LOGINณ ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งแถวชานเมือง ร้านประจำของเขมจิราหญิงสาวที่ภาคีรัก เธอชอบออดอ้อนให้เขาพามาทานที่นี่อยู่เป็นประจำ ภาคีไม่เคยรู้เลยว่ากุลนิภาโทร. มาจองไว้ ทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ทำไมคุณไม่บอกว่าจะมาทานร้านนี้” เขาหันไปมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว กุลนิภาฝืนยิ้มหวานหยดกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
“กุลก็เพิ่งทราบว่าเป็นที่นี่ตอนที่มาถึง พอดีเลขาฯ กุลเป็นคนจัดการให้ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว เราเข้าไปทานอาหารข้างในร้านกันเถอะค่ะ ดูสิ คนมองเราใหญ่แล้ว”
ภาคีฝืนใจเดินเข้าไปภายในร้าน โดยมีกุลนิภาควงแขนไว้ไม่ยอมปล่อย สร้างจุดสนใจให้แก่ผู้คนภายในร้านเป็นอย่างมาก สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องอยู่ที่เขาและเธอ พรุ่งนี้คงไม่พ้นต้องตกเป็นข่าวในหน้าสังคมให้เขาเม้าท์กันจนมันปาก ว่าเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างภาคี อัครภาค ควงไฮโซสาวสวยอย่างกุลนิภามารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันสองต่อสอง
พนักงานต้อนรับประจำร้าน เดินนำทั้งคู่ไปยังห้องอาหารวีไอพี ที่ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยหรู สมเป็นห้องอาหารที่ดีและน่านั่งที่สุดของร้าน เพราะสามารถมองเห็นสวนหย่อมขนาดเล็กด้านนอกที่ทางร้านจัดไว้อย่างสวยงาม ตามมาด้วยพนักงานเสิร์ฟ ที่นำเครื่องดื่มและอาหารที่สั่งไว้ก่อนหน้าจะมาถึง เข้ามาเสิร์ฟโดยไม่ต้องนั่งรอให้เสียเวลา หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ กุลนิภาวางแผนไว้ในใจว่าจะชวนภาคีไป ช็อปปิ้งเครื่องประดับต่อ
“คีย์เราไปช็อปเครื่องประดับกันต่อนะคะ กุลอยากได้แหวนไว้ใส่เล่นสักวง”กุลนิภาแนบหน้ากับไหล่กว้างออดอ้อนขณะเดินควงกันออกมาที่หน้าร้านอาหาร
ภาคีก็หาได้สนใจฟังไม่ เอาแต่ชะเง้อคอมองหาสมชายคนขับรถที่สั่งให้มารอรับ พร้อมกันนั้นก็พยายามแกะมือหญิงสาวออกไปด้วยความรำคาญ ทำให้ฝันหวานของกุลนิภาที่คิดไปถึงไหนต่อไหนพังทลายลงไปในชั่วพริบตา
และชายหนุ่มกลัวว่าหากควงสาวใดออกหน้าออกตา คงไม่พ้นจะต้องตกเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ข่าวนี้จะทำให้เขาถูกมารดาเรียกตัวไปพบเป็นแน่ เพราะท่านไม่ปลื้มกุลนิภาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ขอโทษด้วยนะกุล ผมต้องรีบไปทำธุระต่อ” ณ ตอนนี้ในหัวของภาคีคิดถึงแต่เรื่องของเขมจิราเท่านั้น
“เอ...ช่วงบ่ายคุณว่างไม่ใช่หรือคะ” กุลนิภาเผลอหลุดปากออกมาเท่านั้นแหละ ภาคีจึงตวัดหางตาหันไปมอง ด้วยความไม่พอใจ
“คุณกำลังล้ำเส้นนะกุลนิภา ลืมข้อตกลงระหว่างเราไปแล้วหรือไง”
น้ำเสียงที่ขุ่นเคืองจัด ทำกุลนิภาแทบร้องไห้ เธอเอื้อมมือไปแตะต้นแขนแกร่งแผ่วเบา หวังให้ภาคีเห็นใจเหมือนเคย แต่เปล่าเลย ชายหนุ่มกลับสะบัดออกด้วยความขุ่นเคืองใจ ที่เธอมาทำลุ่มล่ามในที่สาธารณะชน ซึ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย เขาไม่ชอบใจเลยสักนิดเดียว
