Masuk-อีกด้าน-
แสงแดดอุ่นที่ส่องแยงเข้าตา ทำให้ดวงตาที่กำลังขยับขึ้นรู้เวลาในเช้าวันใหม่ ผมที่นอนกอดหมอนอยู่ก็หันไปมองดูที่นอนข้าง ๆ ที่ตอนนี้ไม่มีใครนอนอยู่แล้ว
ของขวัญที่เพื่อนส่งมาให้ก็ใช้ได้ไม่เลว แต่ว่าก็ว่าเถอะ เมื่อคืนผู้หญิงคนนั้นดูไม่เป็นงานห่าอะไรเลย ไอ้เอเดนมันไปขุดจากไหนมากัน
ผมขยับตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเสยผมที่ปรกใบหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่พอก้มมองดูหน้าอกที่มีรอยเล็บข่วน เพิ่งเห็นว่าแดงมาก ผมสำรวจตัวเองสักพักก่อนจะขยับดึงผ้าห่มสีขาวออกจากตัว จึงทำให้เห็นรอยเลือดที่ติดอยู่บนที่นอน
‘เชี่ย’ ผมต้องฝันไปแน่ ๆ
ไอ้เอเดนมันไม่เคยส่งแบบนี้มาให้ผมเลยสักครั้ง เพราะปกติเด็กมันต้องผ่านคิวซีก่อน ยิ่งได้เห็นก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
แต่ทว่าในตอนที่ผมกำลังใช้ความคิดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที ผมขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา
(เช้านี้มีเรียนนะมึงอย่าสาย)
“เออ รู้แล้ว โทรมาแต่เช้ามีเรื่องแค่นี้”
(เมื่อคืนหนักหรือไง เสียงดูเหมือนคนไม่มีแรง)
“มึงส่งใครมา”
(ทำไม ติดใจเหรอ)
“สัส กูถามมึงก็แค่ตอบ ไม่ต้องย้อนกู”
(ครับ เด็กมึงไง)
“สัส กูไม่มีเด็ก ใครวะ” ไอ้นี่ก็วอนให้ผมด่ามันอยู่เรื่อย ตอบปกติไม่เป็นหรอก
(ก็น้องเมล์ของมึงไง) แน่นอนว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะถ้าเป็นเมล์ผมก็ต้องรู้สิ เมื่อคืนต่อให้จะเมาแค่ไหน ผมก็ยังสติดี
“เอาดี ๆ เอเดน มึงอย่ามาเล่นตลก”
(หน้ากูเหมือนน้าค่อมหรือไง ไอ้นี่)
“กวนตีน”
(ฮ่า ๆ เป็นไร แจกตีนให้กูแต่เช้า หรือไอ้เมล์มันทำให้มึงไม่พอใจ เอาคนอื่นไหมเดี๋ยวกูส่งไปให้)
“ไม่ต้อง แค่นี้แหละ”
(โอเค เจอกัน)
จากนั้นก็เลือกที่จะวางสายไป พอมองดูรอยเลือดนั้น หรือว่ากูทำรุนแรงกับเมล์วะ คิดยังไงก็คิดไม่ตก
ปกติเด็กของเอเดนจะมีประสบการณ์พอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าไม่ซิงอยู่แล้ว ยิ่งมันบอกว่าเมล์ยิ่งไม่น่าใช่ แล้วตกลงนี่เลือดใครวะ
แม้จะมีคำถามเกิดขึ้นในสมองของผมมากมาย แต่มือผมก็ยังหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ ตอนนี้ถุงยางเกลื่อนเต็มห้องไปหมด
นี่ผมใช้ถุงยางเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ครั้งแรกของผมเถอะ ต่อให้มีอารมณ์อย่างมากก็แค่สอง คนบ้าอะไรจะเอาคืนสี่ห้ารอบ ผลิตน้ำไม่ทันหรอก
แต่พอเลื่อนสายตาจากถุงยางที่ใช้แล้ว ก็เจอเข้ากับอะไรบางอย่างที่สะดุดตา ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคืออะไร จึงก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาดู
“ดารินรัตน์ โสภิตาธารากุล” เกิดคำถามในหัวของผมอีกครั้ง หรือว่าเจ้าของป้ายชื่อนี้จะเป็นคนที่อยู่กับผมเมื่อคืน และเป็นเจ้าของรอยเลือดนั้น
แต่พอมองดูดี ๆ ก็เห็นป้ายสัญลักษณ์ของตรามหาลัย ซึ่งมันก็บังเอิญมาก ว่านั่นคือมหาลัยที่ผมเรียนอยู่
“หึ ป้ายชื่อนักศึกษาสินะ” ผมเลือกที่จะเก็บมันไว้ในกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องมาอย่างรวดเร็ว วันนี้ผมมีเรียน แล้วความรู้สึกของผมตอนนี้ ก็อยากไปมหาลัยมากกว่าทุกวัน
คนแค่คนเดียวผมหาไม่นานก็เจอ ปกติผมไม่คิดมากแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาการปลดปล่อยก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชาย แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงได้คิดมาก
หรืออาจจะเพราะผมคิดว่าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เมล์ โดยปกติผมจะเลือกเด็กของไอ้เอเดน ซึ่งผมมั่นใจว่าสะอาดแน่นอน แต่เมื่อคืนผมนอนกับใครกันแน่ แถมยังมีป้ายชื่อปริศนานี้ตกไว้ในห้องอีก
“หึ ดารินรัตน์ งั้นเหรอ ชื่อเฉยชะมัด”
...
