ログイン
เจ็ดปีก่อน
เมืองหลวงในเหมันตฤดูนั้นงดงามราวกับถูกปกคลุมด้วยหยกขาวบริสุทธิ์ หิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้ทั่วทั้งจวนเจิ้นหนิงโหวแลดูเงียบสงบและเย็นยะเยือก
ลานกว้างด้านหลังเรือนหลักมีภูเขาจำลองที่สร้างจากหินสีเทาเข้ม ด้านข้างเป็นสระน้ำใสที่ตอนนี้ผิวน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งบางส่วน เหยาหลิงเจินและกัวรั่วชิง[1]ในวัยเก้าขวบ สวมอาภรณ์สีสดใสตัดกับสีขาวโพลนของหิมะ พวกนางกำลังเล่นซ่อนหาอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กที่ร่างกายแข็งแรง เต็มไปด้วยพลังของวัยเยาว์
“ชิงชิง ข้าซ่อนดีแล้วนะ เจ้าหาข้าไม่เจอแน่!” เสียงเจื้อยแจ้วของเหยาหลิงเจินลอดออกมาจากหลังพุ่มไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะกองหนา นางหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้น
กัวรั่วชิงซึ่งเป็นบุตรีของชิงผิงโหว และเป็นสหายที่รู้ใจที่สุดของเหยาหลิงเจิน ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เล็ก เพราะมารดาของพวกนางเป็นเพื่อนสนิทกันเช่นกัน
กัวรั่วชิงเดินย่ำเท้าไปตามรอยเท้าของเหยาหลิงเจินที่ทิ้งไว้บนพื้นหิมะ นางทำท่าทางเท้าสะเอวอย่างเอาจริงเอาจัง “เจินเจิน เจ้าอย่านึกว่าข้าไม่รู้ รอยเท้านั่นมันไปทางภูเขาจำลองแล้ว”
เหยาหลิงเจินส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ นางคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะในการซ่อนตัวแล้วเชียว นางวิ่งเลี่ยงพุ่มไม้ไปยังจุดที่คิดว่าลับตาที่สุด คือบริเวณซอกหินของภูเขาจำลองที่ใกล้กับน้ำตกที่ตอนนี้ถูกแช่แข็ง มีเพียงแอ่งน้ำด้านล่างเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำไหลอยู่บ้าง
“ฮ่าๆ ข้าซ่อนตรงนี้ดีกว่า เจินเจินต้องไม่เห็นแน่”
ด้วยความเร่งรีบและพื้นที่ที่ลื่นจากน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามโขดหิน ขณะที่เหยาหลิงเจินปีนเข้าไปในซอกหินแคบๆ เท้ากลับเหยียบไปบนพื้นน้ำแข็งบางๆ ใกล้ขอบสระน้ำ
แกร๊ก!
เสียงน้ำแข็งแตกดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เหยาหลิงเจินร้องเสียงหลง ร่างกายเสียหลักพลัดตกลงไปในแอ่งน้ำเย็นจัดทันที
“ว้ายยย!”
กัวรั่วชิงที่ตามมาติดๆ ชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงน้ำกระเซ็น นางวิ่งฝ่ากองหิมะตรงไปที่ภูเขาจำลองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างเล็กๆ ของสหายรักจมอยู่ในน้ำเย็นเฉียบที่มีโขดหินล้อมรอบ สติของนางก็แทบแตก!
“เจินเจิน! เหยาหลิงเจิน!” กัวรั่วชิงตะโกนสุดเสียง ใบหน้าซีดเผือด นางไม่กล้าเข้าใกล้ขอบสระเพราะเกรงว่าจะพลัดตกลงไปอีกคน
“ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ ท่านโหว ฮูหยิน ใครก็ได้ช่วยเจินเจินด้วย” กัวรั่วชิงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป นางทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหิมะที่เย็นเฉียบ ร้องตะโกนเรียกให้คนมาช่วยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดที่กัดกินใจนาง
เสียงร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนักสาวใช้ก็วิ่งกรูกันเข้ามาอย่างตื่นตระหนก ตามมาด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่ทั้งสามของจวน นั่นก็คือ เจิ้นหนิงโหว เหยาจิ้นทง เหยาจิ้นอวี๋ พี่ชายคนโต และเหยาหมิง พี่ชายคนรองของเหยาหลิงเจิน
“เกิดอะไรขึ้น” เหยาจิ้นทงคำรามด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเห็นบุตรสาวของตนเองจมอยู่ในน้ำเย็นจัด ใบหน้าซีดขาวจนน่ากลัว เขารีบสั่งการให้คนกระโดดลงไปช่วยทันทีโดยไม่รอช้า “พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ รีบลงไปช่วยคุณหนูสามเร็วเข้า”
ในที่สุด เหยาหลิงเจินก็ถูกนำขึ้นจากน้ำในสภาพที่สั่นสะท้านไปทั้งตัว ปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ นางไออย่างหนักและสำลักน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง
เหอเหมียวลี่ ผู้เป็นมารดาตามมาถึงในภายหลัง เมื่อเห็นสภาพบุตรสาวก็เป็นลมล้มพับไปทันที
ตั้งแต่วันนั้น... จวนเจิ้นหนิงโหวก็ตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความเงียบงันและตึงเครียด
เหยาหลิงเจินถูกนำไปรักษาตัวในเรือน นางตัวร้อนจัดตลอดเวลา ไม่ได้สติไปถึงเจ็ดวันเต็มๆ หมอฝีมือดีเข้าพากันออกจวนไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่านางจะพ้นขีดอันตรายหรือไม่
“ท่านหมอ ลูกสาวข้า... นางจะฟื้นหรือไม่” เหอเหมียวลี่นั่งอยู่ข้างเตียงบุตรสาว ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ไม่หยุด นางจับมือเล็กๆ ของบุตรสาวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้ว นางจะหายไป
เหยาจิ้นทงยืนอยู่ข้างๆ ภรรยา เขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แต่ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้เพื่อเป็นที่พึ่งของครอบครัว
ท่านหมอส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ “ท่านโหว ฮูหยิน คุณหนูสี่ถูกไอเย็นเข้าปอดอย่างรุนแรง อาการหนักเกินกว่าที่ข้าจะยืนยันได้ว่าจะฟื้นหรือไม่ แต่ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”
คำพูดที่เหมือนให้เผื่อใจไว้เช่นนี้ ทำให้ฮูหยินเจิ้นหนิงโหวเป็นลมล้มพับไปอีกรอบ
ส่วนกัวรั่วชิงก็ได้รับอนุญาตให้อยู่เฝ้าสหายรักอย่างใกล้ชิด นางไม่ยอมกลับจวนของตนเองเลยแม้แต่วันเดียว เมื่อถูกบิดามารดามาตาม นางก็ร้องไห้หนักจนทุกคนต้องยอมให้นางนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเหยาหลิงเจิน
“เจินเจิน... เจินเจิน... เจ้าต้องฟื้นนะ... ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าชวนเจ้าเล่นซน... ฮือ...” นางจับมือของสหายไว้แน่น น้ำตาหยดลงบนผ้าห่มผืนหนา พร่ำโทษตัวเองซ้ำๆ
เหยาจิ้นอวี๋ และเหยาหมิง เห็นความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงของกัวรั่วชิง ก็ทำได้เพียงลูบศีรษะนางเบาๆ ด้วยความสงสาร “ชิงเอ๋อร์... เจ้าอย่าคิดมาก มันเป็นอุบัติเหตุ พวกเรารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ”
ยามนี้ บรรยากาศในจวนเจิ้นหนิงโหวช่างหนาวเย็นถึงหัวใจของทุกคน
[1] กัวรั่วชิง คือ ตัวละครเอกในเรื่อง พลิกชะตานางร้ายลิขิตรัก
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
มู่หย่งฉีหยุดยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด นัยน์ตาที่เคยปรือปรอยด้วยฤทธิ์สุรากลับเบิกกว้าง และจ้องมองทะลุม่านมุกเข้าไปด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวดเขาหันไปโบกมือไล่จิงจื่อและข้ารับใช้เบาๆ“จิงจื่อ... เจ้ากับเถ้าแก่ไปรอเปิ่นหวางที่ห้องรับรองพิเศษชั้นในสุดก่อน นำของที่ข้
ท่ามกลางความเงียบสงัดของจุดพักม้ายามค่ำคืน...หลิวรุ่ยหลินรู้สึกตัวว่ากำลังเดินอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ บรรยากาศรอบกายช่างคุ้นตาคล้ายกับจุดพักม้าที่ขบวนเดินทางเพิ่งหยุดพักไปเมื่อหัวค่ำ ลมหนาวพัดกรรโชกจนชายอาภรณ์สะบัดพลิ้ว นางเดินตามแสงไฟลึกลับที่วูบไหวอยู่หลังพุ่มไม้รกทึบ ราวกับมีบางสิ่งเรียกหาให้ก้
มู่เหวินหลงจิบชาช้าๆ ก่อนจะเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ถ้าเจ้าต้องการแค่นั้น เจิ้นก็เห็นใช้ได้อยู่หนึ่งคน เป็นสตรีรูปร่างหน้าตางดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวาน และรู้ความ ที่สำคัญนางไม่ใช่คนขี้ตกใจ”“ฝ่าบาทรู้ได้อย่างไร ว่านางไม่ขี้ตกใจ”“ก็ขนาดนางถูกน้องสาวแย่งคู่หมายไปต่อหน้าต่อตา ก็ยังรักษากิ
ใบหน้าของเหยาจิ้นทงเครียดขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้เยี่ยนจิ้นหลิงจะไม่ได้มีตำแหน่งทางราชการใหญ่โต แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเขาไม่ธรรมดาสักคน มีที่ไหนที่ฮ่องเต้จะส่งกุนซือตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงมาเช่นนี้บ้าง‘หรือว่าฝ่าบาทอยากจะทดสอบอะไรข้า&rsqu







