LOGINวันนี้หมอรัญชน์ไม่ต้องเข้าเวร เขาเลือกใช้วันหยุดด้วยการนอน นอน และนอน การกรำงานในแผนกศัลยกรรมทั่วไปที่เขาสังกัดอยู่ กับโรงพยาบาลรัฐขนาดกลาง ที่คนไข้มีจนล้นในแต่ละวัน มันสูบพลังของเขาไปอย่างมหาศาล จะมีอะไรที่ฉลองการหยุดพักได้ดีไปกว่าการนอน เห็นจะไม่มีอีกแล้ว
เสียงกดออดรัวๆ ทำให้คนที่นอนเลื้อยแผ่ตามสบายอยู่ที่พื้นไม้เย็นๆ ลุกพรวดขึ้นมา คิ้วเข้มขมวดมุ่น ใครกันนะมาหาเขาในเวลานี้ หมอรัญชน์ไม่ได้มีเพื่อนคบหามากมายนักที่นี่ และส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนหมอด้วยกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เวลาออกเวรของใคร เขาก้มดูความเรียบร้อยของตัวเองนิดหนึ่ง ว่าพร้อมจะรับแขกไหม เสื้อยืดกับกางเกงยีนห้าส่วนสบายๆ ในวันหยุด มือเขาหยิบแว่นตาขึ้นมาสวม เสยผมที่เริ่มยาวให้พ้นใบหน้า ก่อนจะเดินก้าวเร็วๆ เปิดประตูบ้าน
เมื่อเห็นชายที่อยู่ตรงข้ามรั้ว ที่หยุดกดออดเมื่อเขาเดินออกไป คิ้วของเขาก็คลายออก รอยยิ้มกว้างขวางแผ่ขึ้นที่ใบหน้าคมสันนั่น
"อ้าวตาบุญ ไปยังไงมายังไงครับนี่"
"สวัสดีครับหมอ"
ตาแก่ยกมือไหว้เขาแบบท่วมหัว ทำให้หมอหนุ่มรีบยกมือไหว้ตอบแก แล้วกุลีกุจอพาแกเข้ามาในบ้าน เขาต้อนรับแกตรงม้าหินอ่อนหน้าบ้าน
ตาบุญใจเต้นตุบต่อม เมื่อเข้ามาหาหมอรัญชน์จริงๆ กับสิ่งที่แกตั้งใจไว้ว่าจะเอามา 'ขาย'
จะต้องกราบกรานขายแกก็คงจะต้องยอม
"มีอะไรครับตา"
เขาวางแก้วน้ำเย็นให้กับตาบุญ แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม ตาบุญคือชายชราร่อนเร่ มีอาชีพเก็บขยะขาย มารักษาที่โรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่บ้างตามอาการของแกที่มีโรคประจำตัว คือโรคหัวใจและโรคไต แต่ที่สนิทสนมกัน เป็นพิเศษกว่าคนไข้คนอื่น เพราะตาบุญกับเขา มีบุญคุณที่ต้องตอบแทนกันอยู่
ตาแกมีบุญคุณกับเขา ให้เป็นเงินทองตอนนั้นแกก็ไม่รับไม่เอา เขายังคงสำนึกถึงตาบุญว่า ถ้าไม่มีตาบุญในวันนั้น ก็คงจะไม่มีหมอรัญชน์ในวันนี้
วันที่เขาเมาเพราะเครียดเรื่องของภรรยาเก่า ตอนที่ย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ ยังทำใจได้ไม่เท่าไหร่เรื่องพิณแก้ว กินมากไปนิด จนกลับบ้านพักช้ากลับมาเช้ามืด เขาถูกโจรดักปล้นตี ตาบุญที่เข็นรถมาเก็บขยะพอดี แกตรงเข้าช่วยเขา จนตัวเองก็โดนทำร้ายไปด้วย
เขาจึงถือว่านั่นเป็นบุญคุณของตาบุญ ที่ออกปากไว้ว่า มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็ให้เข้ามาหา เขาพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างไม่ปฏิเสธ แต่แกก็ไม่เคยมารบกวนอะไร เจอะเจอกันที่โรงพยาบาลหรือตามร้านตลาด แกก็แค่ทักทายเขาอย่างเจียมตน ไม่เคยเรียกร้องอะไร บางหนบางครั้ง หมอรัญชน์ก็จะซื้อของไปฝากไว้ให้แกที่วัดบ้าง ยามผ่านไป
หนนี้คงจะมีอะไรจำเป็น แกถึงมาหาเขาถึงบ้าน
"หมอจำได้ไหมครับ ที่หมอเคยบอกไว้ว่า ถ้าผมเดือดร้อนหรืออยากได้อะไร หมอจะทำให้"
ตาบุญเอ่ยเสียงนั้นสั่นเล็กน้อย แกก้มหน้านิดๆ ท่าทีนั้นเหมือนลังเลที่จะมาขอสิ่งที่ต้องการ แกคงจะต้องรวบรวมความกล้าอย่างมาก ท่าทางของแกทำให้หมอรัญชน์ เอื้อมมือตบหลังมือแกเบาๆ แล้วเอ่ยยืนยันว่าสิ่งที่แกต้องการเขาจะไม่ปฏิเสธ
"จำได้สิครับตา ผมดีใจนะที่ตามีเรื่องให้ผมช่วยเสียที"
"คือ..."
