แชร์

บทที่ 4 หลงบุปผา

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-11 15:21:17

การเดินทางจากเมืองหลวงใช้เวลาร่วมสองวัน ก็มาถึงหูเป่ยโดยปลอดภัย ทั้งสามเลือกที่จะเดินทางไปยังหมู่บ้านหลงบุปผา ที่เป็นบ้านเดิมของผู้เป็นมารดาของหย่งเล่อก่อน

         ขณะที่รถม้าของทั้งสามกำลังเคลื่อนผ่านในเขตเมืองหูเป่ย ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับองค์ชายตำหนักบูรพา

         “เจ้ารู้หรือไม่ เฉิงชินอ๋องเสด็จออกมาเงียบๆ เพื่อมาศึกษาวิชาที่หูเป่ย” ชายพ่อค้าเร่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น

         “จะเป็นไปได้อย่างไร หากองค์ชายตำหนักบูรพา ว่าที่ไท่จื่อ เสด็จมาจริงดังข่าวลือที่เจ้าว่า ป่านนี้ท่านผู้ตรวจการ นายอำเภอคงอยู่ไม่สุขแล้ว คงวิ่งว่อนรับเสด็จ เจ้าอย่าเที่ยวเอาเรื่องนี้ไปพูดเชียว” พ่อค้าที่เป็นเพื่อนกันเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

         หากกล่าวถึงผู้มีอำนาจโดยไม่มีมูลความจริง อาจจะมีโทษหมิ่นเบื้องสูง หัวคงไม่ได้อยู่บนบ่าอีกต่อไป

         หย่งเล่อฟังๆ แต่ก็สะดุดหูกับคำว่า ‘[1]ไท่จื่อ’แม้ว่านางจะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนอ่านเขียน แต่นางก็แอบร่ำเรียนเงียบๆ โดยให้บ่ายที่พอรู้หนังสือสอนอยู่บ้าง

         ป้าสะใภ้ใจโฉดของนาง ตั้งใจให้นางเป็นสตรีโง่เง่า หมายใจให้แต่งเป็นอนุขุนนางเฒ่า ไม่ก็จะขายเข้าหอนางโลม ดีที่ท่านลุงของนางมีใจเสน่หา จึงขัดขวางป้าสะใภ้ไว้ เพื่อที่จะได้เก็บนางไว้เป็นสตรีบำเรือกามในเรือน

         แต่นับว่ายังโชคดี ความหึงหวงของป้าสะใภ้ได้ช่วยชีวิตนางให้รอดพ้นจากทาสกามของท่านลุงของนาง ชีวิตนางต้องก้าวต่อไป จะไปเรียกร้องหาความยุติธรรมตอนนี้จากใครก็ไม่ได้

         นางถอนหายใจยาวเหยียด จนเพื่อนรักสองคนที่นั่งมาด้วยกันถามด้วยความสงสัย

         “เจ้าหนักใจที่ต้องอยู่คนเดียวหรือไม่” ยี่เอ๋อร์ สงสารเพื่อนรักอย่างหย่งเล่อ วาสนาดีแต่ว่าอาภัพนักไม่คิดว่าจะโดนกดขี่ข่มเหงจนต้องหนีมาตายเอาดาบหน้า

         “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ข้าเพียงแต่คิดถึงโชคชะตาของข้าเพียงเท่านั้น” นางยิ้มให้เพื่อนเพื่อให้พวกนางเลิกกังวลใจเรื่องไม่เป็นเรื่องของตนเอง

         “เจ้าไม่ต้องเกรงใจอันใดไป พวกเราเป็นเพื่อนกันมานาน หากมีอะไรช่วยได้ก็ย่อมต้องช่วย” ทั้งสามจับมือกัน คิดว่าชาตินี้คงทิ้งกันไม่ลง

         รถม้าเดินทางออกชานเมืองไปเรื่อยๆ ผ่านทางป่าเขาแล้วก็ทุ่งนา และสุดท้ายก็จะเห็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไป เป็นหมู่บ้านหลงบุปผา หมู่บ้านนี้อุดมสมบูรณ์ต้นไม้เขียวขจี คงจักมีลำธารในหมู่บ้านเป็นแน่ ทั้งด้านหลังหมู่มีอาคารที่ตั้งเรียงไปตามทิวเขา ที่เห็นเหมือนสำนักอะไรสักอย่างสร้างไว้สูงตระหง่าน มองเห็นในระยะไกล