@ มหาลัย
ผมเดินเข้ามาในมหาลัยก่อนจะเห็นสายตาที่ใคร ๆ ส่งมาถึง ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะไม่ยิ้มตอบให้ใคร ผมไม่ใช่พวกที่ชอบหยิ่งหรือขี้เก๊ก ผมคุยกับทุกคนได้เป็นปกติเพราะผมก็แค่คนธรรมดา
“พี่พระรามหล่อจังค่ะ” ผมได้แต่ยิ้ม จะปฏิเสธยังไงไหว ก็ผมมันหล่อจริง ๆ แม้ว่าบางครั้งจะฟังจนเบื่อ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาสำหรับผม
“สวัสดีค่ะพี่พระราม”
“สวัสดีค่ะ” ผมตอบกลับสาว ๆ ที่ทักทายผมอย่างมีไมตรีจิต ก่อนจะยิ้มให้พวกเธออย่างเป็นมิตร บางคนอาจมองว่าผมเจ้าชู้ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าก็ผมก็ไม่ได้เจ้าชู้ อีกอย่างคนเจ้าชู้เขาใช้กับคนที่มีแฟน แต่ว่าผมไม่มี
เหตุผลของการไม่มีแฟน ก็แค่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจ แค่นั้นเลย
อีกอย่างยายสอนเสมอว่าการมีคนรัก ย่อมดีกว่ามีคนเกลียด แน่นอนว่าผมเชื่อยายอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เลยมีสาว ๆ รักผมเพียบเลย
แต่ถึงผมจะชอบคุยไปทั่ว แต่ผมไม่มั่ว ไม่ทั่วถึงนะครับ ผมไม่เหมือนเพื่อนผมหรอก ขี้เก๊กตายห่า แต่ไอ้ท่านิ่ง ๆ ขี้เก๊กนี่กินเก่งฉิบหาย กินทุกคณะในมหาลัยแล้วมั้ง
“อารมณ์ดีเหลือเกินนะมึง” เสียงไอ้เอเดนดังแว่วมาแต่ไกล ผมทำแค่ไหวไหล่ให้มันก่อนจะขยับตัวนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนแล้วมองหน้าเพื่อนอย่างคนที่รู้กันดี
“หน้ามึงก็ไม่ต่างกัน” ผมยกยิ้มให้มันอย่างรู้ใจกัน คนเป็นเพื่อนกัน ก็มักจะนิสัยไม่ต่างกันนัก ถ้าศีลไม่เสมอกัน ก็คงคบกันได้ยาก
“นั่น ไอ้ครามมาแล้ว” ผมหันไปมองก็เห็นเพื่อนสนิทอีกคนเดินมาแต่ไกล ไอ้หมอนั่นก็เพื่อนรักผมเช่นกัน แต่มันพูดน้อยไปหน่อย บางทีก็ต้องถามซ้ำ ๆ หลายครั้ง เป็นประเภทแบบได้ยินแต่ขี้เกียจตอบ ประมาณนั้นแหละ
“ทำหน้าเหมือนตูดลิง มึงไปกินรังแตนที่ไหนมาอีก” คนที่ปากแกว่งหาเสี้ยนได้ตลอดเวลาก็คือเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่เอ่ยถามไอ้สงคราม รู้ว่าไม่ได้คำตอบก็ยังจะถาม
“หน้ามันก็ตึงทุกวัน มึงยังไม่ชินหรือไง”
“เออ ก็จริง” สงครามได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจฮึดฮัด รอบที่สิบเห็นจะได้ แต่มันก็แปลกอย่างที่เอเดนว่า ปกติสงครามจะเฉยชากับทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเรื่องอะไรหนักใจนักหนา
“มึงเป็นไร”
