หน้าหลัก / แฟนตาซี / ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย / “ผลข้างเคียงของปราณมังกร...”

แชร์

“ผลข้างเคียงของปราณมังกร...”

ผู้เขียน: ChengXiang.C
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-17 09:43:21

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุ้งสีขาวบางเบาเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นกำยานกุหลาบป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศเร่าร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ไป๋ซิน นางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะบิดขี้เกียจตามความเคยชิน ทว่าทันทีที่ขยับช่วงล่าง ความรู้สึกเจ็บแปลบและหนักอึ้งก็แล่นปลาบขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง

"อ๊ะ...โอ๊ยยย...ร่างกายนี้มันทำด้วยอะไรเนี่ย ทำไมเหมือนจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้!"

ไป๋ซินครางแผ่ว ร่างบางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับรู้สึกว่าเอวของนางอ่อนเปลี้ยเสียศูนย์ไปหมด หูกระต่ายสีขาวสองข้างพุ่งพรวดออกมาตั้งชันสั่นพั่บๆ ทันทีด้วยความตกใจ

"ฝ่าบาท...ท่านใส่ปราณมังกรเข้ามาเยอะเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ? ข้ารู้สึกเหมือนกระดูกเชิงกรานของข้ามันถูกจัดระเบียบใหม่หมดเลย!"

เย่จวินเหยียน ซึ่งอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศสีดำปักลายมังกรทองเตรียมออกว่าราชการ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงด้วยใบหน้าอิ่มเอิบราวกับเพิ่งเสวยยาอายุวัฒนะมาสิบหม้อ เขามอง "ลูกศิษย์" ที่บัดนี้สภาพเหมือนกระต่ายโดนรถม้าทับด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโน้มตัวลงไปก้มจูบหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน

"นั่นน่ะเขาเรียกว่าผลข้างเคียงของ 'วิชาประสานปราณมังกร' ขั้นสูงสุดไงล่ะไป๋ไป๋"

เขาหัวเราะในลำคอพลางใช้ปลายนิ้วเขี่ยหูยาวๆ ของนางเล่น "ปราณมังกรของข้านั้นดุดัน เมื่อมันเข้าไปไหลเวียนในตัวเจ้าที่ยังเป็นเซียนกระต่ายน้อย ร่างกายเจ้าก็ต้องมีการปรับสมดุลบ้าง...ความปวดเมื่อยนั้นคือสัญญาณว่าเจ้าได้รับพลังจากข้าไปอย่างเต็มเปี่ยม"

"เต็มเปี่ยมจนข้าลุกไม่ขึ้นเนี่ยนะเจ้าคะ!"

ไป๋ซินทำหน้ามุ่ย พยายามจะก้าวขาลงจากเตียง แต่ขาเรียวกลับสั่นพั่บๆ จนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เย่จวินเหยียนรีบคว้าเอวบางไว้ได้ทัน

"มานี่...ข้าจะ 'นวด' เพื่อช่วยกระจายปราณให้"

เขาอุ้มนางกลับมานั่งบนตัก มือหนาเริ่มนวดเฟ้นที่บั้นเอวและสะโพกอย่างหนักสลับเบา ทว่าน้ำหนักมือและตำแหน่งการนวดที่เริ่มจะ 'ลึกซึ้ง' ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไป๋ซินหน้าแดงก่ำ

"ฝ่าบาท...นวดเฉยๆ นะเจ้าคะ ห้ามฝึกท่า 'มังกรหยอกวารี' ตอนเช้านะเจ้าคะ ข้าเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ!"

นางประท้วงเสียงสั่น เย่จวินเหยียนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยอมปล่อยนางให้ไปจัดการธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวไปเฝ้าพระพันปี

ณ ตำหนักพระพันปี

ไป๋ซินเดินเตาะแตะเข้ามาในตำหนักด้วยท่าทางประหลาด ขาของนางดูจะก้าวไม่ออก แถมยังต้องเอามือยันเอวไว้ตลอดเวลา นางพยายามจะเดินให้สง่างามที่สุด แต่ทุกย่างก้าวมันดูเหมือน "กระต่ายเดินเป๋" หรือไม่ก็เหมือนคนเข่าอ่อนจนขาถ่างออกกว้าง

พระพันปีที่ประทับนั่งจิบชาอยู่ มองภาพนั้นด้วยสายตาสงสัย "ไป๋ซิน...เจ้าเป็นอะไรไป? ทำไมท่าเดินของเจ้าถึงได้ดู...'เปิดเผย' และดู 'ลำบากลำบน' เช่นนั้น? วิชาเนตรกระจกเงาของข้ามันฝึกยากจนทำเอาเจ้าเสียศูนย์เลยรึ?"

