LOGIN“มันเรื่องของเธอ อยากให้ลบคลิปก็ต้องไปหามาให้ได้” เธอไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกมาจากห้องนั้นได้อย่างไร ความคิดวนเวียนในหัวไม่หยุดว่าจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นที่ไหน ก่อนใบหน้าคมจะโผล่เข้ามาในหัวก่อนรีบสะบัดทิ้งด้วยความเกรงใจ แค่เขาให้มาห้าแสนกับเครื่องเพชรหนึ่งชุดก็ทำให้หล่อนเกรงใจจนไม่กล้าสู้หน้าแล้ว
แต่สุดท้ายเธอก็เลือกจะมาหาเขาถึงห้องทำงานอีกครั้ง เพราะไม่เจอใครที่ช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายได้ นอกจากธนนท์ปภพที่เป็นเหมือนทางออกเดียวของตัวเองในเวลานี้ แค่พบหน้าเขาก็เรียกรอยยิ้มจากหล่อนได้แล้ว
“พี่หนึ่งคะ” ทราบว่าใครมาหาก็อนุญาตให้เข้ามาในห้องทันที เอนกายพิงเก้าอี้แล้วยิ้มให้เธอแต่ไม่ใช่รอยยิ้มแสนหวานแบบทุกครั้ง เป็นเค้นยิ้มสมเพชเสียมากกว่าซึ่งดูเหมือนหล่อนจะดูไม่ออก ยังคงคิดว่าเขายิ้มให้กันด้วยความรักเหมือนเดิม
“มาหาพี่เหรอ” ถามทั้งที่ทราบเป็นอย่างดี เขาไม่ได้ลุกมาหาเธอเหมือนทุกครั้ง กลับนั่งเฉยแล้วทำแค่มองดวงหน้าหวานแววตาเรียบเฉยติดเย็นชา ก่อนรีบประดิษฐ์สีหน้าให้กลับมาแย้มยิ้มดังเดิม ผายมือเพื่อให้เธอนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ค่ะ อัญอยากเจอพี่หนึ่ง”
“หือ เจอพี่...มีอะไรหรือเปล่า” ถามราวกับไม่รู้ว่าหล่อนต้องการอะไร ทั้งที่ตอนนี้เขาตาสว่างไม่ได้มืดบอดเหมือนคราวก่อนอีกต่อไป
“อัญ...อยาก อยากจะสมัครงานน่ะค่ะ เดือนหน้าก็จะจบแล้วไม่ทราบว่าพี่หนึ่งพอจะมีงานให้อัญทำไหมคะ” คิดสักพักแล้วเลือกจะเอ่ยถึงเรื่องงาน เรียนจบได้รับวุฒิการศึกษาเป็นที่เรียบร้อย อยากทำงานหาเงินแล้วเขาก็น่าจะช่วยตนได้
“อยากทำงานเหรอ” เลิกคิ้วถามแล้วหยิบปากกาขึ้นมาควงราวไม่สนใจคำพูดของหล่อน ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยเป็นแบบนี้สักครั้ง มักให้ความสำคัญกับเธอเสมอจนหญิงสาวสัมผัสได้แต่รีบปัดความคิดไร้สาระออก
“ค่ะ”
“มีสิครับ เดี๋ยวพี่หางานให้นะ” พยักหน้าก่อนยิ้มให้เธอ เป็นการฝืนที่แนบเนียนเหลือเกิน เพราะหล่อนแทบไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาโกรธแค้นตนมากเพียงใด
“ขอบคุณค่ะ...เอ่อ แล้ว แล้วพี่หนึ่งพอจะมีเงินให้...อัญยืมไหมคะ” เรื่องงานผ่านไปแล้ว เธอเลือกจะถามเรื่องเงินอีกครั้งทำให้เขาเกือบหลุดหัวเราะเพราะรู้ทัน แต่ยั้งตัวเองเอาไว่ได้อยากทราบเหมือนกันว่าเธอต้องการเงินจำนวนเท่าไหร่
ห้าแสนบาทกับเครื่องเพชรหนึ่งชุดมันไม่พอใช่ไหม...
