Beranda / แฟนตาซี / ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย / “ความลับของกระจกบุปผา”

Share

“ความลับของกระจกบุปผา”

Penulis: ChengXiang.C
last update Tanggal publikasi: 2026-09-18 20:28:28

สามวันผ่านไป...แม้สังขารของไป๋ซินจะยังไม่คืนรูปสมบูรณ์ แต่ยาหม่องสูตรลับของพระพันปีก็ช่วยให้ขานางหายสั่นพั่บๆ พอที่จะเดินเข้าตำหนักได้โดยไม่ต้องคลาน เย่จวินเหยียนกำชับนางก่อนออกมาว่า

"วันนี้อย่าฝืนมากนักล่ะไป๋ไป๋ ข้ายังไม่อยากนวดให้เจ้าทั้งคืนเหมือนวันก่อน"

ไป๋ซินได้แต่ทำหน้ามุ่ยใส่ "มังกรจอมหิว" ก่อนจะสะบัดหูกระต่ายใส่แล้วรีบวิ่งแจ้นออกมา

เมื่อถึงตำหนักพระพันปี บรรยากาศวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ พระพันปีประทับนั่งอยู่หน้าบานกระจกทองเหลืองโบราณที่สลักลวดลายดอกไม้แปลกตา รอบข้างไม่มีนางกำนัลอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

"มาแล้วรึ...ไป๋ซิน ดูท่าทางเจ้าจะแข็งแรงขึ้นเยอะนะ เอวเข้าที่เข้าทางแล้วใช่ไหม?"

พระพันปีตรัสหยอกพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

"เพคะพระพันปี ยาของพระองค์ดีมากจริงๆ เพคะ ข้าเดินได้คล่องปร๋อแล้ว!"

ไป๋ซินรีบหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ แต่ก็แอบเสียวแปลบที่เอวเล็กน้อย

"ดี...เพราะบทเรียนที่ 6 นี้ เจ้าต้องใช้ 'สมาธิ' มากกว่า 'กำลังกาย' แต่มันก็ยากที่สุดในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ข้าสอนมา"

พระพันปีผายมือไปที่กระจกโบราณบานนั้น

"นี่คือ 'กระจกส่องใจบุปผา' วิชาบทนี้คือการควบคุมจิตใต้สำนึก เจ้าต้องเข้าไปในโลกกระจก และเผชิญหน้ากับสิ่งที่เจ้า 'ปรารถนา' มากที่สุด...หากเจ้าควบคุมใจไม่ได้ เจ้าจะติดอยู่ในนั้นและกลายเป็นเพียงภาพสะท้อนในกระจกไปตลอดกาล"

ไป๋ซินกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฟังดูน่ากลัวนะเพคะ...แล้วข้าต้องทำอย่างไรบ้าง?"

"นั่งลงหน้ากระจก หลับตา และปล่อยใจไปตามกลิ่นหอมของดอกไม้...เมื่อเจ้าลืมตาขึ้น เจ้าจะพบกับโลกที่เจ้าโหยหา แต่จำไว้ไป๋ซิน สิ่งที่เจ้าเห็นไม่ใช่ความจริง เจ้าต้องหา 'ทางออก' มาให้ได้ภายในหนึ่งก้านธูป"

ไป๋ซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางนั่งลงขัดสมาธิ หูกระต่ายสองข้างตั้งชันเพื่อรับสัญญาณ พยายามทำใจให้ว่างเหมือนตอนที่นางยังเป็นกระต่ายป่าตัวน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมหาหงส์เริ่มอบอวลไปทั่วห้อง

ทันทีที่นางลืมตาขึ้น...ภาพตรงหน้าไม่ใช่ตำหนักพระพันปีอีกต่อไป

มันคือทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา มีน้ำตกใสสะอาดและ...กองแครอทสีส้มทองขนาดมหึมาเท่าภูเขา!

"โอ้โหหหห! สวรรค์ของข้า!"

ไป๋ซินตาโตเป็นประกาย นางกระโดดโลดเต้นเข้าไปหากองแครอททันที

"แครอทพวกนี้มันหอมจังเลย กัดสักคำคงไม่เป็นไรมั้ง..."