เหล่านางกำนัลที่หมอบกราบอยู่รอบๆ ต่างพากันก้มหน้าจนติดพื้น ร่างกายสั่นระริกเพราะพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

"เอ่อ...คือว่า...วิชาของพระพันปีน่ะไม่ยากเจ้าค่ะ"

ไป๋ซินหน้าแดงแป๊ดถึงใบหู "แต่วิชา 'เสริม' ของฝ่าบาทน่ะสิเจ้าคะ หนักหน่วงเหลือเกิน ข้าต้องใช้เอวและสะโพกรับปราณมังกรบนโต๊ะฎีกาทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ!"

"พรวดดดด!"

พระพันปีถึงกับพ่นน้ำชาออกมาเต็มคำ นางกำนัลรอบข้างต่างพากันก้มหน้ากลั้นยิ้มจนตัวสั่น ส่วนพระพันปีนั้นหลังจากสำลักเสร็จก็หัวเราะร่าด้วยความถูกใจ

"จวินเหยียนนะจวินเหยียน...ร้ายกาจนักนะลูกคนนี้ แอบสอนบทเรียนพิเศษ 'นอกคัมภีร์' ให้เจ้าบนโต๊ะทำงานเลยรึ"

พระพันปีมองไป๋ซินด้วยความเอ็นดู

"เอาเถอะ ในเมื่อเจ้า 'รับปราณ' มาเยอะขนาดนี้ ข้าจะถือว่าเจ้าสอบผ่านบทเรียนที่ 5 อย่างดีเยี่ยม...ส่วนบทเรียนที่ 6 ข้าจะให้เจ้าพักอีกสามวันค่อยเริ่มฝึก เดี๋ยวข้าจะส่งยานวดสูตรลับวังหลวงไปให้เจ้าที่ตำหนักนะ"

“ขอบพระทัยเพคะพระพันปีที่เมตตา...”

ไป๋ซินย่อกายคารวะอย่างยากลำบาก ทันทีที่นางขยับ เอวบางก็ลั่น ‘กร๊อบ’ เบาๆ จนหูกระต่ายลู่ตกลงมาปรกหน้า

“ถ้าได้ยานวดของพระองค์ ข้าคงพอจะกลับไปต่อสู้กับ ‘มังกรคลั่ง’ ในคืนนี้ได้ไหว...”

“เจ้าเด็กคนนี้นี่...ช่างเจรจานัก!”

พระพันปีส่ายหน้ายิ้มๆ

“เอาล่ะ ไปพักผ่อนเถอะ ก่อนที่จวินเหยียนจะส่งคนมาตามเจ้ากลับไป ‘ฝึกปราณ’ ต่อจนไม่ได้พักจริงๆ”

ไป๋ซินเดินเตาะแตะกลับออกมาจากตำหนักพระพันปีด้วยสภาพที่ดูไม่จืดนัก นางพยายามตั้งสติและรวบรวมลมปราณอันน้อยนิดมาไว้ที่ขาเพื่อหวังจะเดินให้ตรงทาง ทว่าเพียงแค่พ้นเขตกำแพงตำหนัก กลิ่นอายมังกรที่คุ้นเคยก็ลอยมาปะทะจมูก

“ไป๋ไป๋...ข้าได้ยินว่าเจ้าไปรายงานผลการฝึกกับเสด็จแม่เสียละเอียดยิบเลยนะ”

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋ซินสะดุ้งสุดตัวจนหูตั้งพรึ่บ นางรีบหันกลับไปมองก็พบเย่จวินเหยียนที่ยืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนอยู่ ใบหน้าหล่อเหลานั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็

‘ไม่น่าไว้วางใจ’

“ฝ่าบาท! ท่านมาแอบฟังข้าหรือเจ้าคะ?”

ไป๋ซินหน้าพองลม

“แล้วที่ข้าพูดไปมันก็เรื่องจริงทั้งนั้น เอวข้าแทบจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ เพราะโต๊ะฎีกาของท่าน!”

“หึหึ ข้าเพียงแต่เกรงว่าเจ้าจะเดินกลับตำหนักไม่ไหว เลยตั้งใจจะมารับ...”

เขาเดินเข้ามาใกล้กดยิ้มมุมปาก

“แต่พอได้ยินเจ้าบอกเสด็จแม่ว่าข้า ‘ร้ายกาจ’ ข้าเลยคิดว่า...บางทีข้าควรจะทำตัวให้สมกับคำชมของเจ้าเสียหน่อย”

“มะ...หมายความว่ายังไงเจ้าคะ?”