“ไม่มี” สั้น ๆ ได้ใจความว่าไม่ต้องเสือกอีก ผมรู้คำตอบแหละแต่ก็ถามไปงั้น เดี๋ยวจะว่าผมไม่สนใจมันอีก อีกอย่างตอนนี้ช่างเรื่องพวกมันไปก่อนเพราะผมมีอย่างอื่นที่กำลังอยากรู้มากกว่า
“กูมีเรื่องอยากถามพวกมึงหน่อย”
“อะไร”
“มึงพอจะรู้จักคนที่ชื่อ ดารินรัตน์ไหม”
ผมยกยิ้มถามก่อนจะอ้าแขนเพื่อเป็นการบอกให้เธอเข้ามานั่งที่ตัก“เปล่าค่ะ บี๋กลับมาตอนไหนคะ” คนตัวเล็กเดินเข้ามานั่งลงบนตักแล้วกอดผมอย่างเอาอกเอาใจ สองแขนเล็กที่คล้องคอผมกอดดึงผมไปหอมฟอดใหญ่ คงรู้ว่ามีความผิดก็เลยยิ้มแหย่ ๆ ยิ้มแบบไม่สบายใจนัก“พึ่งถึงค่ะ บี๋อยากดื่มอะไรอีกไหม พี่สั่งให้” คนตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ เวลานี้ถ้ากล้ากินก็ให้มันรู้ไป ผมโอบเอวบางไว้ก่อนจะลูบแล้วบีบเอวคอดเบา ๆ“มะ ไม่แล้วค่ะ หนูง่วงพอดีเลย”“งั้นกลับเลยไหมคะ” ผมเอ่ยถามพร้อมกับคนตัวเล็กที่ทำหน้าเศร้า ไม่กล้าตอบรัก แค่พยักหน้าก็ดูเหมือนจะคิดหนัก เธอเลยทำแค่กะพริบตาปริบ ๆ มองผม“ถ้ากลับแล้ว บี๋จะลงโทษหนูไหม” ก็ไม่น่าจะถาม คนตัวเล็กซบใบหน้าสวยลงบนไหล่กว้าง หวังว่าจะอ้อนให้ผมใจอ่อน แต่ก็ไม่หรอก พอดีวันนี้อยากลงโทษเด็กดื้อพอดี“หึ เด็กดื้อก็ต้องโดนลงโทษ”“บี๋ขา”“ขา”“หนูขอโทษ หนูแค่...”“กลับไปสารภาพผิดที่ห้องดีกว่าค่ะ หรือหนูอยากจะไถ่โทษตรงนี้ มืดขนาดนี้ก็พอได้นะ” ผมขยับไปลูบแก้มใส ๆ ของเมียดื้อเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวคอยดูจะลงโทษให้เข็ดเอาให้หายดื้อไปสักเดือน“หนูสารภาพผิดแล้ว ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง”“หึ” ว่าจบผมก็อุ้มคน
แต่ทว่าจู่ ๆ ก็มีผู้ชายจากไหนไม่รู้เดินมาขอชนแก้ว ฉันกับลิลลี่มองหน้ากันอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทจึงพูดคุยทักทายปกติเขาขอไลน์นะ แต่ว่าไม่ได้ให้ ฉันไม่อยากมีปัญหาจริง ๆ ลิลลี่ยิ่งแล้วใหญ่ อย่าให้พี่สงครามเห็นว่าพูดกับผู้ชายคนอื่นเลยเถอะ ไม่งั้นจุก“ฟุ่วว โชคดีพี่เอเดนไม่อยู่ ไม่งั้นแกกับฉันไม่เหลือ” ลิลลี่กลัวจริง ส่วนฉันกลัวบ้างไม่กลัวบ้าง เพราะยังคุยกับพวกเขาอยู่“ฮ่า ๆ กลัวทำไมแค่ผัวเอง” พูดไปงั้นแหละ ที่จริงกลัวฉิบหาย ฮ่า ๆ-อีกด้าน-“หึ ไหนเมียมึงบอกไปต่างประเทศ” เสียงเอเดนดังขึ้นก่อนที่ผมจะนั่งมองดูเอวากับลิลลี่นั่งดื่มกันอยู่อย่างสนุกสนาน“พึ่งกลับ”“ฮ่า ๆ ไม่น่าถึงได้ตามมาเฝ้า มึงดูโต๊ะนั้นเล็งเมียมึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เดินเข้าเดินออกอยู่นั่น” แล้วดูยัยตัวแสบยังมีหน้าไปยิ้มให้พวกมันอีก“ไม่เข้าไปสักหน่อยเหรอ”“ปล่อยไปก่อน” ให้เธอซึมซับความสุขมาก