การกระทำของนักธุรกิจหนุ่มสร้างความอับอายให้กุลนิภาเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อยากให้ภาคีตัดความสัมพันธ์กันในตอนนี้จึงต้องยอมไปก่อน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เธอต้องลงทุนลงแรงอะไรไปมากมายเหลือเกิน และความสัมพันธ์ของตนกับภาคีกำลังไปได้สวย เธอยังไม่อยากทำลายมันด้วยน้ำมือของตัวเอง หากยิ่งแรง ภาคีจะยิ่งแรงกลับ เธอรู้จักตัวตนเขาดีกว่าใคร
ภาคีสามารถตัดเธอออกจากชีวิตได้โดยไม่แคร์อะไร แต่เธอสิขาดเขาไม่ได้ และในใจลึกๆ กุลนิภากำลังนึกอิจฉาใครบางคน ที่สามารถเปลี่ยนให้ชายหนุ่มกลายเป็นอีกคนเมื่ออยู่ใกล้ ความรัก ความอบอุ่น และการเอาใจใส่คงมีเพียงแต่ผู้หญิงที่ชื่อเขมจิราเท่านั้นที่ได้รับ ซึ่งเธอไม่เคยได้รับมันเลย และอยากให้เขาปฏิบัติกับเธอเหมือนที่เขาปฏิบัติต่อเขมจิราบ้าง สักนิดก็ยังดี
“โอเคค่ะ ไว้โอกาสหน้าเราค่อยไปกันก็ได้” หญิงสาวเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าไป หวังจะจุมพิตที่ปลายคาง แต่ภาคีกลับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทำให้กุลนิภาแทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมา แต่จำต้องสะกดอารมณ์ไว้อย่างยิ่งยวด ไม่ให้ร้องออกมา เพราะนี่คือภาคี แต่ถ้าเป็นคนอื่น เธอจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด “กุลกลับก่อนนะคะ”
ภาคีสั่งให้คนขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังงามของเขมจิราทันที โดยไม่รู้ตัว ว่าถูกสะกดรอยตาม ตั้งแต่ออกจากร้านอาหาร อาจเพราะชายหนุ่ม กังวลเรื่องเขมจิรามากเกินไป จนไม่คิดจะสังเกตสิ่งผิดปกติรอบข้าง
“สวัสดีครับคุณน้า” ภาคียกมือขึ้นทำความเคารพมารดาของเขมจิรา ทันทีที่เดินเข้ามาภายในห้องรับแขกของบ้านหลังใหญ่ และพบว่าท่านกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟารับแขกสุดหรู ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี
“อ้าวตาคีย์! ไปไงมาไง ถึงได้แวะมาที่บ้านได้ วันนี้ว่างหรือจ๊ะ เอ...น้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน งานหมั้นยายเขมใช่ไหมลูก” คำพูดซื่อๆ ของภัคจิราไปสะกิดใจภาคีอย่างแรง มันเป็นคำพูดที่ตอกย้ำว่าเขาไม่มีสิทธิ์ ในตัวเขมจิราอีกแล้ว
“ใช่ครับ ช่วงนี้ผมงานยุ่งมากก็เลยไม่ได้มากราบคุณน้าบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยเท่านั้น ภัคจิราจึงยิ้มตอบด้วยความเอ็นดู นี่ถ้าบุตรสาวของนางไม่หมั้นหมายไปเสียก่อน ตำแหน่งว่าที่ลูกเขยก็ไม่พ้นจะต้องเป็นภาคีแน่นอน
“จ้ะ พ่อคนปากหวาน แล้วก็อย่าหักโหมงานจนไม่สบายล่ะ แม่เราจะเป็นห่วง”
“ครับคุณน้า”
“แล้วเมื่อไรจะเป็นฝั่งเป็นฝาสักที เห็นแม่เราบ่นว่าอยากได้ลูกสะใภ้กับน้าอยู่บ่อยๆ อายุก็ใช่น้อยแล้วนะเรา”