คำมั่นยืนยันนั้นทำให้ตาบุญกล้าที่จะเอ่ยปาก
"ผมอยากจะมา...ขายหลานสาวให้หมอ"
"หา!"
ความต้องการของตาบุญ ทำให้หมอหนุ่มตะลึง คาดไม่ถึงว่าจะได้รับการขอร้องอะไรแบบนี้
“น้อยทางนี้ๆ”“น้อย เซ็นสมุดเฟรนชิฟให้ฉันด้วยนะ”“ถ่ายรูปกัน ยัยน้อย”น้อยหันไปทางนั้นที วิ่งไปทางโน้นที ตามคำเรียกของเพื่อนๆ สีหน้าของน้อยเต็มไปด้วยความสุข วันนี้เป็นวันมอบประกาศนียบัตรจบการศึกษาในระดับมัธยมปลาย ตอนนี้เด็กๆ กำลังพูดคุย ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก เพราะบางคนอาจจะไม่ได้เจอะเจอกันอีกแล้ว เพราะก็ต่างแยกย้ายไปตามแนวทางของตนเองหมอรัญชน์ยืนมองน้อยที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ วันนี้เขามารับเธอและมาร่วมแสดงความยินดีกับน้อย ข้างๆ ของเขาคือคุณหญิงสุดา ที่หน้าบานไม่แพ้กับน้อย กับความสำเร็จที่ท่านเป็นคนหนึ่งที่ร่วมผลักดันช่วยเหลือ “พ่อกับคุณย่าเหรอน้อย” เพื่อนคนหนึ่งที่มาไหว้ทักทายเขาและคุณหญิงสุดาเอ่ยเสียงแจ๋ว หมอรัญชน์ถึงกับหน้าตึง ส่วนคุณหญิงสุดาอมยิ้ม เอ่อน่ะ...ริจะมารักเด็กบางทีก็ต้องเจออะไรแบบนี้ล่ะตาหมอ...“อื้อ พ่อทูนหัว”น้อยตอบเสียงเบา พลางยิ้มเพื่อนคนนั้นของน้อยเป็นผู้ชายวัยรุ่น หน้าตาหล่อเหลาเลยทีเดียวล่ะ คนที่ถูกทักว่าเป็นพ่อ...แถมหวานใจยังย้ำอีกว่าเป็นพ่อทูนหัว ก็ถึงกับหน้าลั่นดังเปรี๊ยะ!โกรธขึ้นมาวูบ น้อยใจขึ้นมาวาบเขารับไหว้ไอ้เด็กนั่นอย่างเสียไม่ได้ แถม...ยังดึงแ
ถึงจะบอกคุณหญิงว่าขึ้นมานอน แต่น้อยก็นอนไม่หลับ แถมพอหัวถึงหมอน นอนหลับตาลง ก็วนเวียนแต่ภาพของผู้หญิงคนนั้นกับหมอรัญชน์ น้ำตาของน้อยไหล ไหลออกมาอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ ว่าร้องไห้ทำไมขนาดนี้รู้แต่ว่าเจ็บเหลือเกิน...เจ็บทั้งที่ไม่โดนทำร้าย มีบาดแผลใดๆ แต่เจ็บปวดล้ำลึกจนจุกอยู่ในอก เสียงเคาะประตูดังขึ้น น้อยกัดริมฝีปาก ลังเลว่าจะไปเปิดดีไหม แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นแล้วไปเปิดประตูห้อง เผื่อว่าอาจจะเป็นคุณหญิงสุดา“น้อย ร้องไห้ทำไม” หมอรัญชน์มองหน้าแดงก่ำ เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของน้อยก็ตกใจ เขาประคองหน้าเนียนไว้ให้มองหน้าเขา หากน้อยหลบตาเขาและรีบสั่นหน้า“น้อยไม่ได้ร้องไห้”“ไม่ได้ร้องอะไร ร้องไห้ชัดๆ” หมอหนุ่มพูดแบบนั้นน้ำตาของน้อยก็เลยไหลร่วงมาอีก น้อยสั่นหน้าแล้วพูดเสียงสั่น“น้อย...ไม่รู้ ไม่รู้สิคะ หมอปล่อยน้อยเถอะ”“โกรธฉันเหรอ...ใช่ไหม?”เห็นน้อยเสียใจ ร้องไห้เพราะการที่พิณแก้วมาเจอเขา ก็ทั้งสงสาร ทั้งใจปลื้ม สงสารที่น้อยร้องไห้ ปลื้มใจที่น้อยหึงหวงเขา“ไม่...ไม่ได้โกรธ”“แล้วร้องไห้ทำไม บอกฉันสิจ๊ะ”เขาก้มลงจูบซับน้ำตาที่คลอให้น้อย น้อยหลับตาพริ้ม หัวใจที่เหมือนถูกกรีดเจ็บแทบต