         “แม่นาง ใกล้ถึงแล้ว” คนขับรถม้าเอ่ยกับสตรีทั้งสาม เขาตั้งใจดูแลพวกนางอย่างดี พาให้ส่งถึงจุดหมายตามที่เถ้าแก่ได้ฝากฝังไว้

         เมื่อลงจากรถม้าสตรีน้อยทั้งสามก็เดินเข้าหมู่บ้าน ด้านหน้าเป็นป้ายของหมู่บ้าน ชื่อว่าหมู่บ้านหลงบุปผา เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ชาวบ้านต่างออกมามุงดูสตรีแปลกหน้าสามคนที่เพิ่งมาใหม่

         “แม่นางมาหาผู้ใดกัน” สะใภ้สกุลฟ่านที่อยู่บ้านไม่ได้ทำอันใด รอเพียงสามีกลับมาค่อยปรนนิบัติพัดวี ดูแลสามีอย่างเดียว เอ่ยขึ้น

         “ข้าเพิ่งย้ายมาใหม่ นามว่าหย่งเล่อ อยากพบท่านหัวหน้าหมู่บ้านสักหน่อย ท่านป้าบอกได้หรือไม่ ว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่ใด” นางพูดด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับคุณป้าที่ออกมาเอ่ยถามพวกนาง

         “ได้สิ เหตุใดจึงไม่ได้ มาๆ ข้าจักพาไป” ไม่บ่อยนักที่จะมีคนย้ายมาอยู่หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกมาแถบชานเมือง ดีที่มีสำนักของอาจารย์หม่าเหยาตั้งอยู่บนภูเขาด้านหลัง หาไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่มีผู้ใดเข้ามาอยู่ไกลลึกถึงเพียงนี้

         “ขอบคุณท่านป้าที่กรุณา” นางย่ออย่างเคารพและเดินตามสตรีวัยกลางคนไป จากบ้านท่านป้าผู้นั้นตลอดสองฝากฝังที่เดินไป ต่างมีชาวบ้านยืนต้อนรับเหมือนนางเป็นคนสำคัญก็ไม่ปาน แล้วนางก็ไม่ต้องแนะนำตัวแต่อย่างใด เพราะว่าท่านป้าผู้นั้นอธิบายให้เอง โดยพวกนางสามคนมีหน้าที่ยิ้มอย่างเป็นมิตรเพียงเท่านั้น

         สะใภ้ฟ่านดีอกดีใจ ที่จะมีคนมาอยู่ให้หมู่บ้านได้ครึกครื้นขึ้นอีก ปกติหมูบ้านแห่งนี้มีอยู่กันเพียงห้าสิบครัวเรือน พื้นที่ของหมู่บ้านกว้างใหญ่ ทำให้ดูอย่างไรก็บางตานัก

         เมื่อเดินมาได้สักครู่ ก็ถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านหลงบุปผา สะใภ้ฟ่านบอกให้พวกนางยืนรอ เดี๋ยวตนจักไปเรียกให้เอง

         “ท่านหัวหน้าเหยียน อยู่หรือไม่” สะใภ้ฟ่านใช้เสียงที่ดังแปดหลอดตะเบงเรียก จนแสบแก้วหูตรงหน้าประตู

         “มาแล้วมาแล้ว มีอะไรหรือสะใภ้ฟ่าน” หัวหน้าหมู่บ้านเหยียนจง รีบวิ่งอย่างกุลีกุจรเข้ามา เพราะว่าเสียงของสะใภ้ฟ่านนั้นดังเหลือเกิน

         “ข้าพาแม่นางน้อยหย่งเล่อกับสหายมาพบท่าน แม่นางหย่งเล่อจะย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านของเรา” สะใภ้ฟ่าน

อธิบายให้เสร็จสรรพ หย่งเล่อเพียงแต่หยิบหนังสือโฉนดที่ดินของมารดาส่งให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านตรวจสอบเท่านั้น

         “โอ...ดีๆ...ไหนๆ เจ้ามีที่ตรงไหน” หัวหน้าเหยียนดีใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งมีคนย้ายมาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้เยอะขึ้น ทางการก็จะส่งเงินมาบำรุงหมู่บ้าน ทั้งยังถนนหนทางก็จะได้สัญจรอย่างสะดวก

