทยไม่ชัดถ้อยชัดคำเรียกเจ้าของร้าน
“ช่วยไม่ล่าย เหตุสุดวิสัยนี่นา ขอโทษล่วย ๆ” เจ๊กโง้วประสานมือคำนับแขกในร้าน ขณะที่หลายคนต่างก้มหน้ากินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์สีเทาเหล่านี้พวกเขาเห็นจนชินตากันเสียแล้ว
“เขา…เขาคงไม่ได้ถูกซ้อมใช่ไหมจ๊ะ” อาไจ๋สีหน้าเจื่อนลง ลำคอที่เคยกลื่นอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเริ่มรู้สึกถึงความฝืดเคือง
“สภาพร่อแร่แบบนั้น ไม่รู้อีจะตายหรือเปล่า ดูท่าทางคงจะเป็นเหยื่ออีกคนของเฮียตงแน่” เจ๊หงส์เอ่ยเสียงแปร๋น
แม้คราวนี้จะลดเสียงลงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครได้ยิน เธอคันปากอยากจะเล่าจนลืมสังเกตว่าคนที่กำลังพูดถึงนั่งอยู่ไม่ไกล!
“คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้นว่าเฮียตงคนนี้วิตถารขนาดไหน!”
“หมายถึงอะไรเหรอจ๊ะเจ๊” คำพูดของหงส์ทำให้อาไจ๋หวนนึกถึงคำสีหน้าหนักใจของเจ๊ซิ้มตอนขอให้ไปแสดงในงานวันเกิด
“ก็เขาเป็นพวกคนอึด กินดุน่ะสิ!” หญิงสาวเอามือป้องปาก กิริยาท่าทางซุบซิบอย่างอดไม่ได้
…แต่คนที่กำลังถูกพูดถึงอยู่นั้นถึงกับอ้าปากค้าง
“เห็นว่าสั่งให้ลูกน้องไปตามหาบุปผามาเป็นโขยง แล้วทีนี้อีก็...นั่นแหละ อึ๋ย!” เธอทำท่าขนลุกแล้วลูบแขนไปมา
“ห๊า!” จิ่นไจ๋เริ่มใจคอไม่ดี หัวเล็กพลางคิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าเหตุใดเฮียตงถึงกระทำการน่ากลัวเช่นนั้น
…หรือว่าเฮียตงคนนี้จะเป็นสุริยา? แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะตามหาบุปผามากมายไปทำไม หรือว่าจะเป็นสุริยาที่ไม่ยอมผูกพันธะแล้วกินมั่วแบบนั้นเหรอ เขาเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่ามียาตัวใหม่ที่สามารถระงับการผูกพันธะได้แต่ราคาก็สูงเอาการ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงทางร่างกาย
‘คงไม่แปลกหรอกมั้ง รวยขนาดนั้น’
อาไจ๋ครุ่นคิด เจ้าตัวน้อยคาบช้อนโจ๊กอยู่ในปากพลางพยักหน้าให้พี่สาวทีหนึ่ง
“เขาอาจจะเป็นสุริยาหรือเปล่าจ๊ะ”
“สุริยาก็สุริยาเถอะ ดุขนาดนั้นไม่ใช่คนแล้ว”
ครืดดดดด
เสียงเก้าอี้ลากยาวครืดหนึ่ง เจ้าของร่างสูงโปร่งสวมชุดสีดำทะมึน โครงหน้าหล่อเหลาราวพระเอกหนังฮ่องกง คมคิ้วเข้มกรามชัดสวมแว่นตาทับจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร
ทว่าจิ่นไจ๋กลับตัวแข็งทื่อ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดแล่นขึ้นมาในอกเล็ก ก่อนที่กลิ่นตัวหอมฟุ้งคล้ายดอกโบตั๋นกระจายออกจากกายเล็ก
ร่างเพรียวบางสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับถูกกระตุ้นจากคู่พันธะ!
