LOGIN“พี่ไปทำงานก่อนนะ ถ้าอัญเลิกงานแล้วขึ้นไปหาพี่บนห้องได้เลย” มาส่งเธอถึงด้านหลังห้องจัดเลี้ยงเพื่อที่หล่อนจะได้แต่งตัวพร้อมสำหรับการแสดง
อยากลูบศีรษะมนหรือดึงเธอเข้ามากอดแต่ก็ไม่กล้า เลือกจะมองใบหน้าหวานแล้วโบกมือลา วันนี้งานค่อนข้างเยอะคงไม่ได้ลงมาดูหล่อนร่ายรำจึงนึกเสียดาย แต่เย็นนี้ก็ต้องกลับบ้านพร้อมกันเหมือนเดิมจึงยังคงยิ้มกว้างมีความสุข
“ค่ะ” เธอโบกมือลาเขาเช่นเดียวกัน มองแผ่นหลังกว้างที่ค่อยเลือนลับไป แววตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความสุข ค่อยเดินเข้าไปเตรียมตัวสำหรับการแสดงที่เธอรักหนักหนา
ไม่นานนักทุกอย่างก็จบลง เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาสวมชุดไปรเวทเหมือนเดิมแล้วโบกมือลากับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเข้ามาถามเรื่องของธนนท์ปภพทำให้เธอนึกสงสัยเหมือนกัน เตรียมคำตอบเอาไว้แล้วว่าจะให้เขาเป็นพี่น้องเพราะยังไม่ได้ระบุสถานะ แม้ใจจริงจะอยากเป็นมากกว่านั้นแต่ทุกอย่างยังไม่ลงตัว ก็คงต้องเป็นแค่พี่น้องไปก่อน
หล่อนเชื่อว่าในสักวันเรื่องของเราต้องพัฒนาอย่างแน่นอน
กำลังจะเดินไปกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปหาเขาที่ห้องทำงาน กลับถูกเรียกเอาไว้จึงได้หันไปมอง ก่อนนัยตาสีอ่อนจะเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่ทำให้ตนต้องออกจากบ้าน เผลอแสดงสีหน้าบึ้งตึงออกไปไม่พร้อมจะต้อนรับคนเป็นน้อง ต่างจากอรสินีที่มีสีหน้าสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด ขยับเข้ามาใกล้พี่สาวพร้อมกับดวงตาที่เริ่มแดง
“พี่อัญ” เรียกคนอายุมากกว่าด้วยเสียงสั่นเครือ
“อร...มาทำไม” ความโกรธคลายลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าน้องสาวมาหาตนถึงที่นี่ ปกติจะไม่เห็นอรสินีเข้าหาก่อนเท่าไหร่ ถึงจะเป็นฝ่ายผิดก็มักจะทำให้ตัวเองถูกเสมอ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่น้องเป็นคนเข้าหาหล่อนก่อน
“อรมาขอโทษ พี่อัญอย่าโกรธอรเลยนะคะ อรผิดเองที่ปากไม่ดีพูดไปแบบนั้น อรสำนึกผิดแล้ว...” พูดจบน้ำตาเม็ดใหญ่ก็ไหลลงจากดวงตาทำให้คนที่มองถึงกับนิ่งค้าง ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ถึงขั้นทำตัวไม่ถูก ค่อยก้าวเข้ามาตบบ่าน้องพร้อมเอ่ยประโยคที่เรียกรอยยิ้มให้คนตรงหน้าได้
“อือ ไม่โกรธหรอก” ถึงจะมีความโกรธหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าอรสินีสำนึกผิดแล้วยังมาขอโทษเองถึงที่ก็ไม่มีอะไรให้ต้องโกรธเคืองสักนิด ตัดสินใจปล่อยวางแล้วบอกกับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน
ถึงไม่ได้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงไม่คิดจะตัดขาดเพียงเพราะเรื่องผู้ชาย
“จริงนะ” เช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริง” พยักหน้าเพื่อเป็นการย้ำอีกครั้ง คราวนี้น้องสาวแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ เข้ามากอดแขนพี่สาวพร้อมกับชวนไปรับประทานอาหารด้วยความสนิทสนม
“เย้! งั้นเราไปกินข้าวกันนะคะ” ความโกรธหายไปทำให้มองอรสินีได้เต็มตาอีกครั้ง แต่เมื่อถูกชวนไปกินข้าวกลับต้องชะงัก เมื่อหล่อนมีนัดกับธนนท์ปภพจึงอยากจะขึ้นไปหาเขาก่อน
“แต่พี่...”
