مشاركة

บทที่ 3

last update تاريخ النشر: 2026-07-21 14:51:13

จิ่นไจ๋เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็ลงมาช่วยบรรดาเจ๊ ๆ เก็บข้าวของปิดร้าน จัดแจงล้างถ้วยชาที่กองพะเนิน กว่าจะแล้วเสร็จก็ตีสามตีสี่ ที่นี่พวกเธออยู่ด้วยกันเสมือนครอบครัว ทุกคนต้องช่วยกันทำมาหากิน ชั้นสองมีห้องพักอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งต้องแบ่งสันปันกันนอน

อาไจ๋พักห้องเดียวกับเจ๊หงส์มาตั้งแต่จำความได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยปริปากบอกว่าตนไม่ใช่ผู้หญิง เวลาเนิ่นนานเช่นนี้คิดว่าเพื่อนร่วมห้องเองก็คงสงสัย ทว่าพี่สาวคนดีกลับไม่เคยไถ่ถามเลยสักครั้ง

“ยังไม่นอนอีกเหรออาไจ๋” หงส์เดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าขาวผ่องจากการพอกดินสอพอง นั่งลงบนเตียงของเธอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“จ้ะ ไจ๋ว่าจะออกไปหาอะไรกินตอนเช้า เจ๊ไปด้วยกันไหมจ๊ะ”

“ดีเหมือนกันนา ไม่ได้เดินตลาดตอนเช้ามานานแล้ว แต่เจ๊ต้องนอนก่อนสักพัก ไม่อย่างงั้นจะไปไม่ไหวเอา”

“ได้จ้ะ...ไจ๋ก็จะหลับสักงีบเหมือนกัน”

จิ่นไจ๋เอนกายนอนลงบนฟูกอันนุ่มนิ่มที่วางอยู่บนแคร่ไม้อีกที ยามขยับตัวได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดตลอดทั้งคืน แต่ด้วยชีวิตที่ต้องอดนอนทำงานกลางคืน เพียงแค่ทิ้งหัวลงหมอนก็หลับทันที

“ลื้อไม่ชอบอาคุณฮั่นอีจริง ๆ เหรออาไจ๋”

หงส์เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ เธอเห็นลูกชายนักการเมืองดังมาตามเทียวไล้เทียวขื่อจิ่นไจ๋มาเป็นเวลานานแล้ว แต่เด็กน้อยของพวกเธอก็ไม่มีท่าทีจะตอบรับความเสน่หานั้นเลย

คนเด็กกว่าได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างเจียมตัว

“คนอย่างไจ๋มันปลอมเปลือก ถ้าวันหนึ่งมีความรักขึ้นมาจริง ๆ ก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองจ้ะ…”

“เด็กบ้า! อย่ามาพูดพล่อย ๆ นาอาไจ๋!” เจ๊หงส์ขึ้นเสียง เธอยกขาข้างหนึ่งขึ้น เท้าแขนบนเตียงพร้อมกับตบหน้าแข้งฉาดหนึ่งด้วยความโมโห

“เจ๊มาอยู่ที่นี่ทีหลังลื้อก็จริง แต่เจ๊ก็เห็นลื้อเป็นลูกหลาน เป็นคนในครอบครัว ลื้อมีอะไรในใจไม่เคยพูดก็ไม่ใช่ว่าเจ๊ไม่รู้ แต่ที่ไม่พูดก็เพราะรักเข้าใจไหม!”

“จ้ะเจ๊” จิ่นไจ๋ยิ้มรับ ก่อนพลิกตัวหันหลังให้เจ๊หงส์พลางซบหน้าลงบนหมอนใบใหญ่

…บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวเพราะอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุสิบขวบ จิ่นไจ๋ในวัยเด็กมักเผลอคิดถึงคนในครอบครัวอยู่บ่อย ๆ แต่ครอบครัวที่มีตอนนี้ก็อบอุ่นเหลือเกิน ความรักที่ได้รับจากพวกพี่สาวทั้งหลายทำให้ใจดวงน้อยนี้ไม่ว่างเปล่าจนเกินไป

ทั้งสองคนผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย แต่เพียงไม่นานเสียงไก่ขันก็ดังแว่วแผ่วมาตามลม ตามด้วยเสียงไม้กวาดดังแฉก ๆ จากเจ้าหน้าที่กวาดถนนยามเช้า กิจวัตรของผู้คนในเยาวราชนั้นดำเนินต่อเนื่องไม่มีหยุดทำให้ไม่เหมาะกับการนอนเท่าที่ควร

