แชร์

บทที่ 3 หอมบุปผา

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-11 15:20:14

“คุณหนูท่านจะเอาอย่างไรต่อดีเจ้าคะ” จงเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเมื่อนางทั้งสามขนหีบออกมาด้านนอกแล้วก็เดินไปตามทาง กับความมืดและท้องฟ้าที่ร้องยามใกล้ฝนตก

         “จงเอ๋อร์ ยี่เอ๋อร์ ขอบใจพวกเจ้ามากที่มาช่วยข้าขนของ ตอนนี้ไม่มีคุณหนูสกุลจางอะไรทั้งนั้น มีเพียงจางหย่งเล่อ สตรีกำพร้าเท่านั้น” นางบอกกับสาวใช้ที่เป็นเหมือนดังเพื่อนกันเสียมากกว่าจะเป็นนายบ่าว

         “เจ้าค่ะ” สองสาวรับคำเสียงอ่อย

         “วันนี้พักโรงเตี้ยมก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะจ้างรถม้าไปส่งที่หูเป่ย”

         “หูเป่ยหรือท่านเป็นสตรีผู้เลอโฉม กลิ่นกายหอมเช่นนี้ ไปอยู่คนเดียวได้อย่างไรกัน” จงเอ๋อร์รีบแย้ง นางเป็นห่วงกลัวว่าหย่งเล่อจะเป็นอันตรายไปเสียก่อน

         “ข้ามีโฉนดที่ดินของท่านแม่ ที่เคยแอบเข้าไปดูในห้องเก็บสมบัติสกุลจาง ที่ดินนั่นอยู่ในเมืองหูเป่ย ทิศบูรพาเป็นที่ดินอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลออกไปจากตัวเมืองหูเป่ยสักหน่อย แต่ข้าคิดว่าน่าจะพออยู่ได้” นางคิดอยากใช้ชีวิตให้สงบสุข ลาขาดสิ้นแล้วเมืองหลวงที่มีแต่ความอิจฉาริษยา รูปกายนางกระทั่งป้าสะใภ้ก็ไม่เว้น

         “ท่านอยู่ได้อย่างไรกันคนเดียว”

         “ได้สิ อย่าลืมนะเจ้าสองคนสอนข้าให้ทำงานเหมือนสาวใช้ ข้าทำกับข้าวหุงข้าวแล้วก็ดูแลบ้านเรือนได้ ของเพียงความสงบสุขสักนิด ข้าก็อยู่ได้สบาย” นางบอกสองเพื่อสาวที่ร่วมชะตากรรมมาด้วยกัน

         “บ้านเกิดข้าก็อยู่หูเป่ย เช่นนั้นพวกเราไปอยู่ด้วยกันดีหรือไม่” ยี่เอ๋อร์ชวนทั้งสามคนไปอยู่ด้วยกัน

         “จะรบกวนพ่อแม่เจ้าได้ที่ไหน ไม่เอาข้าขออยู่บ้านของข้าบนที่ดินแม่ข้าสักพัก ไว้คิดหาทางได้แล้วจะบอกพวกเจ้า”

         “เช่นนั้นพวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน หากเพื่อนเดือดร้อนย่อมช่วยเหลือกัน” ทั้งสามเกี่ยวก้อยให้คำมั่นสัญญาซึ่งกันและกัน

         “เถ้าแก่ขอห้องพัก1 ห้อง” หย่งเล่อบอกกับเถ้าแก่โรงเตี้ยมที่กำลังยืนนับเงินอยู่

         “ได้ๆ มาเชิญด้านในก่อน พวกเจ้ามากันเสียมืดค่ำ ดีที่ว่ายังมีห้องพักเหลือ”

         “พวกข้ามาอย่างฉุกละหุก บ้านของพ่อและแม่ของข้าป่วยกะทันหันต้องรีบไปดูใจ” นางแสร้งทำตัวน่าสงสาร เพื่อจะได้หลบหลีกภัย หากใครรู้ว่านางเป็นสตรีที่ไม่มีที่ไปจักเป็นอันตรายเอาได้

         “บ้านเจ้าอยู่ที่ใด เดี๋ยววันพรุ่งข้าจะหารถม้าให้พวกเจ้าเดินทางดีหรือไม่” เถ้าแก่โรงเตี้ยมสงสารเหล่าดรุณีน้อยที่ต้องออกเดินทางกันลำพัง จึงอยากไหว้วานคนที่ไว้ใจได้ให้ไปส่งจะดีกว่าให้เดินทางกันเองโดยไม่มีผู้ใดดูแล