“ไปเถอะนะ เดี๋ยวอรเลี้ยงเอง” โน้มน้าวพลางกระพริบตาปริบกลายเป็นน้องน้อยของพี่ ไม่เคยทำกริยาเช่นนี้มาก่อนจนหล่อนไม่อยากเชื่อว่าการโมโหครั้งนั้นจะนำมาซึ่งน้องสาวผู้แสนน่ารัก แล้วอย่างนี้ตนจะปฏิเสธได้อย่างไร
เพราะอยากได้รับความรักจากคนในครอบครัวมาโดยตลอด...
เลือกไปรับประทานอาหารที่ร้านใกล้โรงแรมเพราะราคาที่ค่อนข้างถูก ระหว่างกินก็คุยกันไปพลางโดยที่น้องสาวพยายามหาเรื่องชวนคุยตลอด ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุขโดยที่เธอไม่คาดคิดเลยว่าต่อจากนี้จะเจอเรื่องเลวร้ายมากเพียงใดเกิดขึ้นกับตัวเอง
“เฮ้อ อิ่มจังเลย” หล่อนเป็นคนจ่ายค่าอาหารเพราะน้องสาวยังไม่ได้มีเงินมากมายนัก อีกทั้งช่วงนี้ทางบ้านก็เจอเรื่องหนักจึงไม่อยากรบกวนเงินในกระเป๋าของคนอายุน้อยกว่า เธอจัดการทั้งหมดด้วยตัวเองแล้วเดินตามมาสมทบกับอรสินี รับน้ำส้มจากอีกฝ่ายมาดื่มจนหมดขวดแล้วนำไปทิ้ง
“พี่กลับบ้านเลยไหม” น้องสาวขับรถมอเตอร์ไซค์มาที่โรงแรมจึงคิดจะกลับด้วยกัน รถสาธารณะรอนานและไม่ได้ผ่านบ้านหล่อนโดยตรง ส่วนใหญ่จึงใช้มอเตอร์ไซค์มากกว่า ส่วนรถยนต์หล่อนขับได้แต่ยังไม่เก่งอีกทั้งมีแค่คันเดียวส่วนใหญ่บิดาก็ใช้
“เดี๋ยวพี่ต้องไปบอกพี่หนึ่งก่อน รบกวนเขาไว้...” คิดจะกลับไปหาคนที่คอยให้ความช่วยเหลือกันมาตลอด อรสินีได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนเพิ่งึกบางอย่างออก
“อ่ะ จริงด้วย...อรเปิดห้องไว้กะจะมานอนที่โรงแรมเพราะรอง้อพี่อัญ ยังไม่ได้เก็บเสื้อผ้าเลยพี่อัญไปเก็บเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม” ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะมุ่งมั่นขนาดนี้ ถึงขั้นมาเปิดห้องในโรงแรมหรูเพื่อง้อเธอโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากพยักหน้าตอบรับ
“ได้”
“ขอบคุณค่ะ!” ทั้งสองจึงได้ขึ้นไปยังห้องพักของโรงแรมเพื่อเก็บเสื้อผ้าของอรสินี
“พี่อัญนั่งรอก่อนนะ เก็บของไม่นาน”
เข้ามาในห้องก็นึกสงสัยเพราะทุกอย่างเหมือนไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน หล่อนไม่ได้ถามออกไปเลือกจะนั่งลงที่โซฟาตามคำแนะนำของน้อง มองอีกฝ่ายเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วตาก็เริ่มปรือ รู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ อาจเพราะกินอิ่มเกินไปหรือเปล่า แต่สุดท้ายเธอก็ค่อยปิดเปลือกตาลงพร้อมตอบรับคำพูดของอีกฝ่าย
“โอเค” เอนศีรษะพิงพนักโซฟาแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่รับรู้สิ่งรอบข้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง
เสียงที่ดังรบกวนการนอนของหล่อนจนต้องเปิดเปลือกตาอย่างเชื่องช้า มองเพดานที่ต่างจากทุกวันก็ขมวดคิ้วสงสัย อยากลุกนั่งแต่รู้สึกมึนหัวจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนสัมผัสได้ถึงผ้าห่มที่คลุมกายโดยไม่มีอาภรณ์ใดปิดกั้นไว้ หลงเหลือเพียงแค่ชุดชั้นในด้านบนและด้านล่างเท่านั้นจนเธอถึงกับต้องเปิดผ้าห่มดูว่ายังใส่เสื้อผ้าครบหรือเปล่า
“นี่มันอะไร...” ลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก
ผุดลุกนั่งบนเตียงอย่างรวดเร็วแล้วหยิบชุดมาสวม ก่อนหันไปมองตามเสียงเปิดประตูห้องน้ำก็พบผู้ชายที่ไม่คุ้นหน้าเดินออกมา กลิ่นแอลกอฮอล์หึ่งจนต้องรีบยกมือปิดจมูก เธอก้าวถอยหลังก่อนเท้าจะเหยียบถุงยางอนามัยใช้แล้วที่หล่นอยู่บนพื้น ค่อยหันไปมองเตียงแล้วเจอหยดเลือดสีแดงเด่นชัดท่ามกลางผ้าสีขาว
หล่อนแทบทรุดลงบนพื้นแต่ยังเลือกจะหยัดยืนไว้ ไม่เชื่อว่ามันคือความจริงอาจเป็นแค่ภาพลวงตาก็ได้ แต่ทุกอย่างก็ชี้ชัดไปในทางเดียวจนเธอน้ำตาคลอเบ้า นึกเกลียดร่างกายตัวเองขึ้นมาก่อนตะโกนถามฝ่ายนั้นเสียงดัง
“นาย นายเป็นใคร!” ชี้หน้าชายแปลกหน้า แต่เจ้าตัวกลับไม่สะท้าน เดินเข้ามาหมายจะกอดเธอแต่ร่างบางก็รีบวิ่งหนีแล้วคว้าโคมไฟเป็นอาวุธ เพื่อเป็นการบอกว่าหากเขายังก้าวเข้ามาใกล้อีกหล่อนจะเอามันฟาดหัวเขาอย่างแน่นอน
“ตื่นแล้วเหรอเมียจ๋า” เขาจึงไม่เดินเข้ามาใกล้แต่เลือกนั่งลงบนโซฟา สวมเพียงชุดคลุมของโรงแรมเพียงอย่างเดียว นึกมึนหัวเหมือนกันเพราะดื่มแอลกอฮอล์ไปเยอะพอสมควร เพิ่งตื่นก่อนหล่อนไม่นานนี่เอง
“หมายความว่ายังไง” ถามเสียงสั่น หัวใจหล่นไปกองอยู่ที่พื้นพร้อมกับมือเท้าที่เย็นเฉียบ
“ก็ตอนที่รักหลับ ผมได้ทำการลักหลับที่รักแล้วไงครับ” พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติทั้งที่สำหรับเธอมันคือเรื่องใหญ่ อัญชิสาถึงกับก้าวถอยหลังแล้วส่ายหน้าไม่อยากเชื่อกับคำพูดนั้น เธอกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่จึงปล่อยมันไหลลงมา
“ไม่ ไม่จริง” พึมพำตอบกลับเหมือนคนสติแตก
“เอาคลิปไปดูไหมล่ะ หรือจะเป็นรูปของเราดีนะ...ครั้งแรกเหรอ มีเลือดเปื้อนที่นอนด้วยอ่ะ” ชะโงกไปดูเตียงนอนแล้วถาม แต่เธอไม่คิดจะตอบนอกจากยืนร้องไห้ด้วยความเจ็บแค้นและอดสูในชะตากรรมของตัวเอง ส่ายหน้าไปมาไม่อยากเชื่อว่ามันคือความจริง แต่หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ชัดแล้วจนเธอไม่อาจปฏิเสธได้
ว่าเสียตัวให้คนแปลกหน้า...
“ฮึก” ร้องไห้สะอื้นตัวโยน พยายามก้าวหลบคนตรงหน้าก่อนเช็ดน้ำตาของตัวเองออก ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแล้วเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร แต่หล่อนเชื่อว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ก่อนจะหลับจำได้ว่าอยู่กับน้องสาว
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