         “นี่เจ้าค่ะ ข้าก็ไม่แน่ใจตรงที่ใด หลังจากท่านพ่อกับท่านแม่ข้าเสียชีวิต ก็มีแค่โฉนดนี้ให้กับข้า”

         “ตรงนี้มีบ้านหลังเก่า แต่เจ้าจะอยู่ได้หรือ มันเก่ามาก” หัวหน้าเหยียนครุ่นคิด

         “อยู่ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวค่อยๆ ต่อเติมซ่อมแซมกันไป” หย่งเล่อพยายามทำตัวให้ติดดินมากที่สุด นางไม่อยากเรื่องมาก จนเป็นที่หมั่นไส้กับเหล่าชาวบ้าน

         “เช่นนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าจะเกณฑ์ชาวบ้านไปซ่อมหลังคากับประตูให้กับเจ้า เป็นสตรีจักอันตราย” หัวหน้า

เหยียนมองใบหน้าสตรีตรงหน้าแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

         “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านหัวหน้าเหยียน” หย่งเล่อเมื่อเดินทางมาถึงบ้านเก่าของแม่นาง มองดูแล้วมันก็ทรุดโทรมจริงๆ แต่ว่าโครงสร้างทำได้ดีลงตัว มีห้องนอน ห้องน้ำแยกจากตัวบ้านไปด้านหลัง ห้องครัวห้องโถงรับแขก แต่มีตุ้มใส่น้ำหลายตุ้มรอบบ้าน นับว่าดีกับนางยิ่งนัก

         “พวกเราจะซักผ้ากันที่ลำธารท้ายหมู่บ้าน ส่วนฟืนพวกผู้ชายจะขึ้นไปตัดที่บนภูเขา เจ้ายังมาใหม่อยู่ เดี๋ยวข้าจะให้คนเอามาให้ก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านเป็นห่วงนาง

         “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ บ้านหลังนี้นับว่าทรุดโทรมอยู่ ต้องขอรบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาซ่อมแซมให้ข้าสักหน่อย ข้ามีค่าจ้างให้กับคนที่ช่วยซ่อม ท่านหัวหน้าหมู่บ้านโปรดดำเนินการให้ด้วยเถิด”

         “ไม่เป็นไรหย่งเอ๋อร์ เจ้าก็เก็บของอยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปเกณฑ์ชาวบ้านมา” หัวหน้าหมู่บ้านเหยียนไปดำเนินการให้นาง เดี๋ยวมืดค่ำจะลำบาก

         “หย่งเล่อ เจ้าอยู่ได้จริงๆ หรือ” ยี่เอ๋อร์เป็นห่วงเพื่อน แม้ว่าคนในหมู่บ้านจะเป็นมิตร แต่นางมาอยู่ใหม่ ทั้งยังตัวคนเดียว

         “เจ้าสองคนอย่าเป็นห่วงข้าไป คืนนี้นอนกับข้าที่นี่ก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้านพวกเจ้า” หย่งเล่อกลัวจะมืดค่ำกลางทางเสียก่อน แล้วจะเดินทางลำบาก

         ตลอดบ่ายชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ก็มาช่วยกันซ่อมแซมบ้านของนาง ให้อยู่สบายขึ้น หัวหน้าหมู่บ้านใจดีทั้งยังหาพวกอุปกรณ์ต่างๆ มาให้โดยไม่คิดเงินสักอีแปะ แต่นางก็ได้ให้เงินกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านไปซื้ออาหารมาเลี้ยงคนที่มาช่วยในวันนี้

         หลังจากได้บ้านหลังใหม่ที่พออยู่ได้โดยไม่ลำบาก ทั้งฟืน รวมทั้งชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างพากันไปช่วยตักน้ำมาให้บ้านนางใช้จนเต็มทุกตุ่ม นับว่าดียิ่ง

         “ชาวบ้านที่นี่ เป็นคนดีจริงเลย” หย่งเล่อพูดกับยี่เอ๋อร์

         “ชาวบ้านนอกก็แบบนี้แหละ เพราะว่าอยู่บ้านนอกเมือง ต้องรักและช่วยกันดูแลไว้ บ้านข้าก็เช่นกัน” ยี่เอ๋อร์

บอกกับเพื่อน นางไปเมืองหลวงเพื่ออยากทำงานหาเงินมาจุนเจือที่บ้าน จนได้ไปรับใช้ในสกุลจาง นอกจากจะกดขี่บ่าวไพร่ เงินยังได้น้อยอีกด้วย

