Teilen

บทที่ 4

โย่วจื่อฉา
“เอ่อ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนัก จึงอยากให้เขาช่วยตรวจดูเสียหน่อย” ซ่งหว่านหนิงแต่งข้ออ้างขึ้นมาส่งเดช หน้าประตูจวนโหวผู้คนพลุกพล่านมากความ จะให้มายืนป่าวประกาศว่า “ท่านลืมให้ข้าดื่มยาห้ามครรภ์ ข้าจึงต้องไปจัดยาเอง” ได้อย่างไรกัน หากเป็นเช่นนั้นนางคงกลายเป็นตัวตลกไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่

“ใครก็ได้ ไปเชิญหมอหลวงจางที่สำนักหมอหลวงมา” เซี่ยหลินยวนสั่งการองครักษ์ผู้ติดตามเสร็จสิ้น ก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วคว้ามือนางมากุมไว้ ท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่งนัก “มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่เห็นต้องไปตามลู่จิ่งจือ”

ซ่งหว่านหนิงชักสงสัยว่าเขาเคยไปเล่นงิ้วที่โรงมหรสพมาหรือเปล่า ทักษะการแสดงถึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้ ช่างแตกต่างจากเมื่อเช้าที่จวนอ๋องราวกับเป็นคนละคน

ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่อีก

ต่อหน้าผู้คนมากมาย นางเองก็ไม่อาจสะบัดหนี ได้แต่ปล่อยให้เขาจูงมือเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน

“ข้าสั่งโบยบ่าวเฝ้าประตูเมื่อคืนจนตายไปแล้ว” เซี่ยหลินยวนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “เป็นเขาที่จงใจปิดบัง สมควรตายแล้ว”

“อืม”

“ร่างกายของเฉียวอวี๋เอ๋อร์อ่อนแอนัก มักจะล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เป็นประจำ เมื่อคืนข้าร้อนใจเกินไปจึงได้เชิญหมอหลวงไปเสียหมด” นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้หลังมือของซ่งหว่านหนิงเบา ๆ คล้ายจะเอาใจ

ซ่งหว่านหนิงยังคงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทราบแล้ว”

แรงบีบที่มือพลันหนักขึ้น เซี่ยหลินยวนหยุดฝีเท้าแล้วดึงนางมาตรงหน้า นัยน์ตาแฝงแววกรุ่นโกรธ “ข้าอุตส่าห์อธิบายแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้อยู่อีก?”

นางเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่ยอมสบตาเขา “ข้าไม่อยากทะเลาะกับท่านที่นี่”

อาจเป็นเพราะที่ผ่านมานางมักจะอ่อนน้อมและคอยเอาอกเอาใจเซี่ยหลินยวนมาตลอด จึงทำให้เขารู้สึกว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เพียงแค่เขายอมลดตัวลงมาอธิบาย นางก็พร้อมจะซาบซึ้งในบุญคุณและไม่ถือสาหาความอีก

การที่นางกล้าต่อปากต่อคำครั้งแล้วครั้งเล่าในวันนี้ จึงทำให้เขาโกรธเคืองเป็นพิเศษ

“มารยาเรียกร้องความสนใจของคุณหนูใหญ่ซ่ง จะเล่นไปถึงเมื่อใดกัน?”

เซี่ยหลินยวนแค่นเสียงหยัน น้ำเสียงกลับมาเย็นชาดังเดิม ราวกับว่าท่าทีเอาใจเมื่อครู่เป็นเพียงนางที่คิดไปเอง

ซ่งหว่านหนิงออกแรงชักมือออกจากการเกาะกุมของเขาจนสะเทือนถึงบาดแผล ความเจ็บปวดแล่นริ้วถึงขั้วหัวใจ

“แล้วแต่ท่านจะคิดก็แล้วกัน”

ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในโถงไว้ทุกข์โดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ ตลอดทาง

หลังจากเซี่ยหลินยวนจุดธูปสามดอก เขาก็คุกเข่าอยู่หน้าป้ายวิญญาณเป็นเพื่อนซ่งหว่านหนิง คอยต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมไว้อาลัย

ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด องครักษ์ที่ถูกส่งไปเชิญหมอหลวงถึงได้เร่งรุดกลับมา สีหน้าดูลำบากใจยิ่งนัก เขาค้อมตัวลงกระซิบข้างหูผู้เป็นนายว่า “แม่นางเฉียวรู้สึกไม่สบาย หมอหลวงจางจึงถูกเรียกตัวให้ไปดูอาการที่จวนขอรับ ตอนนี้มีเพียงหมอหลวงลู่ที่เข้าเวรและยังว่างอยู่”

แม้เสียงขององครักษ์จะแผ่วเบา ทว่าซ่งหว่านหนิงก็ยังคงได้ยิน

นางหันไปยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านอ๋องเชิญตามสบายเถิด”

สีหน้าของเซี่ยหลินยวนดำทะมึนลง เขาลุกขึ้นยืนแล้วดึงนางให้เดินออกไปข้างนอกด้วยกัน พลางสั่งการองครักษ์โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ไปตามหมอหลวงลู่มาตรวจอาการพระชายา”

ซ่งหว่านหนิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ปกติในเวลาเช่นนี้ เขาควรจะรีบแจ้นไปดูใจเฉียวอวี๋เอ๋อร์ในทันทีมิใช่หรือ หรือว่าวันนี้เขายังเล่นงิ้วไม่หนำใจกัน?