ไม่ทันขาดคำ วงแขนแกร่งก็ตวัดรวบร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ไป๋ซินร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบยกมือคล้องคอเขาไว้แน่น

“ฝ่าบาท! ทหารกับนางกำนัลเต็มไปหมดนะเจ้าคะ ปล่อยข้าลงเถอะ!”

“ใครจะกล้ามองก็ให้มองไป ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ ‘ถ่ายโอนปราณ’ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้พระสนมของข้า”

เย่จวินเหยียนกระซิบข้างหูจนนางขนลุกซู่

“ยาที่เสด็จแม่จะส่งมาให้น่ะมันออกฤทธิ์ช้า...สู้ ‘ปราณร้อน’ จากตัวข้าไม่ได้หรอก”

“ท่านจะทำอะไรน่ะ! ไม่เอาท่ามังกรหยอกวารีแล้วนะเจ้าคะ!”

“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะใช้ท่าเดิมนี่...”

เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์จ้องมองริมฝีปากบางที่เริ่มสั่นระริก

“วันนี้อากาศดี...ลองท่า ‘วิหคเหินเวหา’ ดูหน่อยเป็นไง? ข้าจะพาเจ้าไปฝึกที่สระบัวมรกต รับรองว่า...ขาของเจ้าจะได้ ‘ลอย’ จนไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินไปอีกหลายวันเลยทีเดียว”

ไป๋ซินได้แต่ซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างด้วยความอับอายและหวาดหวั่นในชะตากรรมของเอวตัวเอง นางเพิ่งรู้ซึ้งเดี๋ยวนี้เองว่า...การเป็นลูกศิษย์ของมังกรจอมหื่นนั้น มันเหนื่อยยิ่งกว่าการบำเพ็ญเพียรเป็นพันปีเสียอีก!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับใต้ถ้ำเหมันต์และอ้อมกอดที่ว่างเปล่า”

    ท่ามกลางหุบเขาเร้นลับหลังพระราชวังหลวง ทิศทางที่ลมเหนือพัดผ่านนำพาเอาความหนาวเย็นสุดขั้วมาสู่ทางเข้า “ถ้ำเหมันต์พันปี” สถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา ผนังถ้ำที่เกิดจากผลึกน้ำแข็งธรรมชาติสะท้อนแสงสีครามวาววับราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยไอเย็นที่รุนแรงจนสามารถแช่แข็งปราณเซียนที่อ่อนแอได้ในพริบตาไป๋ซินในชุดผ้าฝ้ายหนาพิเศษสีขาวสะอาดตา นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหิมะ ร่างบางสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆหูกระต่ายยาวสีนวลที่เคยชี้ตั้งอย่างร่าเริง บัดนี้ลูบตกลงมาแนบชิดใบหูเพื่อพยายามรักษาความอบอุ่นให้ได้มากที่สุด นางพยายามโคจรลมปราณตามที่เคยเรียนมา แต่มันกลับติดขัดเพราะฤทธิ์ของ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด ทำให้พลังของนางเดี๋ยวพุ่งพล่านเดี๋ยวอ่อนแรง“ตั้งสติหน่อย ไป๋ซิน”เสียงของพระพันปีดังขึ้นก้องกังวานในความเงียบสงบ นางประทับนั่งอยู่บนแท่นน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยดูเ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผักเมามายกับความลับของกายเซียน”

    ท่ามกลางกลิ่นหอมของผักสดนานาชนิดบนโต๊ะเสวย ไป๋ซินที่บัดนี้ลืมสิ้นทุกความเขินอาย คว้าหยิบ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" สีฟ้าหม่นที่ดูแปลกตากว่าต้นอื่นขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย นางไม่รู้เลยว่าสมุนไพรชนิดนี้แท้จริงแล้วคือ "หญ้าเมาเซียน" ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของปราณเซียนอย่างรุนแรง หากเซียนที่มีตบะยังไม่แกร่งกล้าหรือคุมจิตไม่นิ่งทานเข้าไป...มันจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหล้ากลั่นพันปี!"อึก...ฝ่าบาทเจ้าคะ ทำไมแครอทมันถึงได้หมุนๆ แบบนี้ล่ะเจ้าคะ?"ไป๋ซินเริ่มนั่งไม่อยู่สุข ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก ดวงตากลมโตเริ่มปรือปรอยปรายมองฝ่าบาทด้วยความสิเน่หาอย่างเปิดเผย นางหัวเราะคิกคักพลางคว้าแขนเสื้อปักลายมังกรของเย่จวินเหยียนมาเช็ดหน้าเช็ดตา ราวกับเขาเป็นผ้าอ้อมผืนโปรด"ไป๋ไป๋? เจ้ากินหญ้าน้ำค้างเข้าไปงั้นรึ!"เย่จวินเหยียนอุทาน พยายามจะแย่งต้นที่เหลือจากมือนาง แต่ไป๋ซินกลับชักมือหนีแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมด"ข้าไม่ได้เมานะเจ้าคะ! ข้าแค่...ข้าแค่รู้สึกว่าตัวข้าเบ๊าเบาเหมือนปุยเมฆเลย ดูสิเจ้าคะ ข้าบินได้ด้วย!"ปึ๋ง!ทันทีที่พูดจบ การควบคุมพลังของนางก็พังทลายลง หูกระต่าย