“แม่น้อย ไปแอบฟังทีสิ แม่นั่นคุยอะไรกับหมอ” คุณหญิงสุดาว่า หากน้อยสั่นหน้าแล้วยิ้มแหย ตามองไปยังคนข้างนอกที่พอมองเห็นได้เพราะแสงไฟเปิดไว้สว่าง แต่ยิ่งมอง...ใจของสาวน้อยก็หดห่อ จนต้องเมินหนีทำไมมันเจ็บ...ทำไมมันเหมือนจะหายใจไม่ออกน้อยรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ตั้งแต่รู้น้อยก็แทบไม่อยากมองหน้าหมอเลยสักนิด อาการที่น้อยเป็นเรียกว่าอะไรกันหนอ ผู้หญิงคนนี้ที่ทำให้หมอรัญชน์ทิ้งความสะดวกสบายมาทำงานไกลถึงนี่ น้อยรู้ เพราะตอนไปอยู่กับคุณหญิงสุดา มีคนเล่าเรื่องของพิณแก้วให้น้อยฟัง ยิ่งมาเห็นคนที่เคยเป็นภรรยาหมอแล้ว น้อยก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการไปยืนแทนที่ผู้หญิงคนนี้เลย“อะไร...นี่ไม่หวงหมอสักนิดหรือ”คุณหญิงสุดาว่า แล้วลอบมองหน้าน้อย น้อยก้มหน้างุด เห็นว่าแอบปาดน้ำตาด้วย ก่อนจะสั่นหน้า...แล้วเอ่ยเสียงเครือ“เอ่อ...น้อยง่วง ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ถ้าคุณหญิงมีอะไรก็ไลน์เข้าไปได้นะคะ น้อยนอนตื่นไวค่ะ”ว่าแล้วก็เดินก้มหน้าก้มตาไปยังชั้นสอง ทิ้งให้ท่านมองตามอย่างเป็นห่วง สลับกับมองเหตุการณ์ด้านนอกไปด้วยห่วงคนข้างนอกก็ห่วง ว่าจะกลับไปใจอ่อนกับแม่ลูกสะใภ้มหาภัยนั่นอีกหน หมอรัญชน์จ
หมอรัญชน์ไม่ได้สังเกตว่ามีรถคันหนึ่งขับตามเขามา จนเขามาจอดรถที่หน้าบ้านเพื่อจะไขประตูรั้วเอารถไปจอด รถคนนั้นจอดต่อรถของเขา มันเป็นรถหรูราคาแพง ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ทำให้หมอรัญชน์ขมวดคิ้วน้อยๆ และแล้วคนที่ลงมาจากรถ ก็เฉลยบอกว่าใครกันที่ตามเขามาหล่อน...ทำให้เขาชะงัก ก่อนจะตีหน้านิ่งขรึม “พี่หมอขา...คิดถึงจังเลย”พิณแก้วทำท่าจะถลาเข้ามากอดเขา ทำราวกับว่ารอรับเขากลับบ้านเมื่อตอนแรกช่วงแต่งงานกันใหม่ๆ ก็ไม่ปาน ไม่เหมือนว่าเธอกับเขาหย่าร้างกันด้วยความร้าวฉาน แถมเธอยังปล้นเขาไปแทบหมดตัว“คุณพิณแก้ว มีธุระอะไรกับผมหรือครับ?”พิณแก้วถึงกับชะงัก เบรกอาการวิ่งถลาหาเขาไว้ในทันที เมื่อเขายืนกอดอก ราวกับจะปกป้องตัวเอง แถมยังเขยิบเข้าไปในประตูเล็กในบ้าน เอ่อ...ถึงกับปิดประตูใส่หน้าเธออีกต่างหาก“พี่หมอ ทำไมทำแบบนี้ละคะ” พิณแก้วไม่คิดว่าจะได้รับการต้อนรับแบบนี้ ทำเสียงอ่อย หมอรัญชน์ที่ตอนนี้ ประจักษ์แก่ใจตนแล้วว่า ตะกอนความอาลัยใดๆ กับผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว หมอรัญชน์กระแอม รู้ว่าทำเกินไป แต่...ก็ไม่เกินไปหรอกน่ะ “มีธุระอะไรกับผมหรือครับ”เขายังคงย้ำประโยคเดิม เหินห่าง แถมโคตรสุภาพ...“ขอ