“ไม่ต้องทอน” ชายหนุ่มยื่นธนบัตรสีฟ้าใส่มือเจ้าของร้าน
“หูย ข้าวต้มสามบาทจ่ายใบละห้าสิบไม่ต้องทอน” หงส์ตาโตหันมาสะกิดจิ่นไจ๋ที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ใบหน้าซีดเซียว
“อาไจ๋ ถ้าเป็นบ้านเราคงกินอิ่มทั้งบ้านแล้วว่าไหม”
“จ-จ้ะ!” คนถูกถามสะดุ้งหลังจากหลุดจากภวังค์ ตากลมสวยเบิกโตก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ ในหัวเริ่มประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตนกันแน่
"พวกลื้อสองคนนี่ปากเสียจริง ๆ นั่นน่ะ เฮียตง คนคุมเยาวราชเชียวนา มาพูดซี้ซั้วต่อหน้าอีแบบนี้ได้ยางงาย” เจ๊กโง้วหันมาตำหนิ
หงส์เบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตะลึง ทางด้านจิ่นไจ๋เห็นท่าไม่ดี จึงรีบประคองพี่สาวที่นั่งถอดวิญญาณอยู่ตรงข้ามตนให้ลุกขึ้น ก่อนจะรีบกุลีกุจอจ่ายเงินแล้วชิ่งกลับไปนอน แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเด็กหนุ่มไม่จางหาย
“อ๊า เฮีย”“หึ!” เฮียตงตาลุกวาวมองเรือนร่างขาวโพลนตาเป็นมัน เนินเนื้อบริเวณหน้าอกนูนขึ้นเล็ก ๆ น่าจะมาจากฮอร์โมนบางอย่างที่ทำให้บุปผาตัวน้อยตรงหน้าเขาดูคล้ายผู้หญิง ชายหนุ่มก้มลงดูยอดอกนุ่มนิ่ม ละเลงลิ้นชิมความหวานจากร่างของอาไจ๋อย่างมูมมาม“อ๊า เฮียอย่าเล่นตรงนั้นจ้ะ อื้อ!”ร่างของจิ่นไจ๋สั่นสะท้าน หัวใจเต้นระรัว ลมหายใจขาดห้วงริมฝีปากร้อนระอุของเฮียตงกำลังครอบครองจุดสั่นไหวของเขา มือใหญ่ล้วงลงไปเบื้องล่างเจอกลุ่มก้อนป่องนูน ก็ยิ้มกริ่มสะโพกนุ่มกำลังแอ่นอ้ารับการปรนเปรอแตกต่างจากปากเล็ก ๆ ที่เอาแต่เอ่ยคำทัดทาน“อาไจ๋พร้อมเป็นของเฮียหรือยัง”“อึก”จิ่นไจ๋ขบเม้มริมฝีปากดวงตาหวานหยาดเยิ้มมองศีรษะทุยที่กำลังพรมจูบไปตามลำตัวของเขาอย่างนึกกระดากอายแต่ร่างกายกลับตอบสนองตามสัญชาตญาณ เรียวขาทั้งสองเกี่ยวสะโพกสอบเข้าหาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไป‘ร่างกายทรยศ!’บุปผาคนสวยได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ สมองของเขาเบลอไปหมด เมื่อลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวเนื้อเย็นริมฝีปากของมาเฟียหนุ่มขบเม้มผิวเนื้อนุ่มด้วยปลายฟันเบา ๆ ทิ้งรอยจาง ๆ ที่ทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก“อ๊า… อย่าจ้ะ…” เสียงสั่นเครือหลุดลอดริมฝีปาก
หยางตงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ปกติ อาการร้อนวูบวาบแปลบปลาบไปทั้งตัวเช่นนี้ใช่ว่าสุริยาอย่างเขาจะไม่เคยเจอ เพียงแต่ร่างกายกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ เนื่องจากหลวมตัวไปผูกพันธะกับบุปผาคนหนึ่งเข้าตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน…จนถึงบัดนี้เขาก็ยังหาตัวคนผู้นั้นไม่เจอ“อาเชน แวะตึกเจ็ดชั้นข้างหน้า” ชายหนุ่มปลดกระดุมสองเม็ดบนสุดออกอย่างรำคาญ ใบหน้าคมคายหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาพร่าเลือนเหมือนคนสายตาสั้นมองอะไรไม่ชัด“ไหวไหมครับเฮีย” เชนมือขวาของเขาถามพลางมองกระจกหลังดูอาการของผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง“ไม่ต้องสนใจอั๊ว กลับบ้านไปบอกอาม่าว่า คืนนี้อั๊วมีธุระนอนที่สำนักงาน”“ครับเฮีย”หยางตงตั้งใจหลบเลี่ยงผู้คนเพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า นิสัยของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามเดาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง!ตึกเจ็ดชั้นเป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน หากผ่านมาทางนี้อย่างไรก็ต้องแวะพักที่นี่ แทนที่จะกลับไปพักที่บ้านอย่างแน่นอน“เฮียตง เปิดห้องใช่ไหมครับ” พนักงานต้อนรับวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับแขกประจำ“เออ อั๊วขอห้องเดิม”“ครับ เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”“ไม่ต้อง ลื้อมีอะไรก็ไปทำเถอะ” ชายหนุ่มไ
ทางด้านจิ่นไจ๋ที่ถูกเรียกตัวให้ขึ้นแสดงกะทันหัน ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นทันใด เวทีนี้ทั้งแสงสีและขนาดยิ่งใหญ่เสียกว่าร้านน้ำชาเล็ก ๆ ของเธอ ผู้ชมเบื้องล่างต่างก็เป็นคนสำคัญในย่านนี้ทั้งสิ้น หากวันนี้เกิดข้อผิดพลาดเห็นทีฮวาอี้โหลวของเธอคงสิ้นชื่อ“เสียงเพลงขึ้นแล้วแสดงเลยอย่าให้ผิดหวัง” ชายชุดดำสวมชุดสูทแบบฝรั่งกล่าวกับเขาก่อนขึ้นเวลา“ค่ะ” บุปผาตัวน้อยพยักหน้าก่อนเดินกรีดกรายขึ้นไปบนเวที“โฮ้ววว”เสียงอุทานดังขึ้นเมื่อเรือนร่างอรชรก้าวขึ้นบนเวที จิ่นไจ๋ในหน้ากากของบุษบานั้นสวมชุดเสื้อแขนยาวแบบกว้าง กับกระโปรงสีสันสดใสผูกช่วงเอวด้วยผ้าสีเดียวกันดูมีทรวงทรง ดวงหน้าหวานโผล่พ้นผ้าคลุมแค่ครึ่งหน้าก็ทำเอาหลายคนตกตะลึง“สวย ๆ อาตง อาบุดซาบาอีสวยมากจริง ๆ”กิมเฮียงชื่นชมบุษบาคนงามไม่หยุดปาก เสียงปรบมือยังคงดังก้องแข่งกับเสียงเพลง ร่างน้อยที่เริ่มกรีดกรายอยู่บนเวทีนั้นงดงามราวกับเทพเซียนจิ้งจอก เย้ายวนแต่ก็มิอาจละสายตาได้ทำได้เพียงดำดิ่งลงไปในห้วงเหวแห่งความสวยงามเท่านั้นในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในภวังค์นั้น วาริทและรินลดาที่ได้รับสัญญาณจากมารดาจึงหาทางปลีกตัวออกไป“อาม่า ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักค
กิมเฮียงนั่งมองบนเวทีการแสดงที่คนของหลานชายจัดหามาให้ มืออันเหี่ยวย่นวางลงบนหลังมือของหลานชายแผ่วเบา หญิงชราหันมายิ้มตายีพลางเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว“ขอบใจนาอาตงที่ตามใจอาม่า วันเกิดของคนหนุ่มควรไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแท้ ๆ แต่ลื้อก็ยังเลือกจัดงานเพื่อให้อาม่ามีความสุข”“เพื่อนผมเต็มงาน อาม่าไม่เห็นเหรอ”“ก็เหง...แต่ลื้อก็สละเวลามาดูแลอั๊ว”“อาม่าสละเวลาทั้งชีวิตดูแลผมได้ เรื่องแค่นี้ทำไมผมจะทำให้ไม่ได้” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากให้ผู้มีพระคุณที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจัดงานอะไรเอิกเกริกขนาดนี้ ทว่าอาม่าแก่ขึ้นทุกวัน เธอมักพูดว่าอยากมีช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัวให้มากจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นงานวันเกิดจึงเปรียบเสมือนฉากหน้าที่พาพ่อและญาติ ๆ มารวมตัวถึงไม่สนิทสนม แต่ทุกคนก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี“พี่วิน แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะคะ” วางมือบนแขนของเขาอย่างตั้งใจแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จงใจให้หญิงสาวทั่วทั้งงานเข้าใจว่าเธอคือคู่หมั้นของเขา ทั้งที่สองบ้านยังไม่ได้ส่งมอบสินสอดทองหมั้นแต่อย่างใด ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีเพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด“สุขสันต์วันเกิดนะครับ”คุณฮั่นโค้งศีรษะให้เป