ทว่าก่อนที่ฟันกระต่ายจะงับลงบนของอร่อย ภาพในกองแครอทกลับบิดเบี้ยว กลายเป็นใบหน้าหล่อเหลาของเย่จวินเหยียนที่กำลังนอนพิงหมอนขวักไขว่มือเรียกนางด้วยสายตาเชื่อมเยิ้ม

"ไป๋ไป๋...มานี่สิ ข้ามีปราณมังกรจะให้เจ้าอีกเยอะแยะเลยนะ..."

ไป๋ซินชะงักกึก หน้าแดงฉ่า

"ดะ...ฝ่าบาท! ท่านมาอยู่ในกองแครอทได้ยังไง! แล้วนั่น...ท่านถอดเสื้อทำไมเจ้าคะ!"

ไป๋ซินจ้องมอง

"เย่จวินเหยียนเวอร์ชันกองแครอท"

ที่กำลังส่งสายตาเจ้าเล่ห์และกวักมือเรียกนางด้วยท่าทางเชิญชวน หัวใจของเซียนกระต่ายน้อยเต้นรัวเหมือนกลองรบ ร่างกายของนางเกือบจะถลาเข้าไปหาอ้อมกอดนั้นตามสัญชาตญาณอยู่แล้ว

ทว่า...ในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวขา ความรู้สึก "เสียวแปลบ" ที่บั้นเอวจากเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนก็แล่นปลาบขึ้นมาเตือนสติราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน!

"เดี๋ยว...หยุดก่อนไป๋ซิน!"

นางเบรกจนหน้าเกือบทิ่มกองแครอท พลางเอามือกุมเอวตัวเองไว้มั่น ภาพความทรงจำที่นางต้องนอนหมดสภาพ หูกระต่ายลู่ตก และท่าเดินเป๋ๆ ต่อหน้าเหล่านางกำนัลไหลย้อนกลับมาเป็นฉากๆ

"ถ้าข้าเข้าไปหาเขาตอนนี้...ข้าต้องไม่ได้กลับออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันแน่ๆ!"

ไป๋ซินพึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้าที่ซีดสลับแดง

"ปราณมังกรนั่นมันไม่ใช่ของเล่นนะ ถ้าโดน 'จัดระเบียบกระดูก' ในโลกกระจกอีก มีหวังข้าได้กลายเป็นภาพวาดติดผนังไปตลอดกาลแน่!"

ยิ่งเห็นฝ่าบาทในกระจกเริ่มขยับกายเตรียมจะรวบตัวนาง ไป๋ซินก็ยิ่งลนลาน นางรีบหลับตาปี๋แล้วตะโกนใส่กองแครอทและหนุ่มรูปงามตรงหน้า

"หยุดเลยนะเจ้าคะ! อย่ามาล่อลวงข้าด้วยหน้าตาและแครอท! ข้าจะไมยอมเอวเคล็ดในที่แปลกๆ แบบนี้เด็ดขาด!"

นางรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี นึกถึงคำสอนของพระพันปีเรื่องการควบคุมจิตใต้สำนึก ไป๋ซินพยายามมองข้ามภาพลักษณ์อันเย้ายวนนั้น แล้วเพ่งจิตไปที่ความจริงที่ว่า

"นี่คือมายา เอวข้าคือของจริง!"

ทันใดนั้นเอง หูกระต่ายของนางก็ตั้งชันสั่นพั่บๆ สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอากาศ นางเห็นรอยร้าวเล็กๆ บนท้องฟ้าของโลกกระจก ไป๋ซินไม่รอช้า นางรวบรวมพลังปราณกระต่ายทั้งหมดไว้ที่ฝ่าเท้าแล้วกระโดดถีบตัวออกจากทุ่งแครอทนั้นสุดแรงเกิด

เพล้ง!

เสียงเหมือนแก้วแตกดังสนั่น ไป๋ซินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตัวเองกลับมานั่งหอบแฮกอยู่ต่อหน้าพระพันปีในตำหนักเดิม กระจกทองเหลืองตรงหน้ากลับมานิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"แฮก...แฮก...เกือบไปแล้ว..."