         “ขอบคุณเจ้าค่ะ เถ้าแก่ ข้าจักไม่ลืมบุญคุณท่าน” หย่งเล่อกล่าวกับเถ้าแก่พร้อมขยิบตาให้กับเพื่อนทั้งสอง คืนนี้ทั้งสามนอนห้องเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยหากมีอันใดเกิดขึ้นจักได้ร้องเรียกให้คนช่วยได้

         “พวกเราพักผ่อนกันก่อนเถิด” วันนี้นางเหนื่อยมามากพอแล้ว

         หย่งเล่อคิดถึงอิสระที่เพิ่งได้รับมาไม่นาน ก็รู้สึกสบายใจ ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาบังคับนางได้อีกแล้ว

         “เคราะห์ของโฉมงามโดยแท้” ความงามที่เป็นภัยของนางทำให้นางต้องลำบากมาหลายปี เช่นนั้นนางต้องอยู่ใกล้ไกลจากผู้มีอำนาจ นางไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามล่มเมือง

         เมื่อหันไปเห็นเพื่อนสาวสองคนได้นอนหลับกันอย่างสนิทดีแล้ว นางก็เหม่อมองไปด้านนอก คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ทำให้นางคิดไปถึงตอนนางอายุสิบห้าหนาวในคืน ‘[1]หยวนเซียว’ ตอนนั้นนางเป็นหญิงสาวที่น่าสงสาร แม้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ แต่ไม่ได้รับสิทธิ์ให้ออกไปด้านนอก ชีวิตนางดั่งต้องโทษติดคุกตั้งแต่ที่ท่านลุงรับนางมาเลี้ยงดู ไม่ว่าเทศกาลใดนางก็ไม่ได้รับอนุญาตจากท่านลุงและท่านป้าสะใภ้ให้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก

         นางเริ่มโตเป็นสาววัยปักปิ่นแล้ว อยากออกไปดูโลกภายนอกว่าจะเป็นเช่นไร สุดท้ายนางก็เลือกหนีออกมากับสหายรักอีกสองคนที่เพิ่งนอนหลับไป

         “เจ้าดูลู่ทางดีๆนะ หากท่านป้าข้ามารีบบอกโดยเร็ว” เสียงโฉมสะคราญกระซิบกระซาบกับเพื่อนร่วมชะตากรรม ที่ต้องการออกมาเที่ยวกับนาง

         ทั้งสามวางแผนให้นอนหลับแต่หัวค่ำโดยไม่ให้ใครสงสัย แล้วก็ปีนกำแพงลอบออกมาทางด้านหลัง นางเอาผ้าปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้คนจดจำนางได้ เหล่าคนรับใช้ที่ไม่มีงานแล้ว ต่างก็ออกมาเที่ยวเช่นกัน

         หากมีผู้ใดเห็นและจำนางได้ จักเกิดเรื่องแล้วอีกอย่างวิธีลงโทษของท่านป้าสะใภ้ นางก็เข็ดขยาดเพราะนางต้องโดนขังในห้องเก็บฟืน ให้อดข้าวหนึ่งวัน

         ชีวิตคุณหนูสกุลจางช่างน่ารันทดนัก แต่นี่คือชะตาที่นางไม่ได้เป็นคนเลือก หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อท่านแม่ของนางอายุสั้นละก็ ป่านนี้นางคงจะเป็นคุณหนูจางหย่งเล่อผู้งดงาม ชื่อเสียงดังขจรขจายไปทั่วเมืองหลวง

         เมื่อนางลอบออกมาได้ นางก็เที่ยวเตร่จนเกือบยามจื่อ[2] คนที่ไม่เคยออกมาพบผู้คนมากมายเช่นนี้ก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ท้องฟ้าที่มืดสนิทแต่โคมไฟที่จัดเรียงเป็นแนวยาวตามท้องถนน ทำให้มันสว่างไสวดุจเวลากลางวันก็ปาน พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกให้ซื้อโคมไฟ และขนมน้ำตาลปั้น และขนมบัวลอยที่นิยมกินด้วยกันในครอบครัววันนี้