“คุณแม่ก็บ่นไปแบบนั้นละครับ คุณน้าอย่าสนใจเลย” ภาคีคุยกับภัคจิรา แต่สายตาคมเข้มกลับสาดส่องมองหาเขมจิราไปรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา
“แล้วน้องหนูละครับคุณน้า ตั้งแต่ผมมายังไม่เจอน้องเลย” น้องหนูคือชื่อที่ภาคีเรียกขานเขมจิรามาตั้งแต่เยาว์วัย เพราะเขาไม่มีน้องสาว จึงเอ็นดูหญิงสาวเป็นพิเศษ
“โน่น! นั่งเล่นอยู่ริมสระบัวตั้งแต่เช้าแน่ะ”
“ถ้างั้นผมขอตัวไปหาน้องก่อนนะครับ” เมื่อได้คำตอบชายหนุ่มไม่รอช้า รีบขอตัวไปหาเขมจิราทันทีโดยไม่รีรอ
“จ้ะ ตามสบาย”
ระหว่างนั่งเรือมาที่เกาะในวันรุ่งขึ้น กานต์ธิดาบ่น ตลอดทางจน ถึงเกาะว่าเสียดายน่าจะพาบุตรชายเธอมาด้วย จนภาคีต้องส่ายหน้าห้ามปรามความคิดของภรรยาทันที“ตาคินเขาคงอยากให้เรามีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังบ้าง เลยไม่ร้องตามมา แกคงอยากได้น้องสักคน” ภาคียิ้มกริ่มใส่ จนภรรยาเขินอายรีบเดินหนีเข้าบ้านไป“ธิดาจ๋า รอพี่ด้วยสิครับ” ร้องเรียกภรรยาแล้วหันไปสั่งลูกน้องอย่างลวกๆ “วิชิตเดี๋ยวแกเอากระเป๋ามาวางไว้ที่หน้าบ้านพอ แล้วก็กลับไปทำงานต่อได้เลย” แล้วภาคีก็รีบตามภรรยาสาวเข้าบ้านไป จนวิชิตอดยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วยไม่ได้“เสือสิ้นลายจริงๆ เจ้านาย” ตลอดเวลาที่อยู่เกาะแสนรัก ภาคีสร้างความประทับให้ภรรยาสาวเป็นอย่างมาก ช่างแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมาเหลือเกิน เธอไม่คิดว่าผู้ชายใจร้ายที่คอยสร้างแต่ความเจ็บให้เธอมาตลอด จะเป็นสามีที่ดี เป็นคุณพ่อที่น่ารักได้ขนาดนี้ เขาไม่เคยคิดออกนอกลู่นอกทางเลยกับเธอเลย “แอบหนีพี่มาอยู่นี่เอง” ภาคีเข้า
“เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นรีบตามเข้าไปนะ น้องเขมทำของโปรดของน้องไว้ตั้งหลายอย่าง”“ได้ค่ะ เดี๋ยวน้องตามเข้าไป” อติเทพยืนลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจเดินเข้าบ้านไป“คุณธิดาเป็นยังไงบ้างคะพี่เทพ” เขมจิรารีบเดินเข้ามาถามสามีทันที“ก็น้อยใจ สองคนพ่อลูกนั่นแหละ สงสัยจะปล่อยให้เหงาอยู่บ้านคนเดียว” เสียงรถแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ทำให้อติเทพรู้ทันทีว่าเป็นใครก็เลยอดบ่นเพื่อนรักไม่ได้ “สงสัยมันนึกว่าบ้านเราเป็นสนามแข่งรถ”“สงสัยจะรู้ว่าคุณธิดาอยู่ที่นี่ เลยรีบตามมา” ภาคีกับสามีเธอช่วงหลังๆ นี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด“เดี๋ยวพี่ขอออกไปจัดการสองคนพ่อลูกนั้นสักหน่อย”“อย่าค่ะพี่เทพ” เขมจิราถึงกับร้องห้าม “ตาวัฒน์ดูพ่อเราสิ” แล้วหันไปฟ้องลูกชายให้ช่วยหยุดสามีอีกแรง แต่ลูกชายกลับไม่เข้าข้างเสียนี่“คุณพ่อทำถูกแล้วครับคุณแม่ ใครทำให้อาธิดาผมเสียใจ ก็สมควรได้รับโทษครับ”“พอกันทั้งพ่อทั้งลูก” เขมจิราส่ายหน้าใ