“เงินเหรอครับ”
“ค่ะ”
“เท่าไหร่ล่ะ น้องอัญของพี่อยากได้เท่าไหร่เหรอ” หยิบเช็คขึ้นมาเตรียมจะเขียนจำนวนเงินลงไป เธอเห็นอย่างนั้นหัวใจก็เต้นรัวเพราะรู้สึกว่าโซ่ที่มัดรั้งตนไว้กับวินธากำลังจะขาดออก
หล่อนกำลังจะเป็นอิสระจากคลิปวิดีโอนั้นแล้ว...
“หนึ่งล้านค่ะ” ถือปากกาค้างแล้วเงยหน้ามองหล่อน เกือบหลุดหัวเราะราวได้ยินเรื่องขำ เงินจำนวนมากขนาดนั้นถึงเขาจะหลงเธอหัวปักหัวปำขนาดไหนก็คงต้องคิดอีกทีว่าควรให้ดีหรือเปล่า นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ความรักแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียด
“มันเยอะไปนะ อัญจะเอาไปทำอะไรเหรอ” ไม่แปลกใจที่เขาถาม เธอเตรียมคำตอบไว้เรียบร้อยแล้ว จึงพูดได้รวดเร็วโดยคิดว่าคงไม่มีพิรุธให้เขาจับได้
ถึงไม่อยากทำแบบนี้แต่ตนก็ต้องการหลุดพ้นจากพันธการน่าอับอายที่วินธาใช้เป็นเครื่องมือบังคับตน หวังว่าหนึ่งล้านคราวนี้จะช่วยให้เธอรอดพ้นได้
“พอดีว่าบ้านมีปัญหา...เลยอยากเอาไปช่วยน่ะค่ะ” เขาเกือบหลุดหัวเราะแต่ยั้งตัวเองเอาไว้ทัน กลับมาแย้มยิ้มเหมือนเดิม
“ได้สิครับ เดี๋ยวพี่เซ็นเช็คให้นะ” เพียงแค่ประโยคเดียวของร่างสูงทำให้เธอถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้จนแทบอยากเข้าไปก้มกราบเขาที่ให้ความช่วยเหลือตน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งแต่เขากลับมองว่ามันเป็นเพียงการเข้าบทบาทละครที่หล่อนสร้างขึ้นมา
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ” ไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใดกับความใจดีของเขา
ต่อจากนี้เธอจะทำทุกอย่างเพื่อเป็นการตอบแทน ไม่ว่าธนนท์ปภพจะขออะไรก็ตาม แม้แต่ร่างกายหล่อนก็สามารถมอบให้เขาได้ แววตาที่มองเขาจึงซาบซึ้งและรักสุดหัวใจ แต่ชายหนุ่มกลับไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้ เขาทำเพียงยกยิ้มมุมปากแล้วพยักหน้าแบบขอไปที ค่อยเปลี่ยนทีท่ากลับมายิ้มหวานให้เธอ
“วันนี้ไปดินเนอร์กับพี่ได้ไหม พี่จองร้านไว้แล้วล่ะกะจะไปชวนพอดีเลย หรืออัญติดธุระที่อื่นต้องไปไหนกับใครหรือเปล่า” คำขอของเขาไม่ได้ยากเลยสักนิด เธอผงกศีรษะขึ้นลงราวตุ๊กตาสปริงแล้วตอบเสียงฉะฉานใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มหวานที่เขาเคยนึกชอบ
แต่ตอนนี้กลับมีเพียงความเกลียดให้อีกฝ่าย...