เหมยฮัวลากถูลู่ถูกังพาพี่ชายเข้าไปในวงล้อมของกลุ่มนักการเมืองของคุณพ่อ คุณฮั่นพยายามแกะมือปลาหมึกของน้องสาวออกแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของเธอได้ เหมยฮัวไม่ชอบให้พี่ชายเข้าไปวุ่นวายกับคนค้าขายเหล่านั้น แม้จะไม่พูดออกมาตามตรงทว่าการกระทำของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากเสวนาด้วย“เหมยฮัว สวยจังเลยลูกสาวเตี่ย” ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานสวมแว่นตาทรงกลมมองมายังลูกสาวคนโปรดด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม“แหม คุณประกิตไม่เก็บอาการเลยนะครับ ลูกสาวสวยขนาดนี้คนคงรุมจีบหัวกระไดไม่แห้งเลยใช่ไหม” หนึ่งในเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน“ใครว่าล่ะ ผมกลัวลูกสาวของผมจะไปขืนใจลูกชายใครเข้าเสียมากกว่า” คุณประกิตพูดพลางเหลือบตามองไปยังชัยทัตทีหนึ่ง เหมือนรู้กันว่าอีกไม่นานคงได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน“เตี่ยก็… พูดแบบนี้เหมยเสียหายนะคะ” หญิงสาวทำหน้างอ มองผู้เป็นพ่อด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก“คุณประกิตก็พูดเกินไป อาจมีใครสักคนที่ยินยอมพร้อมใจยกลูกชายให้หนูเหมยฮัวก็ได้นะคะ” ลัดดาวัลย์แม่เลี้ยงของเฮียตงกล่าว พลางหันไปหาลูกชายกับลูกสาวของเธอที่นั่งอยู่ข้างกายเธออยากส่งเสริมให้เหมยฮัวได้แต่งกับลูกชายแท้ ๆ ของเธอเอ
งานวันเกิดเฮียตงจัดขึ้นที่โรงภาพยนตร์เฉลิมบุรี จิ่นไจ๋มากับหงส์ พี่สาวคู่ใจ ซึ่งวันนี้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยแต่งหน้า แต่งตัวในห้องรับรองของนักแสดง ทั้งสองสงบปากสงบคำกว่าที่เคยเป็นจนเจ๊ซิ้มหรี่ตามองด้วยความสงสัย“พวกลื้อไปทำอะไรมา ทำไมพากันนั่งหัวหดเป็นเต่าแบบนี้”“แหม เจ๊ก็ว่าไป พวกอั๊วจะไปทำอะไรได้ วัน ๆ อยู่แต่ในร้านน้ำชาเนี่ย” หงส์เงยหน้าตอบแต่ท่าทางของเธอดูมีพิรุธ“ฮึ อั๊วไม่ถามลื้อแล้ว” เจ๊ซิ้มหันไปอีกทางมองเจ้าของร่างอรชรอ้อนแอ้นในชุดระบำเจ็ดจาน[1]ที่นั่งก้มหน้าไม่สบตา“ว่ายังไงอาไจ๋ ลื้อก็ทำตัวเหลวไหลไปอีกคนงั้นรึ?”“เปล่านะจ๊ะ คือที่จริง...” บุษบาคนงามถูกเค้นถาม ก็ลากเสียงยืดยาวก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ“สองสามวันก่อนพวกเรานินทาเฮียตงระยะเผาขนที่ร้านเจ๊กโง้ว...เลยกลัวอีจับได้จ้ะ”สาวใหญ่มองเด็กทั้งสองคนด้วยท่าทางตกตะลึงพรึงเพริด อยากจะล้มครืนลงไปเสียงตรงนั้น เรื่องค่าเช่าร้านยังเจรจาไม่รู้ความ พวกตัวปัญหาก็สร้างเรื่องให้เธอต้องปวดหัวเพิ่มอีกแล้ว!“โอ๊ย พวกลื้อนี่มันจริง ๆ เลย! งั้นวันนี้จะต้องแสดงให้สุดฝีมือเชียวนาอาไจ๋ ไม่อย่างงั้นเจ๊จะหักเงินเดือนพวกลื้อสองคนมาจ่ายค่าเช่าเลยคอยด