ๆ ก่อนที่เจอผมจัดการ อยากรู้เหมือนกันว่าเมียสุดที่รักของผมจะทำอย่างไรตอนที่เจอหน้าผม คงตกใจน่าดูตอนนี้มองเห็นว่าสองคนนั้นเต้นไปมาบนโต๊ะ ก็คือเมามากแล้วแน่นอน แต่ที่ผมค่อนข้างหงุดหงิดคือชุดที่เธอใส่ แม่งกูจะเผาทิ้งซะ นมหกหมดแ
-หลายเดือนต่อมา-“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ”“ยินดีเช่นกันครับ” ผมเอ่ยบอกนักลงทุนที่ผมเดินทางมาคุยงานที่ต่างประเทศด้วย ตอนนี้นอกจากจะต้องเรียนให้จบแล้ว ผมยังต้องบริหารกิจการอีกตั้งมากมายพอรู้ว่าน้องยังอยู่ ผมก็เข้าไปที่บ้านบ่อยขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้กลับไปอยู่ที่นั่น แต่สถานการณ์ในบ้านก็ดีขึ้นมาก ผมกับเขาก็พอจะคุยกันรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง“งั้นผมขอตัวนะครับ”“ได้เลยครับ” ผมปลีกตัวเดินออกมาก่อนจะเดินทางกลับมายังห้องพักของตัวเอง ผมเดินทางมาที่นี่เป็นเวลาเกือบสามวันแล้ว ที่จริงเพลนงานเอาไว้เกือบอาทิตย์ แต่ผมคิดถึงเมียไง เลยเร่งสุด ๆ ก็ได้เท่านี้แหละว่าเสร็จก็โทรหาเอวาก่อนเลยแล้วกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวแสบของผมจะทำอะไรอยู่(ขา)“ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น เพิ่งตื่นเหรอ” ผมหันไปมองนาฬิกา ตอนนี้คงเช้าแล้ว มิน่าเอวาถึงได้เสียงงัวเงียแบบนั้น(เค้าง่วงจัง บี๋มีอะไรหรือเปล่า) ตอนแรกก็คิดว่าจะบอกเลย แต่กลับไปเซอร์ไพรส์เมียเลยดีกว่า ตื่นเต้นดีออก“เปล่าค่ะ แค่อยากถามว่าบี๋อยากได้อะไรไหม”“อยากได้บี๋ คิดถึงจัง”“หึ คิดถึงจริงเหรอ” ตอนบอกจะไปทำงานหน้าตาสดใสมาก ซ้ำยังรีบเก็บเสื้อผ้าให้อย่างไวเลย คิดถึงจริงไหมว
“อะไรอะบี๋ เมื่อกี้พี่เอเดนหมายความว่าไง”“หนูอย่าไปฟังมันค่ะ มันพูดไปเรื่อย”“แน่นะ” พี่รามพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนที่จะหันไปมองค้อนเพื่อนตัวเองทันที“กูไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย”“ถึงมึงบอกไปก็ไม่มีประโยชน์” เสียงพี่รามพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก“ทำไม”“ก็เมียกูใจดีไง อีกอย่างก็เป็นเมียกูเอง”“ฮะ เมียมึง งั้นผู้หญิงที่ตามหาคืนนั้น ก็คือเอวา”“อืม”“เชี่ย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น” ฉันยิ้มให้กับความตกใจของพี่เอเดนที่พึ่งรู้เรื่อง