         “พวกเจ้าสองคนรับเงินนี้ไว้” หย่งเล่อเอาเงินใส่ถุงให้นางคนละห้าสิบตำลึง ไว้เป็นทุนรอนในการมาหากิน

         “เจ้าให้เงินพวกข้าได้อย่างไร เยอะแยะขนาดนี้ เจ้ายังต้องอยู่ที่นี่ ไม่สู้เก็บไว้เองเถิด” จงเอ๋อร์กับยี่เอ๋อร์ไม่อยากเบียดเบียนเพื่อนรัก

         “อย่าได้เกรงอกเกรงใจข้า ข้าได้พวกเจ้าช่วยเหลือมาตั้งหลายอย่าง สอนให้ข้าทำสิ่งต่างๆ จนข้าสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง นี่ถือว่าเป็นน้ำใจจากข้า เจ้าไม่ต้องห่วงว่าเงินข้าจะหมด ข้ายังมาอีกมาก พ่อและแม่ข้าเก็บไว้ให้ข้าพอสมควร” นางเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ทรัพย์สมบัติจึงตกเป็นของนางทั้งหมด มีเรื่องกิจการร้านค้าในเมืองหลวง ที่โดนท่านลุงยึดไปแล้ว แต่นั่นก็ถือเสียว่าเป็นค่าเลี้ยงดูก็แล้วกัน

         “เช่นนั้นข้าจะรับไว้” สองเพื่อนสาวจำใจต้องรับ แม้ไม่อยากก็ตาม

         “เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก คืนนี้พวกเรานอนกันเถิด เหนื่อยมากแล้ว” หย่งเล่ออยากพักผ่อนให้สบายใจเสียที วันนี้ได้เครื่องนอนจากสะใภ้ฟ่านมาให้ยืมชั่วคราว วันพรุ่งนางจะออกไปซื้อที่ในเมืองหูเป่ย และออกไปพร้อมกับเพื่อนรักทั้งสองคน

         สำนักอาจารย์หม่าเหยา

“อาหุย อาหลิว พรุ่งนี้ไปเที่ยวในเมืองหูเป่ยกัน ท่านอาจารย์อนุญาตแล้ว” เฉิงอวี้ตั้งแต่มาถึงหูเป่ย ก็ตรงเข้ามายังสำนักอาจารย์หม่าเหยาทันที ไม่ได้แวะที่ใดเมื่อร่ำเรียนได้หนึ่งเดือน อาจารย์หม่าเหยาจึงอนุญาตให้ออกไปเที่ยวพักผ่อนได้ และตอนนี้ก็ครบกำหนดนั้นแล้ว

เหล่าศิษย์ที่อยู่ในเมืองหูเป่ยต่างก็กลับบ้านของตน ส่วนเฉิงอวี้ กลับบ้านเห็นจะไม่ดี เพราะกว่าจะออกมาได้แต่ละทีไม่ง่ายเลย

วังหลวงกำแพงสูง ปีนลำบาก...

“ดีพ่ะย่ะค่ะ ท่านเฉิงชินอ๋อง”

“ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว ห้ามเรียกเช่นนี้ ข้าเฉิงอวี้” เขาดุองครักษ์คนสนิทสองคน ที่เข้ามาเรียนเป็นเพื่อน และดูแลเขา เพราะสั่งย้ำแล้วย้ำอีก ว่าต้องปกปิดฐานะห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด

“ขอรับคุณชายเฉิงอวี้” สององครักษ์ก้มหน้าอย่างสำนึกผิด แต่ก็ชอบเผลออยู่เรื่อย

“หากเจ้าเรียกอีก ข้าจะให้ยืนตบปากจนกว่าข้าจะพอใจ”

ทั้งคู่เอามือปิดปากมองเฉิงชินอ๋องตาโต เพราะว่าเขาทำจริงแน่นอน และก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นอีกด้วย

ในสำนักแห่งนี้มีเพียงท่านอาจารย์หม่าเหยาเท่านั้นที่รับรู้ว่าเขาคือผู้ใด ด้วยพระราชโองราชที่ท่านพ่อทรงเขียนขึ้น และส่งให้กับท่านอาจารย์ทำให้ท่านอาจารย์จำเป็นต้องรับเขาเป็นศิษย์ ทั้งที่ปกติหากไม่เปิดรับศิษย์จะไม่มีผู้ใดเข้าสำนักนี้ได้ง่ายๆ