         นางมองไปรอบๆ ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จนเมื่อเดินมาเรื่อยๆและหยุดที่หน้าร้านขายโคมไฟร้านหนึ่ง ที่มีโคมไฟรูปนกน้อยที่อยู่ในกรงไม้ไผ่ ทำให้คิดถึงตัวเอง

         บ้านสกุลจางก็ไม่ต่างจากกรงที่ขังนางเอาไว้

         “แม่นางน้อย นี่เป็นโคมไฟที่ขายดีที่สุด เหลืออันสุดท้ายแล้ว ข้าลดให้เหลือ 10 อีแปะดีหรือไม่” เถ้าแก่อยากขายให้หมด เพราะนี่ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว

         “เอ่อ...เถ้าแก่ข้า...เอ่อ” ขณะที่นางกำลังลังเลนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

         “เถ้าแก่ ข้ารับโคมนี้”

บุรุษหนึ่งที่เห็นนางลังเลไม่ยอมซื้อเสียที จึงมาชิงตัดหน้าไป นางจึงถอยให้กับบุรุษผู้นั้นเสีย เพราะตนจะถือกลับบ้านก็เห็นว่าท่านป้าสะใภ้จะสงสัยเอาได้

“เถ้าแก่ท่านขายให้คุณชายท่านนี้เถิด” นางผินหน้าหันออกจากร้านโคมไฟหมายจะไปชมที่เขาจุดดอกไม้ไฟ แต่ใบหน้าของนางกลับเฉียดเข้าใกล้เขา สายตาสองคู่สบประสานกัน ดวงหน้างดงามภายใต้ผ้าแพรผืนบาง ขึ้นแดงระเรื่อ แต่คิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นคงไม่สามารถมองเห็นอาการที่แปลกไปนั้นได้

บุรุษหนุ่มเมื่อกำลังหยิบเงินออกจ่ายค่าโคมไฟ ชั่วลมหายใจที่เงยหน้าขึ้น ก็เฉียดเข้ากับใบหน้าของโฉมสะคราญภายในผ้าผืนบางนั้นเข้าอย่างบังเอิญ แค่ชั่วพริบตาที่ได้สบกัน เขารู้สึกว่าเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน แม้แต่ลมหายใจเขาก็สะดุดไปชั่วขณะ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมานั้นทำให้เขาแปลกใจยิ่งนัก

หอม...!

หย่งเล่อตกใจ เมื่อตนเองสบตากับบุรุษหนุ่มผู้มีนัยน์ตาดุจพญาเหยี่ยว รูปโฉมงดงามราวกับบัณฑิตผู้รอบรู้ ใบหน้าผิวพรรณผุดผาดราวกับสตรีในห้องหอ นางตกตะลึงงัน ไม่คิดว่าบนโลกใบนี้จะมีบุรุษที่รูปกายงามราวกับเทพราชาลงมาจุติ

“อะ...เอ่อ...ขออภัยคุณชาย” นางกล่าวสั้นๆ เมื่อได้สติผินหน้าหลบก้มเอาพัดปิดบังใบหน้าอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เขาจับเอาได้ว่า นางหลงรูปโฉมที่ได้ยลเพียงระยะเวลาสั้นๆ

สตรีเช่นนางไม่เคยพบพานบุรุษรูปงาม วันๆ เจอแต่บ่าวชายหญิงในจวน เมื่อพบเขาหัวใจดวงน้อยก็เต้นระรัวจนนางยังได้ยิน

“มิเป็นอันใด โคมนี้เจ้าจะซื้อหรือไม่” บุรุษรูปงามถามนาง

“ปะ...เปล่า ข้าเพียงมองว่ามันงดงามเพียงเท่านั้น หากท่านอยากได้ เอาไปเถิด” นางย่อลงน้อยๆ เพื่อขอตัวจากไป ไม่อยู่ให้ตัวเองเสียอาการตรงนี้นาน

“ดะ...เดี๋ยวเจ้าชื่ออะไร”

“เอ่อ...ข้า” ยังไม่ได้ทันจะได้ตอบ เสียงจงเอ๋อร์กับยี่เอ๋อร์ก็ดังขึ้น

“เจ้าอยู่นี่เอง รีบหนีเร็วนายท่านกับฮูหยินตรงมาทางนี้ เราต้องรีบกลับจวน” เสียงสาวใช้บอกพร้อมกับลากนางให้วิ่งนำไป

หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยได้ออกมาจากจวนอีกเลย ราวกับถูกขังไว้ภายในจวนนั้น เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อยากเจอเขาอีกสักครั้ง แม้ว่าจะผ่านมาหลายปี เขาอาจจะแต่งงานไปแล้ว แต่นางก็ปรารถนาที่จะให้มีโอกาสนั้นอีกสักครา

นางเลิกคิดฟุ้งซ่านและเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั้นเสีย ข่มตาให้หลับลง เผื่อให้ตื่นมาเจอกับวันใหม่ที่สดใสกว่าเก่า

รุ่งเช้าหน้าโรงเตี้ยมมีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว นางจ่ายเงินให้เถ้าแก่แล้วก็เดินยกของขึ้นรถไป

“เจ้าส่งให้ถึงหู่เป่ย นางเป็นญาติข้า” เถ้าแก่ที่เอ็นดูโฉมสะคราญทั้งสาม อ้างไปว่าเป็นญาติเพื่อให้คนขับรถม้าดูแลพวกนางเป็นอย่างดี

หย่งเล่อยิ้มให้กับเถ้าแก่ ก่อนที่รถม้าจะออกไป ในเมืองหลวงแห่งนี้ อย่างน้อยข้าก็ได้พบกับคนที่ใจดีมีน้ำใจอยู่บ้าง หวังว่าหมู่บ้านหลงบุปผาที่นางคิดจะไปใช้ชีวิตอยู่นั้น จะพบเจอแต่คนดีๆ

[1] คืนหยวนเซียว คืนจันทร์เต็มดวงเดือนอ้าย หรืออีกชื่อเรียกว่าเทศกาลโคมไฟ

[2] ยามจื่อ: เวลา 23:00-00:59

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 29 ความสุขที่อยากได้รับ

    เสวียตงซานกลับถึงตำหนักอุดร ที่มีกองทัพของท่านแม่ทัพว่านคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ เขารู้จากชิงชางแล้วว่า พี่รองไปรบแทนตัวเขาที่บาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้การรบเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากถึงตำหนัก เมียรักของเขาก็เอาแต่บังคับให้เขากินยาและนอนหลับ จนกว่าแผลจะสมานดี และใช่เขาไม่ได้ร่วมรักกับนางเลยตลอดสองสัปดาห์ที่กลับมาอยู่ตำหนักอุดร “เมียข้าไปไหน” ความหงุดหงิดงุ่นง่านเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออ๋องหนุ่มไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ “กล่อมท่านอ๋องน้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ตงหานทำไมกลับมาอยู่บ้านงอแงนัก” เขารู้สึกขัดใจเสียจริงจะหวานกับเมีย ลูกก็คอยจะขัด แล้วก็ยังโดนนางสั่งให้นอนแยกห้อง เนื่องจากวันนั้นเขาตักตวงจากนางมากไปหน่อย ‘ก็ใครใช้ให้นางตัวหอมเช่นนี้เล่า’ “ประเดี๋ยวก็คงมาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางเริ่มเข้าหน้าเจ้านายไม่ติด เพราะอะไรก็รู้ ๆ กันอยู่ ยามนี้พระชายามีสิทธิขาด ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัด คำสั่งพระชายาดุจเหมือนคำสั่งท่านอ๋อง “ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จะออกแรงมานางก็ห้าม แถมขู่หากไม่เชื่อฟังจะกลับไปแคว้นเหลียงอีกต่างหาก ‘ใช่สิ

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 28 ฝังลึก

    “อื้อ...มันแน่นเกินไป...ถอนออกก่อน” ต่อให้นางเคยร่วมรักกับเขามานานแล้ว แต่ช่วงเวลาที่ห่างกันร่างกายของนางก็ไม่ชินกับเขาเหมือนเดิม “อ๊ะ...อดทนหน่อย...ข้าจะทำอย่างระวัง” อ๋องหนุ่มกัดฟันแน่น เขาแช่ตัวตนไว้ในกายของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับท่อนล่างให้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้เบามากนัก ริมฝีปากคนตัวโตจูบขึ้นบดขยี้ริมฝีปากของนาง เสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจของสองร่าง ปลุกไฟสวาทให้โชติช่วงขึ้น เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจ ที่ได้รักกับภรรยาคนสวยของเขาอีกครั้ง สองขาของนางโอบกอดสะโพกของเขา ยิ่งทำให้ตัวตนนั้นฝังลึกลงสู่ร่างเล็ก เสียงฟืดฟาดของลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน แรงเขยื้อนของอ๋องหนุ่มรุนแรงขึ้นจนร่างเล็กต้องทักท้วง กลัวแผลที่ใกล้จะสมานนั้นปริขึ้นมาอีก “เบาแรงหน่อยเพคะ...เดี๋ยวแผลฉีก” “ข้ายังแรงได้อีก รู้หรือไม่ข้าอยากรักเจ้าทุกที่ ในตำหนักนอกตำหนัก ระเบียง หรือห้องครัวก็ตาม ขอเพียงมีเจ้าข้าก็พร้อมจะรัก” “ท่านอ๋องเกินไปแล้วเพคะ” “ข้าคิดถึงยามที่เจ้าโยกกายบนตัวข้า วันนั้นข้าจำได้ขึ้นใจ แล้วก็ยามที่ตัวตนของข้าอยู่ในปากเจ้า”