และในตอนที่เขาที่กำลังยืนคุยกัน สายตาของฉันกลับมองไปเห็นใครบางคนที่ฉันเคยรู้จัก“ลี่ แกดูนั่นใช่เจ้ฝันปะ” ต้องใช่แน่ ๆ ไม่เจอกันหลายปี ลูกเขาโตหรือยังนะ ทุกคนหันไปมองตามฉันก่อนจะเป็นลิลลี่ที่เอ่ยตอบ“เออใช่จริงด้วย” พอลิลลี่ตอบ ฉันก็ดีใจใหญ่ตะโกนเรียกพี่เสียงดังมาก“เจ้ !” คนที่เดินอยู่ไกล ๆ หันกลับมามอง แต่ทว่าตอนนี้กลับมีเสียงของพี่รามหันมาถามฉัน“หนูรู้จักภาพฟันด้วยเหรอ” อะไร ทำไมพี่รามรู้จักเจ้ฝันด้วยเนี่ย แต่จะว่าไปเขาก็น่าจะรุ่นเดียวกันกับพี่รามนี่แหละมั้ง“ค่ะ พวกพี่รู้จักเจ้ด้วยเหรอ” ฉันหันมองดูพวกเขาราวกับว่าสงสัยไม่ต่างกัน แต่ทว่ากลับมีเสียงของพี่สงครามดังขึ้น“
-หลายวันต่อมา-“ฮ่า ๆ เอวาแกไปทำอะไรมาเนี่ย” เสียงของลิลลี่เอ่ยถามฉันตอนที่ฉันเดินมาถึงมหาลัย เป็นเพราะปากดีเกินไป สุดท้ายเป็นไงล่ะ“เปล่า น่าจะนอนน้อย”“ไปทำอะไร ถึงได้นอนน้อยขนาดนั้น” ฉันกะพริบตามปริบ ๆ มองดูบาสที่กำลังสนอกสนใจฉันไม่ต่างจากลิลลี่ แต่ลิลลี่กลับจับใบหน้าฉันแล้วค่อย ๆ หันไปมา“เออ รู้ล่ะ” ลิลลี่ยิ้มเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง แต่ทว่าก็ยังไม่คิดจะเลิกถาม เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดจะดีกว่า“แกไปยั่วเขาอีกล่ะสิ” ทำไมไม่คิดว่าเขาหื่นบ้าง เพื่อนคนนี้ไม่เคยเข้าข้างฉัน ดีแต่เฮียรามของมันนั่นแหละ“ยั่วไร ไม่มี๊” ที่จริงก็มีแหละ แต่ไม่พูดดีกว่า เพราะตอนนี้บาสดูจะสนใจมากจริง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็ขยับเข้ามาถามฉันตรง ๆ“ตกลงที่ข่าวที่บอกว่าแกกับพี่พระรามเป็นแฟนกันนี่จริงไหม แล้วเขาใช่ไหมที่ทำให้แกแทบเดินไม่ไหวแบบนี้”“บาส! พูดเบา ๆ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” ฉันตีเข้าที่แขนของเพื่อนเบา ๆ ก่อนที่บาสจะยิ้มกริ่ม ใครจะกล้าตอบมันเล่า แต่ก็นะไหน ๆ มันก็เป็นผู้ชาย ฉันว่าลองถามมันหน่อยก็ดี เผื่อจะได้รู้อะไรเพิ่ม“แสดงว่าจริง”“ไม่บอกหรอก แต่ถ้าแกอยากรู้ แกต้องตอบคำถามฉันก่อน” บาสขมวดคิ้วเข้าหากัน ราวกับสงสัยสิ่ง
ฉันที่ทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรงก็ถูกเขาจับดึงตัวขึ้นมามองดูหน้าเขา แค่มองตาก็รู้ใจแล้วว่าเขาต้องการอะไรฉันดึงกางเกงบอกเซอร์ของเขาลงก่อนที่จับมังกรยักษ์ของเขาที่กำลังผงาดค้ำโลกขึ้นลงจนมีเสียงครางต่ำในลำคอ“มือนุ่มจัง”“มีอย่างอื่นนุ่มกว่านี้ อยากโดนไหมคะ”“ซี้ดด บี๋กำลังยั่วพี่” เขากัดฟันแน่นกรอด