รุ่งเช้าทั้งสามขี่ม้าออกมาจากสำนักตรงไปยังตัวเมืองหูเป่ย โดยไม่ได้กินข้าวเช้าที่สำนักก่อน ท่านอาจารย์หม่าเหยาก็อดกังวลใจไม่ได้ เรื่องความปลอดภัย เฉิงชินอ๋องเป็นถึงองค์ชายใหญ่ หากมีอันตรายเกิดขึ้นคงจะเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อเห็นเหล่าองครักษ์เงาที่ฝ่าบาทส่งมาติดตาม ก็ค่อยเบาใจไปได้ ตอนนี้เขาได้ข่าวมาว่า มีบางคนเริ่มเอาข่าวที่เฉิงชินอ๋องมาศึกษาที่สำนักออกมาปล่อย ทั้งที่เรื่องนี้ยังคงเป็นความลับ

แต่คิดว่าคงเป็นเรื่องขั้วอำนาจในวังหลัง เขาพอจะทราบมาบ้างว่า เหล่าสนมต่างชิงดีชิงเด่นกันแบบเงียบๆ นั่นทำให้ชีวิตของเหล่าองค์ชายทั้งสี่ล้วนสำคัญ

[1] ไท่จื่อ คือว่าองค์รัชทายาท หรือว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 29 ความสุขที่อยากได้รับ

    เสวียตงซานกลับถึงตำหนักอุดร ที่มีกองทัพของท่านแม่ทัพว่านคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ เขารู้จากชิงชางแล้วว่า พี่รองไปรบแทนตัวเขาที่บาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้การรบเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากถึงตำหนัก เมียรักของเขาก็เอาแต่บังคับให้เขากินยาและนอนหลับ จนกว่าแผลจะสมานดี และใช่เขาไม่ได้ร่วมรักกับนางเลยตลอดสองสัปดาห์ที่กลับมาอยู่ตำหนักอุดร “เมียข้าไปไหน” ความหงุดหงิดงุ่นง่านเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออ๋องหนุ่มไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ “กล่อมท่านอ๋องน้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ตงหานทำไมกลับมาอยู่บ้านงอแงนัก” เขารู้สึกขัดใจเสียจริงจะหวานกับเมีย ลูกก็คอยจะขัด แล้วก็ยังโดนนางสั่งให้นอนแยกห้อง เนื่องจากวันนั้นเขาตักตวงจากนางมากไปหน่อย ‘ก็ใครใช้ให้นางตัวหอมเช่นนี้เล่า’ “ประเดี๋ยวก็คงมาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางเริ่มเข้าหน้าเจ้านายไม่ติด เพราะอะไรก็รู้ ๆ กันอยู่ ยามนี้พระชายามีสิทธิขาด ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัด คำสั่งพระชายาดุจเหมือนคำสั่งท่านอ๋อง “ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จะออกแรงมานางก็ห้าม แถมขู่หากไม่เชื่อฟังจะกลับไปแคว้นเหลียงอีกต่างหาก ‘ใช่สิ

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 28 ฝังลึก

    “อื้อ...มันแน่นเกินไป...ถอนออกก่อน” ต่อให้นางเคยร่วมรักกับเขามานานแล้ว แต่ช่วงเวลาที่ห่างกันร่างกายของนางก็ไม่ชินกับเขาเหมือนเดิม “อ๊ะ...อดทนหน่อย...ข้าจะทำอย่างระวัง” อ๋องหนุ่มกัดฟันแน่น เขาแช่ตัวตนไว้ในกายของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับท่อนล่างให้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้เบามากนัก ริมฝีปากคนตัวโตจูบขึ้นบดขยี้ริมฝีปากของนาง เสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจของสองร่าง ปลุกไฟสวาทให้โชติช่วงขึ้น เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจ ที่ได้รักกับภรรยาคนสวยของเขาอีกครั้ง สองขาของนางโอบกอดสะโพกของเขา ยิ่งทำให้ตัวตนนั้นฝังลึกลงสู่ร่างเล็ก เสียงฟืดฟาดของลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน แรงเขยื้อนของอ๋องหนุ่มรุนแรงขึ้นจนร่างเล็กต้องทักท้วง กลัวแผลที่ใกล้จะสมานนั้นปริขึ้นมาอีก “เบาแรงหน่อยเพคะ...เดี๋ยวแผลฉีก” “ข้ายังแรงได้อีก รู้หรือไม่ข้าอยากรักเจ้าทุกที่ ในตำหนักนอกตำหนัก ระเบียง หรือห้องครัวก็ตาม ขอเพียงมีเจ้าข้าก็พร้อมจะรัก” “ท่านอ๋องเกินไปแล้วเพคะ” “ข้าคิดถึงยามที่เจ้าโยกกายบนตัวข้า วันนั้นข้าจำได้ขึ้นใจ แล้วก็ยามที่ตัวตนของข้าอยู่ในปากเจ้า”