อนาคินเล่นปั่นจักยานอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นว่ารถใครแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้านก็รีบจอดรถ และวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจสุดชีวิต“แม่แพทมาแล้ว” หนุ่มน้อยวิ่งเข้าไปกอดหญิงสาวด้วยความดีใจ“มาให้แม่แพทหอมแก้มหน่อยสิครับ” แพทชยาหอมแก้มซ้ายขวาของหนุ่มน้อยด้วยความคิดถึง“แม่แพทหายไปไหนตั้งหลายวันครับ คินคิดถึงแม่แพทที่สุด” ธีรวัฒน์เห็นภรรยายิ้มได้แบบนี้ก็ดีใจ เรื่องลูกถ้าไม่มีวาสนาก็คงต้องปล่อยไปเขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว“มาแล้วเหรอแพท ตาคินบ่นคิดถึงเธอทุกวันเลย แม่อย่างฉันชักน้อยใจแล้วสิ” กานต์ธิดาแอบน้อยใจบุตรชายอยู่บ่อยๆ“โธ่แม่ธิดาครับ คินก็รักแม่ธิดาที่สุดเลยนะครับ” อนาคินเข้าไปสวมกอดมารดาไว้แน่น จนคนเป็นพ่อรีบเดินดิ่งๆ มาแทรกกลาง“ตาคิน ไม่ต้องกอดแม่เรานานขนาดนั้นก็ได้” ภาคีเข้าไปสวมกอดภรรยาไว้ แล้วก้มหอมแก้มหญิงสาวหนึ่งฟอด“หวานไม่เปลี่ยนเลยนะคะคุณคีย์” แพทชยาอดแซวไม่ได้“ก็คนมันรักนี่ครับคุณแพท” ภาคีมองภรรยาด้วยสายตาที่หวา
กานต์ธิดาเผลอสัมผัสหน้าท้องตัวเองอย่างไม่ตั้งใจ ใช่ลูกน้อยของเธอกับเขาที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา ของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต “คุณสัญญากับฉันได้ไหม ว่าจะไม่ทำให้ฉันเสียใจอีก คุณจะไม่ทำกับฉันเหมือนวันวานอีก คุณภาคี”“พี่สัญญา ว่าจะรักและมั่นคงกับธิดาคนเดียว ถ้าหากวันไหนพี่ผิดสัญญาขอให้...อุ๊บ” หญิงสาวรีบยกมือเล็กขึ้นปิดริมฝากหนาทันที กลัวเขาจะพูดเรื่องร้ายๆ ไม่เป็นมงคลขึ้นมา“ฉันเชื่อแล้วค่ะ”“งั้น แปลว่าธิดาตกลงใช่ไหม ไชโย!” ภาคีตะโกนร้องลั่นด้วยความดีใจ เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ยกลำตัวหญิงสาวหมุนไปรอบๆ อย่างลืมตัว“พอแล้วคุณภาคี ฉันเวียนหัว” เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ทั้งคู่หยุดชะงัก“ยายหนูคุยกับใครอยู่ลูก” กานต์ธิดาเงียบเสียงลง และสั่งห้ามไม่ให้ชายหนุ่มพูดอะไรออกมา“ธิดาเปิดทีวีค่ะคุณพ่อขา เดี๋ยวธิดาก็เข้านอนแล้วค่ะ”“อย่านอนดึกนักนะลูก เดี๋ยวจะไม่สบาย”“ค่ะคุณพ่อ” เสียงปิดประตูห้องตรงข้ามดังขึ้น ทำให้กานต์ธิดาค่อยโล่งอก ห
พอทุกคนไปถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด ภาคีก็ได้เข้าไปพักที่ ห้องพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีอติเทพคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เตียงไม่ยอมห่าง“ตาเทพ ตาคีย์เป็นยังไงบ้างลูก” คุณยุพารีบเดินเข้ามาถามบุตรชายทันทีด้วยความเป็นห่วง กลัวภาคีจะเป็นอะไรไปมากกว่าที่คิดกานต์ธิดารีบเดินตามมารดาเข้ามาดูชายหนุ่มใกล้ๆ เห็นสภาพเขาแล้วก็รู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก เธอก้มหน้าลงมองพื้นเมื่อน้ำตาคลอ กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเธอร้องไห้เสียใจ“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงไอ้คีย์มันหรอก มันหัวแข็งจะตาย พักฟื้นสักอาทิตย์ก็เข้าไปทำงานที่ไร่ได้เหมือนเดิมแล้วครับ” อติเทพปลอบใจมารดาไม่อยากให้ท่านคิดมาก“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หมดทุกข์ หมดโศกสักทีนะลูก” คุณยุพาจับมือหลานชายไร้สติให้กำลังใจ“จริงสิ แม่ลืมโทร. ไปบอกน้าดาเลย เกิดติดต่อตาคีย์ไม่ได้จะเป็นห่วงเอาได้” คุณยุพารีบออกไปโทรศัพท์ข้างนอกห้องทันที“จะเอายังไงต่อครับคุณพ่อ หมดเวลาทดสอบหรือยัง” อติเทพหันไปปรึกษาบิดาที่ยืนนิ่งมองภาคี ด้วยสายตาที่ใคร