ดังนั้นพวกเธอจึงตัดสินใจตื่นออกมาหาอะไรทำก่อนกลับไปนอนเอาแรงต่อ

“เจ๊...ตื่นไหวไหมจ๊ะ” จิ่นไจ๋ลุกขึ้นเดินไปเตียงของเจ๊หงส์ที่นอนพอกหน้าขาวจนคราบแห้งเกรอะกรังติดเต็มหมอน มือเรียวสวยแตะไหล่เบา ๆ พลางสังเกตปฏิกิริยาของคนสั่งให้ปลุก

“ไหว...หิวข้าว…” หงส์ตอบเสียงยืด ก่อนลุกขึ้นท่าทางงัวเงียอย่างคนนอนหลับไม่เต็มตื่น แต่กลิ่นอาหารจากข้างบ้านทำหญิงสาวน้ำลายสอพลางเอามือลูบท้องสองสามที

“เจ๊ไปล้างหน้าสักประเดี๋ยว”

พวกเธอเดินลัดเลาะไปตามตรอกต่าง ๆ ผ่านย่านค้าขายของส่งจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ทะลุออกไปจนถึงถนนหลักเยาวราช บริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านค้า ธนาคาร และร้านทองใหญ่ ๆ ที่เปิดแข่งขันกันหัวทุกมุมถนน แต่ถ้าหากว่ากันตามตรงแล้ว ร้านที่โดดเด่นที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้น…

ห้างทองสกุลตัน

ร้านทองของเฮียตง เจ้าของตึกแถวให้เช่าหลายร้อยคูหาในตรอกที่จิ่นไจ๋อาศัยอยู่

“เขาว่ากันว่าแขกขายผ้าย่านสำเพ็งย้ายไปขายที่พาหุรัดกันหมดแล้ว เฮียตงเคี่ยวเหลือเกิน คิดค่าเช่าไม่เป็นธรรม พวกแขกเลยไม่ยอม” เจ๊หงส์ทำท่ากระซิบกระซาบทั้งที่เสียงแหลม ๆ ของเธอไม่ได้ลดเสียงลงเลย

“ฝั่งสำเพ็งเป็นร้านค้าคนจีนไม่ใช่เหรอจ๊ะ มีแขกด้วยเหรอ?”

“ก็มีบ้างนา ย่านค้าขายเงินสะพัดแบบนี้ ใครจะไม่อยากกอบโกยล่ะ”

จิ่นไจ๋พยักหน้าเห็นด้วย ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติแข่งกันกินแข่งกันใช้ ตามที่อากงอาม่าชอบพูดว่าเงินทองกองอยู่ในอากาศ ใครอยากได้ก็คว้าเอา

“กินอะไรกันดีล่ะเรา” เจ๊หงส์เท้าสะเอวมองของกินรอบตัวที่ละลานตาเสียจนเลือกไม่ถูก

“คงไม่พ้นร้านเจ๊กโง้วอีกละมั้งจ๊ะ” เจ้าของร่างเพรียวบางชี้ไปทางร้านข้าวต้มเจ้าประจำ

แสงแดดยามเช้าเริ่มแยงตาคนอดนอนอย่างพวกเธอ ดวงตาเริ่มมีอาการแสบจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปร้านประจำ เจ๊กโง้วขายข้าวต้มทรงเครื่องหลายอย่าง

“อั๊ยย่ะ สองสาววันนี้กิงอาราย” ชายชราหลังค่อมกำลังหันซ้ายทีขวาที เงยหน้าจากเตาเห็นแขกประจำก็ร้องทักด้วยภาษาไทยสำเนียงแปร่ง ๆ

“อาแปะ เอาเหมือนเดิมค่ะ” จิ่นไจ๋ตอบชายชราเสียงหวาน

ยามปกติเขาไม่ค่อยพูดค่ะกับคนในร้านเพราะนึกกระดากปากและมักจะพูดจ้ะเสียมากกว่า แต่พอออกมาใช้ชีวิตข้างนอกจริตจะก้านก็แสดงออกให้คล้ายคลึงกับหญิงสาวทั่วไป ช่วงแรกในวัยเด็กนั้นมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เมื่อทำเป็นเวลานานแล้วทุกอย่างก็ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“อั๊วก็เอาเหมือนเดิมนาอาแปะ” เจ๊หงส์ตอบพลางดันหลังอาไจ๋เข้าไปในร้าน