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 27 ขยับตามหมอสั่ง

    เมื่อเรียวลิ้นของเขาเข้ามาดูดกลืนนางอย่างย่ามใจ สองมือเล็กก็ร่วมมือกับเขาอย่างดี นางโหยหาเขา...! เป็นนานกว่าเขาจะถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากนุ่มของนาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังบดขยี้ริมฝีปากของอิงฮั่วก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ “หวานไม่เปลี่ยน” เขามองใบหน้าสวย ที่มีเพียงแสงจันทร์ด้านนอกส่องสว่าง ขับให้ใบหน้านางนวลผ่องยามกระทบแสง อิงฮั่วทุบแผงอกกำยำของเขาหนึ่งที “ชะ...อุ๊ย...เจ้าทำร้ายสามี” แรงนางที่ทุบอกไม่ได้รุนแรงนัก แต่ก็ทำให้ปวดหนึบที่แผลอยู่ไม่น้อย “เจ็บด้วยหรือเพคะ” นางเชิดจมูกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาใช้ความเจ้าเล่ห์หลอกล่อนาง ปลายจมูกโด่งสวยได้รูปของเขา กดมาที่แก้มของนางอีกครั้ง บดขยี้ความหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด ฟอด...! “ท่านอ๋องพอแล้วเพคะ” อิงฮั่วเริ่มสั่นไหวกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ทั้งรสจูบที่นุ่มนวล ชวนให้นางเคลิบเคลิ้ม และจมูกกับปากที่ไม่ยอมละข้างแก้มของนาง “ท่านหมอบอกให้ข้าขยับกายบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดี” “ก็เดินออกกำลังกายสิเพคะ” เขาส่ายหน้า แล้วก็กดจมูกเข้าที่กกหู ทำให้ร่า

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 26 รีบหาย

    “ชิงชาง พระชายาไปไหน” คนที่ตื่นมาไม่เห็นทั้งแม่และลูกก็เริ่มโวยวายทันที “ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางมุ่ยหน้า เขามีหน้าที่ตามพระชายาที่ไหนกันล่ะ วังหลังบุรุษทั่วไปก็ห้ามเพ่นพ่านเหมือนกับต้าเฉิงนั่นแหละ “ทำไมเจ้าไม่เฝ้าไว้” คนป่วยหงุดหงิดทันที เขาไม่อยากให้นางไปไหน อยากให้นางอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา “ท่านอ๋อง...แม่นางอิงฮั่วของกระหม่อม ตอนนี้เป็นพระสนมเอกเหลียงอ๋องตั๋วลู่อันข่าน ท่านไม่ได้ความจำเสื่อมใช่หรือไม่” คนเป็นบ่าวอย่างเขาเริ่มชักปวดใจเสียแล้ว พอเริ่มหาย อาการวู่วามขี้โวยวายก็กลับมาทันที ตอนเจ็บทำไมหมอไม่ตัดนิสัยเอาแต่ใจส่วนนี้ไปด้วยนะ “เจ้า...ยอกย้อน ข้าหายเมื่อไหร่จ้าโดนแน่” “รีบหายเถอะพ่ะย่ะค่ะ อยากกลับต้าเฉิง ป่านนี้น้องนางของกระหม่อมถูกชายอื่นคาบไปแล้ว” ไอ้ห่วงนายก็ห่วงอยู่หรอก แต่ทว่ามันก็อยากห่วงบรรดาสาวงามที่นั่นด้วย “เจ้า...!” เสียงนายบ่าวทะเลาะกันออกไปด้านนอก เรียกรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังมาถึง ตั๋วลู่อันข่านกับอิงฮั่วเดินเข้ามาด้านในเรือนพักรับรอง เห็นคนป่วยโวยวายก็คิดว่าใกล้จะหายแล้วกระมัง “ว่าอย่