“ไม่ค่ะ อัญอยากไปกับพี่หนึ่ง”
“งั้นไปกันเลยนะครับ” เธอเก็บเช็คเข้ากระเป๋าแล้วเดินเคียงข้างเขาเพื่อไปรับประทานอาหารร่วมกัน
“ค่ะ”
เป็นมื้อธรรมดาที่แสนพิเศษสำหรับหล่อน จนหญิงสาวรู้สึกอยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้
ขอให้มีเพียงแค่เราสองคนได้หรือเปล่า...
ความสุขล้นออกจากอกแสดงทางสีหน้าจนการรับประทานอาหารมื้อนั้นเป็นความสุขของหล่อน ดาดฟ้าที่เขาเคยพามาดินเนอร์ยังคงบรรยากาศดีเหมือนเดิม เธอนั่งมองทิวทัศน์รอบข้างอยู่อย่างนั้นระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ
ซึมซับความสุขตรงหน้าแล้วผินกลับมามองร่างสูงที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไร ใบหน้าเรียบเฉยติดเย็นชาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างเมื่อได้สบตาหล่อน เขานั่งเท้าคางก่อนมองเธอไม่วางตาเล่นเอาดวงแก้มนวลเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำ หลบสายตาไม่กล้าสบเขินอายเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรู้สึกลึกซึ้งกับหล่อนมากขนาดนี้
ความแสนดีของเขาทำให้เธอนึกขอบคุณอยู่ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะขออะไรตนก็ยินยอมทำให้หมดทุกอย่าง
“อัญชอบบรรยากาศไหม” อาหารทยอยมาเสิร์ฟก่อนที่พวกเขาจะดื่มด่ำกับรสชาติแห่งความอร่อย ส่วนใหญ่จะเป็นอัญชิสามากกว่าที่กินอย่างเอร็ดอร่อย แววตาเป็นประกายมีความสุขจนคนมองนึกสมเพช เงินหนึ่งล้านที่เขาให้ไปคงทำให้เธอสุขสมมากเลยสินะ
แค่คิดก็กินอะไรไม่ลงจึงวางส้อมลงพร้อมนั่งเท้าคางมองหล่อน ถามด้วยแววตาเรียบเฉยแต่มุมปากยกยิ้มตลอดเวลาคล้ายกำลังเย้ยหยัน เธอไม่ได้สังเกตจึงไม่รู้ว่าความรู้สึกของธนนท์ปภพที่มีต่อหล่อนได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ชอบค่ะ ชอบมากเลย” พยักหน้าตอบรับ
“พี่ก็ชอบครับ...ชอบคนตรงหน้าด้วย” เขาเอียงคอเล็กน้อยแล้วตอบเธอ คนฟังเขินม้วนจนไม่สามารถเอ่ยคำใดออกไปได้ นอกจากนั่งรับประทานอาหารจนหมดแล้วพากันเดินลงมาข้างล่าง โดยเธอยังไม่ยอมบอกความรู้สึกของตนแก่เขา
แม้ว่าจะรักชายหนุ่มมากเพียงใดก็ตาม...
ระหว่างอยู่ในกล่องโดยสารที่ไม่มีใครอยู่ในนั้นแต่หล่อนก็เลือกจะยืนชิดเขา เม้มปากสีระเรื่อเหมือนกำลังชั่งใจบางอย่าง ขยับเข้าไปหาเขาจนแขนของเราชนกัน ใบหน้าคมหันมามองพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ปกติหล่อนจะไม่เข้ามาใกล้ขนาดนี้
“พี่หนึ่งอยากได้อะไรจากอัญหรือเปล่าคะ” ไม่ได้มองชายหนุ่มแต่เลือกก้มหน้ามองพื้น เหมือนตัดสินใจที่จะทำบางอย่างลงไปเพื่อแลกกับเงินจำนวนมหาศาลที่เขามอบให้แก่เธอ โดยไม่ถามอะไรสักคำด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าจะใช้หนี้หมดเมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่พอจะให้เขาได้คือร่างกายของตัวเอง...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