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 27 ขยับตามหมอสั่ง

    เมื่อเรียวลิ้นของเขาเข้ามาดูดกลืนนางอย่างย่ามใจ สองมือเล็กก็ร่วมมือกับเขาอย่างดี นางโหยหาเขา...! เป็นนานกว่าเขาจะถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากนุ่มของนาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังบดขยี้ริมฝีปากของอิงฮั่วก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ “หวานไม่เปลี่ยน” เขามองใบหน้าสวย ที่มีเพียงแสงจันทร์ด้านนอกส่องสว่าง ขับให้ใบหน้านางนวลผ่องยามกระทบแสง อิงฮั่วทุบแผงอกกำยำของเขาหนึ่งที “ชะ...อุ๊ย...เจ้าทำร้ายสามี” แรงนางที่ทุบอกไม่ได้รุนแรงนัก แต่ก็ทำให้ปวดหนึบที่แผลอยู่ไม่น้อย “เจ็บด้วยหรือเพคะ” นางเชิดจมูกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาใช้ความเจ้าเล่ห์หลอกล่อนาง ปลายจมูกโด่งสวยได้รูปของเขา กดมาที่แก้มของนางอีกครั้ง บดขยี้ความหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด ฟอด...! “ท่านอ๋องพอแล้วเพคะ” อิงฮั่วเริ่มสั่นไหวกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ทั้งรสจูบที่นุ่มนวล ชวนให้นางเคลิบเคลิ้ม และจมูกกับปากที่ไม่ยอมละข้างแก้มของนาง “ท่านหมอบอกให้ข้าขยับกายบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดี” “ก็เดินออกกำลังกายสิเพคะ” เขาส่ายหน้า แล้วก็กดจมูกเข้าที่กกหู ทำให้ร่า

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 26 รีบหาย

    “ชิงชาง พระชายาไปไหน” คนที่ตื่นมาไม่เห็นทั้งแม่และลูกก็เริ่มโวยวายทันที “ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางมุ่ยหน้า เขามีหน้าที่ตามพระชายาที่ไหนกันล่ะ วังหลังบุรุษทั่วไปก็ห้ามเพ่นพ่านเหมือนกับต้าเฉิงนั่นแหละ “ทำไมเจ้าไม่เฝ้าไว้” คนป่วยหงุดหงิดทันที เขาไม่อยากให้นางไปไหน อยากให้นางอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา “ท่านอ๋อง...แม่นางอิงฮั่วของกระหม่อม ตอนนี้เป็นพระสนมเอกเหลียงอ๋องตั๋วลู่อันข่าน ท่านไม่ได้ความจำเสื่อมใช่หรือไม่” คนเป็นบ่าวอย่างเขาเริ่มชักปวดใจเสียแล้ว พอเริ่มหาย อาการวู่วามขี้โวยวายก็กลับมาทันที ตอนเจ็บทำไมหมอไม่ตัดนิสัยเอาแต่ใจส่วนนี้ไปด้วยนะ “เจ้า...ยอกย้อน ข้าหายเมื่อไหร่จ้าโดนแน่” “รีบหายเถอะพ่ะย่ะค่ะ อยากกลับต้าเฉิง ป่านนี้น้องนางของกระหม่อมถูกชายอื่นคาบไปแล้ว” ไอ้ห่วงนายก็ห่วงอยู่หรอก แต่ทว่ามันก็อยากห่วงบรรดาสาวงามที่นั่นด้วย “เจ้า...!” เสียงนายบ่าวทะเลาะกันออกไปด้านนอก เรียกรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังมาถึง ตั๋วลู่อันข่านกับอิงฮั่วเดินเข้ามาด้านในเรือนพักรับรอง เห็นคนป่วยโวยวายก็คิดว่าใกล้จะหายแล้วกระมัง “ว่าอย่