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับของกระจกบุปผา”

    สามวันผ่านไป...แม้สังขารของไป๋ซินจะยังไม่คืนรูปสมบูรณ์ แต่ยาหม่องสูตรลับของพระพันปีก็ช่วยให้ขานางหายสั่นพั่บๆ พอที่จะเดินเข้าตำหนักได้โดยไม่ต้องคลาน เย่จวินเหยียนกำชับนางก่อนออกมาว่า"วันนี้อย่าฝืนมากนักล่ะไป๋ไป๋ ข้ายังไม่อยากนวดให้เจ้าทั้งคืนเหมือนวันก่อน"ไป๋ซินได้แต่ทำหน้ามุ่ยใส่ "มังกรจอมหิว" ก่อนจะสะบัดหูกระต่ายใส่แล้วรีบวิ่งแจ้นออกมาเมื่อถึงตำหนักพระพันปี บรรยากาศวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ พระพันปีประทับนั่งอยู่หน้าบานกระจกทองเหลืองโบราณที่สลักลวดลายดอกไม้แปลกตา รอบข้างไม่มีนางกำนัลอยู่เลยแม้แต่คนเดียว"มาแล้วรึ...ไป๋ซิน ดูท่าทางเจ้าจะแข็งแรงขึ้นเยอะนะ เอวเข้าที่เข้าทางแล้วใช่ไหม?"พระพันปีตรัสหยอกพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก"เพคะพระพันปี ยาของพระองค์ดีมากจริงๆ เพคะ ข้าเดินได้คล่องปร๋อแล้ว!"ไป๋ซินรีบหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ แต่ก็แอบเสียวแปลบที่เอวเล็กน้อย"ดี...เพราะบทเรียนที่ 6 นี้ เจ้าต้องใช้ 'สมาธิ' มากกว่า 'กำลังกาย' แต่มันก็ยากที่สุดในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ข้าสอนมา"พระพันปีผายมือไปที่กระจกโบราณบานนั้น"นี่คือ 'กระจกส่องใจบุปผา' วิชาบทนี้คือการควบคุมจิตใต้สำนึก เจ้าต้องเข้าไปในโลกกระจก

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผลข้างเคียงของปราณมังกร...”

    แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุ้งสีขาวบางเบาเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นกำยานกุหลาบป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศเร่าร้อนเมื่อคืนที่ผ่านมา ไป๋ซิน นางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะบิดขี้เกียจตามความเคยชิน ทว่าทันทีที่ขยับช่วงล่าง ความรู้สึกเจ็บแปลบและหนักอึ้งก็แล่นปลาบขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง"อ๊ะ...โอ๊ยยย...ร่างกายนี้มันทำด้วยอะไรเนี่ย ทำไมเหมือนจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้!"ไป๋ซินครางแผ่ว ร่างบางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับรู้สึกว่าเอวของนางอ่อนเปลี้ยเสียศูนย์ไปหมด หูกระต่ายสีขาวสองข้างพุ่งพรวดออกมาตั้งชันสั่นพั่บๆ ทันทีด้วยความตกใจ"ฝ่าบาท...ท่านใส่ปราณมังกรเข้ามาเยอะเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ? ข้ารู้สึกเหมือนกระดูกเชิงกรานของข้ามันถูกจัดระเบียบใหม่หมดเลย!"เย่จวินเหยียน ซึ่งอยู่ในชุดฉลองพระองค์เต็มยศสีดำปักลายมังกรทองเตรียมออกว่าราชการ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงด้วยใบหน้าอิ่มเอิบราวกับเพิ่งเสวยยาอายุวัฒนะมาสิบหม้อ เขามอง "ลูกศิษย์" ที่บัดนี้สภาพเหมือนกระต่ายโดนรถม้าทับด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโน้มตัวลงไปก้มจูบหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน"นั่นน่ะเขาเรียกว่าผลข้างเคียงของ 'วิชาประสานปราณมังกร