ไป๋ซินปาดเหงื่อที่หน้าผาก

พระพันปีที่นั่งมองอยู่ถึงกับเลิกขนงขึ้นอย่างแปลกใจ

"เจ้าออกมาได้เร็วกว่าที่ข้าคิดนะไป๋ซิน...แถมยังออกมาด้วยท่าทางเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากๆ เสียด้วย เจ้าเห็นอะไรในนั้นรึ? ปีศาจร้าย? หรือหุบเขาไร้อาหาร?"

ไป๋ซินหน้าแดงก่ำถึงคอ ยิ้มแห้งๆ ให้พระพันปี

"เอ่อ...คือ...มันก็น่ากลัวพอกันนั่นแหละเจ้าค่ะพระพันปี เป็นสิ่งที่ทำให้ข้า...'หลังเดาะ' ได้เลยทีเดียว!"

พระพันปีหัวเราะร่วนอย่างรู้ทัน

"เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าเอาชนะใจตัวเองและรักษา 'เอว' ของเจ้าออกมาได้ ข้าถือว่าเจ้าผ่านบทเรียนนี้ อย่างเป็นทางการ"

ไป๋ซินเดินเข่าอ่อนออกจากตำหนักพระพันปีด้วยความโล่งอกที่รักษาชีวิต (และเอว) ออกมาได้สำเร็จ แต่นางยังเดินไปไม่ถึงสิบก้าว ร่างทั้งร่างก็ถูกเงาดำขนาดใหญ่พาดทับ พร้อมกับกลิ่นกฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ที่ลอยมาปะทะจมูก

"ดูเจ้าหน้าแดงๆ นะไป๋ไป๋...ในกระจกนั่นมีอะไรที่ทำให้เจ้า 'เขิน' จนหูตั้งขนาดนี้เชียวหรือ?"

เย่จวินเหยียนยืนพิงประตูหินขัด สองมือกอดอก จ้องมองกระต่ายน้อยของเขาด้วยสายตาจับผิด ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจล้นเหลือ

"ฝะ...ฝ่าบาท! ท่านมาดักรอข้าทำไมเจ้าคะ?"

ไป๋ซินพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

"ข้าก็แค่...ฝึกวิชาหนักไปหน่อย จนความดันขึ้นหน้าเท่านั้นเองเจ้าค่ะ!"

"งั้นหรือ?" เย่จวินเหยียนสาวเท้าเข้าหาช้าๆ จนไป๋ซินต้องถอยหลังไปจนติดกำแพง

"เสด็จแม่บอกข้าว่า วิชาที่เจ้าเพิ่งฝึกไปคือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ 'ปรารถนา' ที่สุด...บอกข้ามาสิไป๋ซิน ในโลกกระจกนั่น เจ้าเห็นแครอท...หรือเห็นข้า?"

ไป๋ซินเลิ่กลั่ก

"ข้า...ข้าเห็น...เห็นท้องฟ้าเจ้าค่ะ! ท้องฟ้าสีครามสดใสไม่มีอะไรเจือปนเลย!"

"โกหกไม่เนียนเลยนะกระต่ายน้อย หูเจ้ามันสั่นจนฟ้องหมดแล้ว"

เขาหัวเราะหึๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน

"แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าสอบผ่านบทเรียนที่ยากที่สุดมาได้ ข้ามี 'รางวัล' จะมอบให้"

พอได้ยินคำว่ารางวัล ไป๋ซินก็ตาเป็นประกาย

"รางวัลหรือเจ้าคะ? ไม่เอาแบบ 'ปราณมังกร' แล้วนะเจ้าคะ ข้ายังไม่พร้อม!"

เย่จวินเหยียนคลี่ยิ้มละไม

"ข้ารู้แล้วว่าเจ้ากลัวอะไร...ตามข้ามานี่"

เขาจูงมือนางไปยังศาลาริมน้ำกลางอุทยานหลวง ที่นั่นมีโต๊ะหินอ่อนตัวใหญ่ตั้งอยู่ และสิ่งที่อยู่บนโต๊ะทำเอาไป๋ซินถึงกับน้ำลายสอ มันคือ "ชุดผักรวมมิตรระดับเครื่องเสวย" ที่จัดวางไว้อย่างอลังการ!