หลังจากคุยธุระสำคัญกับภาคีเสร็จ อติเทพจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน เจอน้องสาวคนสวยนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องรับแขกจึงรีบเข้าไปทัก“อ่านอะไรอยู่หรือยายน้อง” กานต์ธิดาปิดหนังสือที่อ่านลงทันที และวางทิ้งไว้บนโซฟา ก่อนจะลุกเดินขึ้นชั้นบนไป โดยไม่สนใจที่จะทักทายหรือว่าตอบคำถามของอติเทพสักคำเดียว“เดี๋ยวสิยายน้อง เป็นอะไรไปอีก” อติเทพวิ่งไปดักหน้าน้องสาวแสนงอนของเขาไว้ก่อนแต่น้องสาวสะบัดหน้าหนีอย่าเง้างอน แต่ก็น่าเอ็นดูสำหรับอติเทพเสมอ “มาคุยกันให้รู้เรื่องสิ”“ไม่ต้องมาคุยกับน้องเลย” กานต์ธิดานั่งหน้าเชิด หันไปมองที่อื่นแทน“งอนพี่เรื่องอะไรอีกล่ะเรา” ชายหนุ่มโยกศีรษะหญิงสาวไปมา“พี่ชายไปคุยกับเขาทำไม พี่ชายก็รู้ว่าเขาทำให้น้องเจ็บแค่ไหน” ได้ยินดังนั้นอติเทพถึงกับร้องอ๋อออกมา“นึกว่าเรื่องอะไร พี่ก็เจ็บไม่แพ้น้องเหมือนกัน แต่นายคีย์ได้พิสูจน์ว่าเขารักน้องจริง ยอมให้คุณพ่อกลั่นแกล้งสารพัดเพื่อน้องคนเดียว ทั้งที่มันไม่ยอมก็ได้ พี่ไม่อยากให้น้องต้องมานอนร้องไห้คิดถึงไอ้คีย์มันท
กานต์ธิดางัวเงียรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนพลบค่ำ มีแสงไฟสลัวสาดส่องเข้ามาในห้องนอน เธอคงเพลียมากไปหน่อยถึงได้นอนนานขนาดนี้ เพราะเขาคนเดียวทำให้เธอต้องเสียคนแบบนี้ พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ใบหน้าหญิงสาวก็แดงเป็นผลเชอรี่สุกทันที เธอลุกเปิดสวิตช์ไฟห้องนอน ไม่รู้ป่านี้ภาคีจะทำอะไรอยู่น้า ดวงตากลมใสไ
หญิงสาวแอ่นกายขึ้นรับปลายลิ้นร้อนด้วยความเต็มใจ และไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงชอบให้เขาทำแบบนี้กับร่างกายของตน ขณะนั้นที่เขมจิรากำลังอยู่ในห้วงความคิดอยู่นั้น ความรู้สึกร้อนวูบวาบก็พุ่งขึ้นมาแผดเผาร่างกายเธอจนแทบจะมอดไหม้ จนมือเรียวสวยทั้งสองข้างยกขึ้นกดศีรษะทุยได้รูปให้แนบชิดกับอกอิ่มแทบ
นี่เธอไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? เทพบุตรของเธอกำลังสารภาพรัก...‘โอ้! พระเจ้า ขอบคุณสวรรค์’“ธิดาไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามกลับไปเพื่อความแน่ใจ“ครับธิดาไม่ได้ฝัน แล้วธิดาละครับ คิดยังไง มีผมอยู่ในใจบ้างหรือเปล่า” เขาจ้องลึกเข้าไปถึงน
พอตกกลางคืนท้องเริ่มประท้วง ทำให้กานต์ธิดาจำต้องลุกจากที่นอนขึ้นมา ค่อยๆ เดินออกจากห้อง ลงมาที่ครัว โดยไม่ยอมเปิดสวิตช์ไฟ ที่อยู่หัวมุมบันได กลัวทุกคนจะตื่น เธออยากนั่งทานเงียบๆ และยังไม่พร้อมจะเจอหน้าใครตอนนี้ หญิงสาวค่อยๆ ปรับระดับสายตาให้ชินกับความมืด โดยไม่รู้หรอกว่าภาคีนั่งม