“วันนี้หมอเข้าเวรเช้า กลับมาช่วงค่ำ”คุณหญิงสุดาแอบโทรเช็คเวลากลับของลูกชาย หันมามองน้อยยิ้มๆ สองสาวต่างวัย เข้ามาในบ้านพักแพทย์ของหมอรัญชน์ โดยที่เจ้าของไม่รู้ว่ามีแขกมาเยือน คงจะกำลังทำงานอยู่อย่างแข็งขัน น้อยเดินสำรวจรอบบ้าน อย่างเคยชิน แล้วเริ่มหยิบจับ ทำความสะอาด คุณหญิงสุดายืนมองคนตัวเล็กกุลีกุจอทำงานบ้านด้วยสายตารักใคร่ ท่านพาน้อยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า มาถึงที่สระบุรีก็เกือบเที่ยง ก่อนมาที่บ้านพักแพทย์ คุณหญิงพาน้อยแวะไหว้ตาบุญก่อนที่วัด น้อยดีใจจนน้ำตาคลอ น้อยขอแวะซื้ออาหารสุนัขจำนวนหนึ่งไปฝากป้าอ้าย ที่ช่วยดูแลเลี้ยงเจ้าหมาสองตัวของตาบุญ แวะเยี่ยมเยือนพูดคุยกับคนที่เคยรู้จัก การได้พูดคุยกับคนที่เคยอยู่ดูแลน้อย ให้งานน้อย ทำให้คุณหญิงสุดายิ่งรู้สึกว่าท่านเลือกคนไม่ผิดหรอก อ้อ...หรือต้องพูดอีกทีว่า หมอรัญชน์ตาแหลมจริงๆ หนนี้ ถึงจะยังเด็กไปนิดก็เถอะท่านมองข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว ช่องว่างระหว่างวัยของลูกชายและน้อย ท่านมองเห็นแต่ความรักที่คนทั้งคู่มอบให้กัน ตัวพ่อลูกชายนี้ไม่ต้องถามกันให้มาก ว่าคิดอย่างไรกับน้อง หูตา กิริยา เปิดเผยโล่งโจ้งแบบที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวล่ะมั้ง
คืนนั้นตอนแรกหมอรัญชน์คิดจะย่องเป็นแมวขโมย แอบไปนอนในห้องน้อย ทว่า...คุณหญิงสุดากลับดับฝันเขา ด้วยการกลับมาบ้านในคืนนั้น เพราะท่านเห็นว่า ปล่อยลูกชายให้มีความสุขมามากล่ะ แต่ไม่รู้เลยว่า จริงๆ แล้วหมอรัญชน์ยังไม่ได้ทำอะไรน้อยเลยนอกจากบทเรียนก่อนวิวาห์นิดๆ หน่อยๆ เรียกได้ว่าคอตกเลยล่ะเมื่อเห็นหน้าท่าน คุณหญิงสุดาที่กลับมาในเวลาเกือบสามทุ่ม เจอะลูกชายตอนกำลังจะเปิดห้องน้องพอดี ก็ถลึงตาใส่หมอรัญชน์ ที่เอามือออกจากลูกบิด แล้วแกล้งทำเป็นละเมอ เดินกลับไปยังห้องตัวเอง “มันร้ายจริงๆ ตาหมอนี่” คุณหญิงบ่นอุบอิบ ท่านยืนเฝ้าอีกพัก ให้แน่นอนว่าแมวตัวโตจะไม่กล้ากลับมาขโมยของรักแน่ล่ะคืนนี้ จึงกลับไปที่ห้องของตนเอง ที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องของน้อยแม่นะแม่...กลับมาช้าหน่อยก็ไม่ได้วันต่อมาจึงกลายเป็นกิจกรรมของครอบครัว คุณหญิงเอ่ยชวนลูกชายของเธอและน้อยไปไหว้พระกัน สองหนุ่มสาวจึงได้แต่มองตากัน แอบแตะต้องกันนิดๆ หน่อยๆ เพราะคุณหญิงสุดาประกบน้อยตลอดเวลา เห็นมองกันตาเชื่อมขนาดนั้น ก็คิดกระหยิ่มในใจ ว่าอีกไม่นานก็คงจะได้อุ้มหลานล่ะ ถึงแม่น้อยจะเด็กไปหน่อย แต่ก็เชื่อว่าจะทำให้ลูกชายของเธอมีความสุข และเ