“หวา! นังหนูนี่ใครกับทำไมอั๊วจำม่ายล่ายเลย” เจ๊กโง้วหัวเราะร่า ล้อเลียนหงส์

ทุกเช้ายามพวกเธอออกมาหาของกินมักจะมาด้วยหน้าสดเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องประทินโฉมใด ๆ ด้วยคิดว่าเดี๋ยวเดียวก็กลับไปนอนต่อ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ชายชราเอ่ยปากแซวทุกครั้งที่พบกัน

“ชิส์ ลูกค้าประจำไงแปะ จะเอาไหมเงินน่ะ คิก” เจ๊หงส์แกล้งขึ้นเสียงใส่แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้ม หัวเราะร่า

เธอชินชาเสียจนคิดว่าเป็นเรื่องตลกไปแล้วเพราะดวงตาที่เรียวเล็กจนแทบปิด ทำให้หลายคนที่เคยเห็นบนเวทีจดจำใบหน้าตอนไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มแทบไม่ได้

“โถ่...เอาซี ๆ โจ๊กฉ่ายตั้ว[1]หนึ่งกับข้าวต้มแห้งของอาบุษซาบานะ จ๋อ ๆ หาที่นั่งเลยตามซาบาย”

[1] โจ๊กฉ่ายตั้ว หรือที่เรียกกันว่า โจ๊กหมูสับ เป็นอาหารจีนชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นข้าวต้มที่ต้มจนเละและข้น นิยมใส่หมูสับปรุงรส และอาจมีเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น ไข่เยี่ยวม้าหรือผัก คำว่า "โจ๊ก" ในภาษาไทยมาจากภาษาจีนกวางตุ้งว่า "จ๊ก"

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 11

    หยางตงลืมตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่อ้อมแขนแกร่งกำชับร่างบอบบางเอาไว้ เขาเหม่อมองเพดานหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกอย่างเป็นความตั้งใจของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาการฮีทของจิ่นไจ๋เพียงอย่างเดียว“อื้อ” เสียงหวานครางแผ่วในลำคอ เนื้อตัวเมื่อยขบระบมไปทั้งร่าง กว่าคลื่นสวาทของเฮียตงจะจบลงก็ทำเขาร้องจนเสียงแหบแสบลำคอไปหมด“ตื่นแล้วเหรอ อาตี๋น้อย”จิ่นไจ๋เบ้หน้ามองเจ้าของดวงตาคมเข้มด้วยความรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึก ๆ ที่ถูกเขาจับได้จนเรียกว่า อาตี๋ แบบนี้ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เขาไม่รู้ว่าจะต้องสนทนาเรื่องไหนก่อนจึงจะคลี่คลายปมในใจ“โกรธเหรอ?” ชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นเขาจ้องมองเจ้าของดวงหน้างามพยายามคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่“ไม่ถูกสิ ห้าปีก่อนหนูฮีทแล้วก็ดึงเฮียเข้าไปเอี่ยว รู้ไหมว่านั่นน่ะ...”เฮียตงเอามือลูบหน้าเหมือนคนจนปัญญา เขาไม่อยากบอกคนตรงหน้าว่านั่นเป็นครั้งแรกของตน หลายปีมานี้ชายหนุ่มส่งคนออกไปตามหาเด็กคนนั้นมาตลอด ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะปลอมเป็นหญิงได้แนบเนียนขนาดนี้“ตอน…ตอนนั้นไจ๋ฮีทครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจนะจ๊ะ” จิ่นไจ๋อ้อมแอ้มตอบ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนผิด ส่วนพันธะ