ไม่รู้ว่าความเสียวซ่านจะมากน้อยแค่ไหน แต่ท่อนรักของเขาดิ้นสู้มือทุกครั้งที่ฉันพูด ฉันใช้ปลายนิ้วลูบวนบนปลายหัวหยักสีชมพูที่มีน้ำสีใสซึมออกมาอย่างรู้สึกชอบแต่ทว่าคนโดนกระทำกลับรู้สึกมากกว่านั้นเพราะตอนนี้เขาจับแท่งร้อนจ่อมาที่ปากของฉันแล้ว“อมให้พี่ค่ะบี๋”“ใจร้อนจังเลย”“ขี้แกล้งว่ะ” เขาดูโคตรมีอารมณ์แบบว่าต้องได้เอาเดี๋ยวนี้ คือเดี๋ยวนี้เลย ดูดิ กดหัวฉันไม่ยอมหยุดเลย ฉันเงยหน้ามองดูเขาก่อนจะอ้าปากครอบครองแท่งร้อนของเขาแล้วดูดมันเบา ๆ“อ่า” ปลายลิ้นน้อยไล่เลียวนไปรอบหลายหัวหยักก่อนจะสลับกับดูดดึงมันเบา ๆ ราวกับเป็นไอศกรีมแท่งโปรดแสนหวานของฉันฉันโดนมือหนากดเขาหาไม่ยอมหยุด ยิ่งฉันดูดดึงเขาสลับกับกลั้วลิ้นไล่เลียไปรอบ ๆ รอยหยักก็เหมือนจะยิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เขามากขึ้นทุกที“ซี้ด” เขาสูดปา
ยิ่งดึกเสียงเพลงก็ยิ่งสนุก ตอนนี้ฉันยืนแล้วใช้มือดันที่พนักโซฟาไว้ ก่อนจะมองลงไปด้านล่างที่มีผู้คนมากมาย แม้ว่าจะมึนเมา แต่ฉันก็ยังเห็นพี่รามนั่งอยู่กับพวกดารินนั่งเบียดแขนเบียดขาขนาดนั้น ทำไมไม่นั่งตักกันไปเลยล่ะ เห็นแล้วโคตรจะหงุดหงิดแล้วดูเหมือนพี่พระรามเขาก็จะมองเห็นฉันเช่นกัน พ่อหนุ่มหล่อนิส
ฉันนั่งยิ้มราวกับคนบ้า ไม่รู้ว่าคิดไกลไปถึงไหนต่อไหนจนตอนนี้มีสายตาของลิลลี่ที่มองมาไม่หยุด มันคงสงสัยว่าฉันเป็นอะไร เก็บทรงหน่อยเอวาเอ๊ย“เป็นอะไร ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”“เปล๊า” เสียงสูงไปไหนเนี่ย ฉันทำเหมือนว่าไม่ได้มีอะไรก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อนแล้วเอ่ยถามลิลลี่ด้วยความอยากรู้“ว่าแต่แกเป็นแฟนกับพี
“มึงอย่าว่อกแว่ก ห้ามจอดข้างทางเด็ดขาด”“ไอ้สัส กูรู้หรอก” ฉันได้แต่ขมวดคิ้วมองดูพวกเขาคุยกัน พวกเขาคุยอะไรที่แบบว่าสามารถเข้าใจกันได้อยู่สองคน เพราะตอนนี้ฉันไม่เข้าใจอะไรเลยดูเหมือนแอลกอฮอล์ที่ฉันได้รับเข้าไปจะทำให้สมองอันชาญฉลาดของฉันเชื่องช้าลง“ทำไมจอดข้างทางไม่ได้คะ”“จอดได้ค่ะ หนูอยากจอดไหม”
@คอนโดRZไม่นานเขาก็จัดการอุ้มเธอขึ้นไปนอนบนเตียงจนเสร็จสรรพ เธอเป็นคนแรกอีกแล้วที่เขาพามาห้อง ปกติไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเลยสักคนแต่ถ้าเขาไม่พาเธอมาจะให้วางไว้ตรงไหน อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าคอนโดเธออยู่ที่ไหนด้วย นอนห้องเขาไปก่อนแล้วกัน“ร้อนอะ” เสียงคนตัวเล็กดังขึ้นก่อนจะดิ้นตัวขยับไปมาบนเตี