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “วิชา "มังกรหยอกวารีบนแท่นศิลา"”

    หลังจากเหตุการณ์ประคบหัวไชเท้าแช่น้ำแข็งจน เย่จวินเหยียน เกือบจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งตายคาอกเมีย ฮ่องเต้หนุ่มก็ทรงตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้ ไป๋ซิน เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเองตามคัมภีร์ที่พระพันปีประทานมาต่อไป เขาคงได้กลายเป็น "ผักดองน้ำแข็ง" เข้าสักวัน และรังสีสีชมพูที่พลุ่งพล่านในตัวเขาก็คงจะปะทุจนอกแตกตายเป็นแน่แท้ยามดึกสงัด ณ ห้องทรงอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานกุหลาบป่า แสงเทียนวับแวมส่องกระทบใบหน้าคมคายของมังกรหนุ่มที่กำลังนั่งรอ "ลูกศิษย์" ตัวน้อยอย่างใจเย็น บนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวยักษ์ที่เคยเต็มไปด้วยกองฎีกาและเอกสารบ้านเมือง บัดนี้กลับถูกปัดออกไปกองไว้อย่างไม่ใยดีที่มุมหนึ่ง เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่ปูทับด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียด"ฝ่าบาท...เรียกข้ามากลางดึก มีบทเรียนที่หกจากพระพันปีหรือเจ้าคะ?"ไป๋ซิน เดินเตาะแตะเข้ามาในชุดนอนผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่เน้นสัดส่วนอวบอิ่มชวนมอง นางยังคงเปิด "เนตรกระจกเงา" ค้างไว้ตามความเคยชิน และทันทีที่เห็นเย่จวินเหยียน นางก็เบิกตากว้างจนกลมโต อุทานออกมาเสียงหลง"ว้าย! ฝ่าบาท รังสีสีชมพูของท่านมันไม่ได้แค่บวมแล้วเจ้าค่ะ แต่มันกลายเป็น สีแดงเพลิง พุ่งป

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “เนตรกระจกเงา...กับมหันตภัยรังสีสีชมพู”

    หลังจากเหตุการณ์ "ระบำเกาหลัง" ในงานเลี้ยงทูตจบลงด้วยความสะใจ พระพันปีก็ทรงเล็งเห็นว่า ไป๋ซิน มีพลังกายที่แกร่งกล้า (จากการกินแครอทบวกกับยาเม็ดสีทอง) มากเกินพอแล้วเช้าวันต่อมา คัมภีร์ปกสีครามเก่าแก่ที่ชื่อว่า "เนตรกระจกเงา" จึงถูกส่งตรงจากตำหนักพระพันปีมายังมือของไป๋ซิน พร้อมจดหมายสั้นๆ ว่า 'วิชานี้จะทำให้เจ้าเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากมนุษย์ จงฝึกให้สำเร็จก่อนจะโดนใครเคี้ยวกลืนไปทั้งตัว'"วิชาเนตรกระจกเงา...ว้าว ชื่อเท่มากเลยเจ้าค่ะฝ่าบาท!"ไป๋ซินเปิดคัมภีร์ตาโต"มันบอกว่าถ้าฝึกสำเร็จ ข้าจะเห็นรังสีรอบตัวคน รังสีสีดำคือคนชั่ว สีม่วงคือคนวางแผนร้าย สีเหลืองคือคนขี้โกง!"เย่จวินเหยียน ที่นั่งจิบชาอยู่ใกล้ๆ พยักหน้า"วิชานี้สำคัญมากไป๋ไป๋ ในวังนี้คนหน้าไหว้หลังหลอกมีเยอะ เจ้าต้องเรียนรู้วิธีดูคนให้ขาด"ไป๋ซินตั้งใจฝึกอย่างหนัก นางนั่งสมาธิจนหูตั้งชัน รวบรวมพลังเซียนไปที่ดวงตาตามเคล็ดวิชา จนกระทั่งดวงตาของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินจางๆ ความซื่อเป็นเหตุ: วิกฤตการณ์ "หัวใจบวม"เมื่อฝึกไปได้ครึ่งวัน ไป๋ซินก็อยากลองวิชา นางรีบหันไปมองเย่จวินเหยียนทันทีเพื่อดูว่าฝ่าบาทมีรังสีสีอะ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status