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 10

    “อ๊า เฮีย”“หึ!” เฮียตงตาลุกวาวมองเรือนร่างขาวโพลนตาเป็นมัน เนินเนื้อบริเวณหน้าอกนูนขึ้นเล็ก ๆ น่าจะมาจากฮอร์โมนบางอย่างที่ทำให้บุปผาตัวน้อยตรงหน้าเขาดูคล้ายผู้หญิง ชายหนุ่มก้มลงดูยอดอกนุ่มนิ่ม ละเลงลิ้นชิมความหวานจากร่างของอาไจ๋อย่างมูมมาม“อ๊า เฮียอย่าเล่นตรงนั้นจ้ะ อื้อ!”ร่างของจิ่นไจ๋สั่นสะท้าน หัวใจเต้นระรัว ลมหายใจขาดห้วงริมฝีปากร้อนระอุของเฮียตงกำลังครอบครองจุดสั่นไหวของเขา มือใหญ่ล้วงลงไปเบื้องล่างเจอกลุ่มก้อนป่องนูน ก็ยิ้มกริ่มสะโพกนุ่มกำลังแอ่นอ้ารับการปรนเปรอแตกต่างจากปากเล็ก ๆ ที่เอาแต่เอ่ยคำทัดทาน“อาไจ๋พร้อมเป็นของเฮียหรือยัง”“อึก”จิ่นไจ๋ขบเม้มริมฝีปากดวงตาหวานหยาดเยิ้มมองศีรษะทุยที่กำลังพรมจูบไปตามลำตัวของเขาอย่างนึกกระดากอายแต่ร่างกายกลับตอบสนองตามสัญชาตญาณ เรียวขาทั้งสองเกี่ยวสะโพกสอบเข้าหาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไป‘ร่างกายทรยศ!’บุปผาคนสวยได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ สมองของเขาเบลอไปหมด เมื่อลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวเนื้อเย็นริมฝีปากของมาเฟียหนุ่มขบเม้มผิวเนื้อนุ่มด้วยปลายฟันเบา ๆ ทิ้งรอยจาง ๆ ที่ทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก“อ๊า… อย่าจ้ะ…” เสียงสั่นเครือหลุดลอดริมฝีปาก

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 9

    หยางตงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ปกติ อาการร้อนวูบวาบแปลบปลาบไปทั้งตัวเช่นนี้ใช่ว่าสุริยาอย่างเขาจะไม่เคยเจอ เพียงแต่ร่างกายกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ เนื่องจากหลวมตัวไปผูกพันธะกับบุปผาคนหนึ่งเข้าตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน…จนถึงบัดนี้เขาก็ยังหาตัวคนผู้นั้นไม่เจอ“อาเชน แวะตึกเจ็ดชั้นข้างหน้า” ชายหนุ่มปลดกระดุมสองเม็ดบนสุดออกอย่างรำคาญ ใบหน้าคมคายหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาพร่าเลือนเหมือนคนสายตาสั้นมองอะไรไม่ชัด“ไหวไหมครับเฮีย” เชนมือขวาของเขาถามพลางมองกระจกหลังดูอาการของผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง“ไม่ต้องสนใจอั๊ว กลับบ้านไปบอกอาม่าว่า คืนนี้อั๊วมีธุระนอนที่สำนักงาน”“ครับเฮีย”หยางตงตั้งใจหลบเลี่ยงผู้คนเพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า นิสัยของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามเดาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง!ตึกเจ็ดชั้นเป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน หากผ่านมาทางนี้อย่างไรก็ต้องแวะพักที่นี่ แทนที่จะกลับไปพักที่บ้านอย่างแน่นอน“เฮียตง เปิดห้องใช่ไหมครับ” พนักงานต้อนรับวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับแขกประจำ“เออ อั๊วขอห้องเดิม”“ครับ เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”“ไม่ต้อง ลื้อมีอะไรก็ไปทำเถอะ” ชายหนุ่มไ

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 8

    ทางด้านจิ่นไจ๋ที่ถูกเรียกตัวให้ขึ้นแสดงกะทันหัน ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นทันใด เวทีนี้ทั้งแสงสีและขนาดยิ่งใหญ่เสียกว่าร้านน้ำชาเล็ก ๆ ของเธอ ผู้ชมเบื้องล่างต่างก็เป็นคนสำคัญในย่านนี้ทั้งสิ้น หากวันนี้เกิดข้อผิดพลาดเห็นทีฮวาอี้โหลวของเธอคงสิ้นชื่อ“เสียงเพลงขึ้นแล้วแสดงเลยอย่าให้ผิดหวัง” ชายชุดดำสวมชุดสูทแบบฝรั่งกล่าวกับเขาก่อนขึ้นเวลา“ค่ะ” บุปผาตัวน้อยพยักหน้าก่อนเดินกรีดกรายขึ้นไปบนเวที“โฮ้ววว”เสียงอุทานดังขึ้นเมื่อเรือนร่างอรชรก้าวขึ้นบนเวที จิ่นไจ๋ในหน้ากากของบุษบานั้นสวมชุดเสื้อแขนยาวแบบกว้าง กับกระโปรงสีสันสดใสผูกช่วงเอวด้วยผ้าสีเดียวกันดูมีทรวงทรง ดวงหน้าหวานโผล่พ้นผ้าคลุมแค่ครึ่งหน้าก็ทำเอาหลายคนตกตะลึง“สวย ๆ อาตง อาบุดซาบาอีสวยมากจริง ๆ”กิมเฮียงชื่นชมบุษบาคนงามไม่หยุดปาก เสียงปรบมือยังคงดังก้องแข่งกับเสียงเพลง ร่างน้อยที่เริ่มกรีดกรายอยู่บนเวทีนั้นงดงามราวกับเทพเซียนจิ้งจอก เย้ายวนแต่ก็มิอาจละสายตาได้ทำได้เพียงดำดิ่งลงไปในห้วงเหวแห่งความสวยงามเท่านั้นในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในภวังค์นั้น วาริทและรินลดาที่ได้รับสัญญาณจากมารดาจึงหาทางปลีกตัวออกไป“อาม่า ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักค

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 7

    กิมเฮียงนั่งมองบนเวทีการแสดงที่คนของหลานชายจัดหามาให้ มืออันเหี่ยวย่นวางลงบนหลังมือของหลานชายแผ่วเบา หญิงชราหันมายิ้มตายีพลางเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว“ขอบใจนาอาตงที่ตามใจอาม่า วันเกิดของคนหนุ่มควรไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแท้ ๆ แต่ลื้อก็ยังเลือกจัดงานเพื่อให้อาม่ามีความสุข”“เพื่อนผมเต็มงาน อาม่าไม่เห็นเหรอ”“ก็เหง...แต่ลื้อก็สละเวลามาดูแลอั๊ว”“อาม่าสละเวลาทั้งชีวิตดูแลผมได้ เรื่องแค่นี้ทำไมผมจะทำให้ไม่ได้” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากให้ผู้มีพระคุณที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจัดงานอะไรเอิกเกริกขนาดนี้ ทว่าอาม่าแก่ขึ้นทุกวัน เธอมักพูดว่าอยากมีช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัวให้มากจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นงานวันเกิดจึงเปรียบเสมือนฉากหน้าที่พาพ่อและญาติ ๆ มารวมตัวถึงไม่สนิทสนม แต่ทุกคนก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี“พี่วิน แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะคะ” วางมือบนแขนของเขาอย่างตั้งใจแสดงออกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จงใจให้หญิงสาวทั่วทั้งงานเข้าใจว่าเธอคือคู่หมั้นของเขา ทั้งที่สองบ้านยังไม่ได้ส่งมอบสินสอดทองหมั้นแต่อย่างใด ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีเพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด“สุขสันต์วันเกิดนะครับ”คุณฮั่นโค้งศีรษะให้เป

  • บุษบาเยาวราช   บทที่ 6

    เหมยฮัวลากถูลู่ถูกังพาพี่ชายเข้าไปในวงล้อมของกลุ่มนักการเมืองของคุณพ่อ คุณฮั่นพยายามแกะมือปลาหมึกของน้องสาวออกแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของเธอได้ เหมยฮัวไม่ชอบให้พี่ชายเข้าไปวุ่นวายกับคนค้าขายเหล่านั้น แม้จะไม่พูดออกมาตามตรงทว่าการกระทำของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากเสวนาด้วย“เหมยฮัว สวยจังเลยลูกสาวเตี่ย” ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานสวมแว่นตาทรงกลมมองมายังลูกสาวคนโปรดด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม“แหม คุณประกิตไม่เก็บอาการเลยนะครับ ลูกสาวสวยขนาดนี้คนคงรุมจีบหัวกระไดไม่แห้งเลยใช่ไหม” หนึ่งในเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน“ใครว่าล่ะ ผมกลัวลูกสาวของผมจะไปขืนใจลูกชายใครเข้าเสียมากกว่า” คุณประกิตพูดพลางเหลือบตามองไปยังชัยทัตทีหนึ่ง เหมือนรู้กันว่าอีกไม่นานคงได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน“เตี่ยก็… พูดแบบนี้เหมยเสียหายนะคะ” หญิงสาวทำหน้างอ มองผู้เป็นพ่อด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก“คุณประกิตก็พูดเกินไป อาจมีใครสักคนที่ยินยอมพร้อมใจยกลูกชายให้หนูเหมยฮัวก็ได้นะคะ” ลัดดาวัลย์แม่เลี้ยงของเฮียตงกล่าว พลางหันไปหาลูกชายกับลูกสาวของเธอที่นั่งอยู่ข้างกายเธออยากส่งเสริมให้เหมยฮัวได้แต่งกับลูกชายแท้ ๆ ของเธอเอ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status