มีทั้งแครอทป่าสีส้มสด หัวไชเท้ากรอบๆ ที่แช่เย็นจนมีละอองน้ำเกาะ ผักกาดขาวเนื้อหวานฉ่ำ และสมุนไพรหายากจากแดนใต้ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

"โอ้โห! นี่มัน...สวรรค์ของจริงยิ่งกว่าในกระจกอีกเจ้าค่ะ!" ไป๋ซินกระโดดเกาะขอบโต๊ะทันที

"นี่คือผักที่ดีที่สุดในอาณาจักร ข้าสั่งให้คนจัดเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”

เย่จวินเหยียนหยิบแครอทหัวที่สวยที่สุดส่งให้

"กินเสียให้เต็มที่ ถือเป็นรางวัลที่เจ้ามีสติ...ไม่ยอมหลงมัวเมาไปกับ 'ภาพมายา' ของข้าในกระจกนั่น"

ไป๋ซินกำลังจะอ้าปากงับแครอท แต่ก็ชะงักกึก

"ท่านรู้ได้ยังไงเจ้าคะว่าในกระจกมีภาพท่าน?"

เย่จวินเหยียนขยิบตาให้หนึ่งทีด้วยท่าทางสุดกร้าวใจ

"ก็เพราะในโลกความจริง...เจ้าก็มองข้าด้วยสายตาแบบเดียวกับที่มองแครอทพวกนี้ยังไงล่ะ ไป๋ไป๋"

"ฝ่าบาท!"

ไป๋ซินหน้าแดงแป๊ด สะบัดหน้าหนีมาเคี้ยวแครอทตุ่ยๆ กลบเกลื่อนความเขิน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ปราณน้ำแข็งสยบมังกร”

    ภายในถ้ำเหมันต์ที่ลึกซึ้งที่สุด แสงสีครามจากผลึกน้ำแข็งเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นโอบล้อมร่างของไป๋ซินไว้ ราวกับดักแด้ที่กำลังจะลอกคราบ ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุม หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์ บัดนี้สงบนิ่งและหดหายไปเองโดยที่นางไม่ต้องพยายามกดข่ม“เจ้าทำได้ดีมาก ไป๋ซิน”เสด็จแม่ (พระพันปี) ตรัสชมขณะมองดูสมาธิที่แน่วแน่ของนาง“ความลับของการคุมปราณเซียนไม่ใช่การกักขัง แต่นำมันมาหลอมรวมกับธรรมชาติ หากใจเจ้าเย็นดุจน้ำแข็ง ต่อให้ความร้อนแรงของปราณมังกรจะดุดันเพียงใด เจ้าก็จะยังคงเยือกเย็นและเป็นฝ่ายควบคุมมันได้”ไป๋ซินลืมตาขึ้น ดวงตาของนางส่องประกายเย็นตาแต่แฝงด้วยพลัง“ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิว...ความร้อนปั่นป่วนในกายหายไปหมดแล้วเพคะเสด็จแม่”ทว่าในขณะที่การฝึกกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ สัมผัสถึง “อายมังกร” ที่คุ้นเคยแต่วุ่นวายก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าถ้ำ ณ บริเวณหน้าถ้ำเหมันต์“ฝ่าบาท! เสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระพันปีทรงกำชับไว้หนาหูว่าห้ามใครรบกวน!”กงกงพยายามวิ่งเอาตัวเข้าขวาง แต่เย่จวินเหยียนในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกลับไม่สนใจ เขาแบกตะกร้าที่เต็มไปด

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับใต้ถ้ำเหมันต์และอ้อมกอดที่ว่างเปล่า”

    ท่ามกลางหุบเขาเร้นลับหลังพระราชวังหลวง ทิศทางที่ลมเหนือพัดผ่านนำพาเอาความหนาวเย็นสุดขั้วมาสู่ทางเข้า “ถ้ำเหมันต์พันปี” สถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา ผนังถ้ำที่เกิดจากผลึกน้ำแข็งธรรมชาติสะท้อนแสงสีครามวาววับราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยไอเย็นที่รุนแรงจนสามารถแช่แข็งปราณเซียนที่อ่อนแอได้ในพริบตาไป๋ซินในชุดผ้าฝ้ายหนาพิเศษสีขาวสะอาดตา นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหิมะ ร่างบางสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆหูกระต่ายยาวสีนวลที่เคยชี้ตั้งอย่างร่าเริง บัดนี้ลูบตกลงมาแนบชิดใบหูเพื่อพยายามรักษาความอบอุ่นให้ได้มากที่สุด นางพยายามโคจรลมปราณตามที่เคยเรียนมา แต่มันกลับติดขัดเพราะฤทธิ์ของ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด ทำให้พลังของนางเดี๋ยวพุ่งพล่านเดี๋ยวอ่อนแรง“ตั้งสติหน่อย ไป๋ซิน”เสียงของพระพันปีดังขึ้นก้องกังวานในความเงียบสงบ นางประทับนั่งอยู่บนแท่นน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยดูเ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผักเมามายกับความลับของกายเซียน”

    ท่ามกลางกลิ่นหอมของผักสดนานาชนิดบนโต๊ะเสวย ไป๋ซินที่บัดนี้ลืมสิ้นทุกความเขินอาย คว้าหยิบ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" สีฟ้าหม่นที่ดูแปลกตากว่าต้นอื่นขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย นางไม่รู้เลยว่าสมุนไพรชนิดนี้แท้จริงแล้วคือ "หญ้าเมาเซียน" ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของปราณเซียนอย่างรุนแรง หากเซียนที่มีตบะยังไม่แกร่งกล้าหรือคุมจิตไม่นิ่งทานเข้าไป...มันจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหล้ากลั่นพันปี!"อึก...ฝ่าบาทเจ้าคะ ทำไมแครอทมันถึงได้หมุนๆ แบบนี้ล่ะเจ้าคะ?"ไป๋ซินเริ่มนั่งไม่อยู่สุข ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก ดวงตากลมโตเริ่มปรือปรอยปรายมองฝ่าบาทด้วยความสิเน่หาอย่างเปิดเผย นางหัวเราะคิกคักพลางคว้าแขนเสื้อปักลายมังกรของเย่จวินเหยียนมาเช็ดหน้าเช็ดตา ราวกับเขาเป็นผ้าอ้อมผืนโปรด"ไป๋ไป๋? เจ้ากินหญ้าน้ำค้างเข้าไปงั้นรึ!"เย่จวินเหยียนอุทาน พยายามจะแย่งต้นที่เหลือจากมือนาง แต่ไป๋ซินกลับชักมือหนีแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมด"ข้าไม่ได้เมานะเจ้าคะ! ข้าแค่...ข้าแค่รู้สึกว่าตัวข้าเบ๊าเบาเหมือนปุยเมฆเลย ดูสิเจ้าคะ ข้าบินได้ด้วย!"ปึ๋ง!ทันทีที่พูดจบ การควบคุมพลังของนางก็พังทลายลง หูกระต่าย

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับของกระจกบุปผา”

    สามวันผ่านไป...แม้สังขารของไป๋ซินจะยังไม่คืนรูปสมบูรณ์ แต่ยาหม่องสูตรลับของพระพันปีก็ช่วยให้ขานางหายสั่นพั่บๆ พอที่จะเดินเข้าตำหนักได้โดยไม่ต้องคลาน เย่จวินเหยียนกำชับนางก่อนออกมาว่า"วันนี้อย่าฝืนมากนักล่ะไป๋ไป๋ ข้ายังไม่อยากนวดให้เจ้าทั้งคืนเหมือนวันก่อน"ไป๋ซินได้แต่ทำหน้ามุ่ยใส่ "มังกรจอมหิว" ก่อนจะสะบัดหูกระต่ายใส่แล้วรีบวิ่งแจ้นออกมาเมื่อถึงตำหนักพระพันปี บรรยากาศวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ พระพันปีประทับนั่งอยู่หน้าบานกระจกทองเหลืองโบราณที่สลักลวดลายดอกไม้แปลกตา รอบข้างไม่มีนางกำนัลอยู่เลยแม้แต่คนเดียว"มาแล้วรึ...ไป๋ซิน ดูท่าทางเจ้าจะแข็งแรงขึ้นเยอะนะ เอวเข้าที่เข้าทางแล้วใช่ไหม?"พระพันปีตรัสหยอกพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก"เพคะพระพันปี ยาของพระองค์ดีมากจริงๆ เพคะ ข้าเดินได้คล่องปร๋อแล้ว!"ไป๋ซินรีบหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ แต่ก็แอบเสียวแปลบที่เอวเล็กน้อย"ดี...เพราะบทเรียนที่ 6 นี้ เจ้าต้องใช้ 'สมาธิ' มากกว่า 'กำลังกาย' แต่มันก็ยากที่สุดในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ข้าสอนมา"พระพันปีผายมือไปที่กระจกโบราณบานนั้น"นี่คือ 'กระจกส่องใจบุปผา' วิชาบทนี้คือการควบคุมจิตใต้สำนึก เจ้าต้องเข้าไปในโลกกระจก

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผลข้างเคียงของปราณมังกร...”

    แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุ้งสีขาวบางเบาเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นกำยานกุหลาบป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศเร่าร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ไป๋ซิน นางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะบิดขี้เกียจตามความเคยชิน ทว่าทันทีที่ขยับช่วงล่าง ความรู้สึกเจ็บแปลบและหนักอึ้งก็แล่นปลาบขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง"อ๊ะ...โอ๊ยยย...ร่างกายนี้มันทำด้วยอะไรเนี่ย ทำไมเหมือนจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้!"ไป๋ซินครางแผ่ว ร่างบางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับรู้สึกว่าเอวของนางอ่อนเปลี้ยเสียศูนย์ไปหมด หูกระต่ายสีขาวสองข้างพุ่งพรวดออกมาตั้งชันสั่นพั่บๆ ทันทีด้วยความตกใจ"ฝ่าบาท...ท่านใส่ปราณมังกรเข้ามาเยอะเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ? ข้ารู้สึกเหมือนกระดูกเชิงกรานของข้ามันถูกจัดระเบียบใหม่หมดเลย!"เย่จวินเหยียน ซึ่งอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศสีดำปักลายมังกรทองเตรียมออกว่าราชการ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงด้วยใบหน้าอิ่มเอิบราวกับเพิ่งเสวยยาอายุวัฒนะมาสิบหม้อ เขามอง "ลูกศิษย์" ที่บัดนี้สภาพเหมือนกระต่ายโดนรถม้าทับด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโน้มตัวลงไปก้มจูบหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน"นั่นน่ะเขาเรียกว่าผลข้างเคียงของ 'วิชาประสานปราณมังกร

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “วิชา "มังกรหยอกวารีบนแท่นศิลา"”

    หลังจากเหตุการณ์ประคบหัวไชเท้าแช่น้ำแข็งจน เย่จวินเหยียน เกือบจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งตายคาอกเมีย ฮ่องเต้หนุ่มก็ทรงตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้ ไป๋ซิน เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเองตามคัมภีร์ที่พระพันปีประทานมาต่อไป เขาคงได้กลายเป็น "ผักดองน้ำแข็ง" เข้าสักวัน และรังสีสีชมพูที่พลุ่งพล่านในตัวเขาก็คงจะปะทุจนอกแตกตายเป็นแน่แท้ยามดึกสงัด ณ ห้องทรงอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานกุหลาบป่า แสงเทียนวับแวมส่องกระทบใบหน้าคมคายของมังกรหนุ่มที่กำลังนั่งรอ "ลูกศิษย์" ตัวน้อยอย่างใจเย็น บนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวยักษ์ที่เคยเต็มไปด้วยกองฎีกาและเอกสารบ้านเมือง บัดนี้กลับถูกปัดออกไปกองไว้อย่างไม่ใยดีที่มุมหนึ่ง เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่ปูทับด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียด"ฝ่าบาท...เรียกข้ามากลางดึก มีบทเรียนที่หกจากพระพันปีหรือเจ้าคะ?"ไป๋ซิน เดินเตาะแตะเข้ามาในชุดนอนผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่เน้นสัดส่วนอวบอิ่มชวนมอง นางยังคงเปิด "เนตรกระจกเงา" ค้างไว้ตามความเคยชิน และทันทีที่เห็นเย่จวินเหยียน นางก็เบิกตากว้างจนกลมโต อุทานออกมาเสียงหลง"ว้าย! ฝ่าบาท รังสีสีชมพูของท่านมันไม่ได้แค่บวมแล้วเจ้าค่ะ แต่มันกลายเป็น สีแดงเพลิง พุ่งป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status