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 25 พลังแห่งรัก

    สองมือของนางกุมประสานกับมือของเสวียตงซานไว้ นางเจ็บปวดใจนักเมื่อเห็นเขานอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้ คิดถึงยามเขาเจ้าเล่ห์กับนาง “เจ้าตายไม่ได้นะอ๋องโง่...ข้ายังไม่ได้แก้แค้นเจ้า” เสียงสั่นเครือของอิงฮั่ว ทำให้เสวียตงซานรู้สึกตัวเล็กน้อย มือเขาขยับ “เจ้า...ฟื้นแล้วใช่หรือไม่” นางตกใจเมื่อรู้สึกว่ามือเขาขยับ แต่ทว่าเมื่อมองอีกทีกลับมีแค่ร่างที่ไม่ไหวติงของเขานอนแน่นิ่งเท่านั้น “เจ้าหลอกข้า” นางตัดพ้อกับร่างที่ไร้สติของเขา หลอกให้นางดีใจ แล้วก็ไม่ขยับตัวเลยสักนิด นางเฝ้าเขาจนถึงเวลาให้นมกับตงหาน นางจึงลุกขึ้นแล้วให้นางกำนัลนำลูกเข้ามาในห้อง ที่นี่ล้วนมีแต่นางกำนัลที่ไว้ใจได้ของพระชายา และตั๋วลู่อันข่าน พวกที่พูดมากล้วนโดนกำจัดทิ้งหมดแล้ว นางนั่งให้นมลูกไปก็มองหน้าผู้เป็นบิดาของเขาไป “ตงหาน เจ้าต้องเรียกให้พ่อเจ้ากลับมา เหมือนที่เรียกแม่รู้หรือไม่” นางฝากความหวังไว้กับบุตรชายของตน เอง ต่อให้เขาร้ายเพียงใด ก็เป็นแค่แผนการที่เขาจัดฉากขึ้น ไม่ได้คิดร้ายกับนางจริง ๆ เมื่อรู้ความจริง นางก็น้อยใจอยู่บ้าง แต่ว่าไม่คิดโกรธเขาอีกแล

  • บูรพาพ่ายบุปผา   บทที่ 24 อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วงๆ

    หลังจากส่งข่าวไปยังต้าเฉิงแล้ว เหลียงอ๋องตั๋วลู่ ก็เข้าไปดูอาการของเสวียตงซานทันที เมื่อเห็นสีหน้าของหมอหลวงก็ทำให้เคร่งเครียดลงไปอีก “เป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอันข่าน ตงชินอ๋องเสียเลือดมาก กระหม่อมเกรงว่า...” “รักษาให้ดี เอายาดีที่สุดของเรามา” “ธนูที่ปักร่างของตงชินอ๋อง อาบยาพิษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าว เพื่ออยากให้ทำใจ เพราะตอนมาถึงพิษเริ่มแล่นเข้าสู่หัวใจ ดีที่ท่านอ๋องกดจุดตัวเองได้ จึงยังประคองอาการมาถึงเมืองเหลียง “ไม่มีใครในแผ่นนี้เก่งเรื่องพิษมากกว่าต้าเหลียง จำไว้” ตั๋วลู่อันข่านเจ็บใจนัก ไม่คิดว่าเผ่าเหลียวนั้นลอบกัดมหามิตรของตนเองเช่นนี้ หลังจากฟังคำจากองครักษ์ส่วนตัวของตงชินอ๋อง และส่งข่าวไปเมืองหลวง คาดว่าอีกไม่นานกองทัพต้าเฉิงก็กรีฑาประชิดชายแดนทางเหนือ ขณะที่ภายในนั้นวุ่นวายกับการรักษาตัวของตงชินอ๋อง อิงฮั่วก็เดินอุ้มลูกมา แต่เมื่อพบชิงชางที่นั่งร้องไห้อยู่ด้านนอกก็ใจสั่นขึ้นมาทันที “ชิงชาง เจ้าร้องไห้ทำไม” “แม่นางอิงฮั่ว...ท่านอ๋อง...ฮึก...ฮึก...” “ท่านอ๋องเป็นอะไร” เสียงร้องไห้ของชิงชาง ทำใ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status