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 25 พลังแห่งรัก

    สองมือของนางกุมประสานกับมือของเสวียตงซานไว้ นางเจ็บปวดใจนักเมื่อเห็นเขานอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้ คิดถึงยามเขาเจ้าเล่ห์กับนาง “เจ้าตายไม่ได้นะอ๋องโง่...ข้ายังไม่ได้แก้แค้นเจ้า” เสียงสั่นเครือของอิงฮั่ว ทำให้เสวียตงซานรู้สึกตัวเล็กน้อย มือเขาขยับ “เจ้า...ฟื้นแล้วใช่หรือไม่” นางตกใจเมื่อรู้สึกว่ามือเขาขยับ แต่ทว่าเมื่อมองอีกทีกลับมีแค่ร่างที่ไม่ไหวติงของเขานอนแน่นิ่งเท่านั้น “เจ้าหลอกข้า” นางตัดพ้อกับร่างที่ไร้สติของเขา หลอกให้นางดีใจ แล้วก็ไม่ขยับตัวเลยสักนิด นางเฝ้าเขาจนถึงเวลาให้นมกับตงหาน นางจึงลุกขึ้นแล้วให้นางกำนัลนำลูกเข้ามาในห้อง ที่นี่ล้วนมีแต่นางกำนัลที่ไว้ใจได้ของพระชายา และตั๋วลู่อันข่าน พวกที่พูดมากล้วนโดนกำจัดทิ้งหมดแล้ว นางนั่งให้นมลูกไปก็มองหน้าผู้เป็นบิดาของเขาไป “ตงหาน เจ้าต้องเรียกให้พ่อเจ้ากลับมา เหมือนที่เรียกแม่รู้หรือไม่” นางฝากความหวังไว้กับบุตรชายของตน เอง ต่อให้เขาร้ายเพียงใด ก็เป็นแค่แผนการที่เขาจัดฉากขึ้น ไม่ได้คิดร้ายกับนางจริง ๆ เมื่อรู้ความจริง นางก็น้อยใจอยู่บ้าง แต่ว่าไม่คิดโกรธเขาอีกแล

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 24 อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วงๆ

    หลังจากส่งข่าวไปยังต้าเฉิงแล้ว เหลียงอ๋องตั๋วลู่ ก็เข้าไปดูอาการของเสวียตงซานทันที เมื่อเห็นสีหน้าของหมอหลวงก็ทำให้เคร่งเครียดลงไปอีก “เป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอันข่าน ตงชินอ๋องเสียเลือดมาก กระหม่อมเกรงว่า...” “รักษาให้ดี เอายาดีที่สุดของเรามา” “ธนูที่ปักร่างของตงชินอ๋อง อาบยาพิษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าว เพื่ออยากให้ทำใจ เพราะตอนมาถึงพิษเริ่มแล่นเข้าสู่หัวใจ ดีที่ท่านอ๋องกดจุดตัวเองได้ จึงยังประคองอาการมาถึงเมืองเหลียง “ไม่มีใครในแผ่นนี้เก่งเรื่องพิษมากกว่าต้าเหลียง จำไว้” ตั๋วลู่อันข่านเจ็บใจนัก ไม่คิดว่าเผ่าเหลียวนั้นลอบกัดมหามิตรของตนเองเช่นนี้ หลังจากฟังคำจากองครักษ์ส่วนตัวของตงชินอ๋อง และส่งข่าวไปเมืองหลวง คาดว่าอีกไม่นานกองทัพต้าเฉิงก็กรีฑาประชิดชายแดนทางเหนือ ขณะที่ภายในนั้นวุ่นวายกับการรักษาตัวของตงชินอ๋อง อิงฮั่วก็เดินอุ้มลูกมา แต่เมื่อพบชิงชางที่นั่งร้องไห้อยู่ด้านนอกก็ใจสั่นขึ้นมาทันที “ชิงชาง เจ้าร้องไห้ทำไม” “แม่นางอิงฮั่ว...ท่านอ๋อง...ฮึก...ฮึก...” “ท่านอ๋องเป็นอะไร” เสียงร้องไห้ของชิงชาง ทำใ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status