นางถูกพามานั่งยังโถงด้านข้างของเรือนส่วนนอก เซี่ยหลินยวนยอมปล่อยมือแล้วยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง

ลู่จิ่งจือเดินเข้ามาทำความเคารพก่อน จากนั้นจึงหยิบหมอนรองแมะมารองใต้ข้อมือของซ่งหว่านหนิง เขาหลับตาลงเพื่อตรวจชีพจรอย่างละเอียด เมื่อเสร็จสิ้นจึงยืนตัวตรงแล้วรายงาน

“ทูลท่านอ๋อง พระชายาตากฝนเมื่อคืนจึงติดไข้หวัดขอรับ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงอันใด ข้าจะจัดเทียบยาให้ ทานเพียงสองวันก็จะหายเป็นปกติ” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนช้อนตาขึ้นสบตากับเซี่ยหลินยวน “เพียงแต่...”

เซี่ยหลินยวนเชิดคางขึ้น แววตาคมกริบดุจใบมีด “ข้าไม่ชอบคนพูดจาอ้อมค้อม”

“พระชายาทรงอมทุกข์มาแรมปี ส่งผลให้เลือดลมติดขัด เกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงจิตใจขอรับ” ลู่จิ่งจือเอ่ยอย่างเชื่องช้า “อาการป่วยของฮูหยินซ่งเองก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้เช่นกัน”

“อมทุกข์หรือ?” เซี่ยหลินยวนขมวดคิ้ว ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา “ซ่งหว่านหนิง เจ้าช่างถนัดเรื่องใช้แผนทรมานตนเองนัก คนที่ควรจะอมทุกข์ไม่น่าใช่เจ้ากระมัง?”

ลู่จิ่งจืออ้าปากเตรียมจะโต้แย้ง แต่กลับถูกซ่งหว่านหนิงเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “ใช่ สิ่งที่ท่านอ๋องกล่าวมาล้วนถูกต้องทุกประการ”

เซี่ยหลินยวนถึงกับชะงักไป เดิมทีเขาคิดว่าซ่งหว่านหนิงจะโต้เถียงเขาสักสองสามประโยคเช่นเคย เพื่อให้ความโกรธของเขาได้มีที่ระบาย ทว่าครั้งนี้นางกลับนิ่งเฉย

นางเพียงแค่นั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ใบหน้าหันมาทางเขา ทว่าแววตากลับเลื่อนลอยไร้จุดหมาย

แสงแดดสาดส่องลงมากระทบเสี้ยวหน้าของนาง อาบไล้พวงแก้มซีดเซียวให้เปล่งประกายสีทอง งดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่เปราะบาง ทว่ากลับดูไร้ซึ่งชีวิตชีวา

จู่ ๆ เซี่ยหลินยวนก็รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก คำพูดมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจกลับกลืนหายไปจนหมดสิ้น

บังเอิญกับที่บ่าวรับใช้เข้ามารายงานพอดีว่าเฉียวอวี๋เอ๋อร์ต้องการพบเขา เขาจึงรีบสาวเท้าออกไปจากห้องนี้ราวกับต้องการจะหลบหนี

เมื่อเห็นเขาจากไปแล้ว ซ่งหว่านหนิงก็หลับตาลงพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด

ลู่จิ่งจือนั่งลงข้างกายนาง หยิบกระดาษและพู่กันออกจากกล่องยาเพื่อลงมือเขียนเทียบยา

“ใต้เท้าลู่” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว “รบกวนท่านช่วยจัดยาห้ามครรภ์ให้ข้าสักเทียบเถิด”

มือของลู่จิ่งจือสั่นเทา หยดน้ำหมึกหยดลงมาจนเปรอะเปื้อนตัวอักษร

เขาขยำกระดาษที่เขียนไปได้เพียงครึ่งเดียวทิ้ง แล้วดึงกระดาษแผ่นใหม่มาเขียนต่อจนเสร็จสองเทียบยา ก่อนจะยื่นส่งให้นาง

“ตัวยาในสำนักหมอหลวงล้วนมีการบันทึกไว้ ประวัติยาแก้หวัดนั้นเดี๋ยวข้ากลับไปแล้วจะให้คนส่งมาให้ท่าน” ลู่จิ่งจือกดเสียงต่ำลง “ส่วนยาห้ามครรภ์ ท่านเอาเทียบยานี้ไปจัดยาที่ร้านข้างนอกเสีย ยิ่งดื่มเร็วยิ่งดี หากพ้นสิบสองชั่วยามไปแล้วจะไม่ได้ผล”

เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยเอ่ยปากถามถึงเหตุผล ขอเพียงนางร้องขอ เขาก็พร้อมจะทำตามทุกอย่าง

ทั้งสองรู้จักกันมาเนิ่นนาน สนิทสนมกลมเกลียวดั่งพี่น้อง มาบัดนี้ผู้คนใกล้ชิดของซ่งหว่านหนิงล้วนทยอยจากไปทีละคน เคราะห์ดีที่ยังมีลู่จิ่งจือให้พอพึ่งพาได้บ้าง

นางกำเทียบยาในมือแน่น ปากยังคงพร่ำคำสองคำที่พูดมานับครั้งไม่ถ้วน “ขอบคุณ”

“ระหว่างท่านกับข้า ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำขอบคุณ” ลู่จิ่งจือเก็บกล่องยา ประสานมือคารวะ “ข้าขอตัวลา”

“หลีรุ่ย” นางเรียกสาวใช้ที่รออยู่หน้าประตูให้เข้ามาด้านใน ก่อนจะยื่นเทียบยาให้ “เอาเทียบยานี้ไปจัดยาที่ร้านขายยาท้ายเมืองทางทิศใต้ ระวังอย่าให้คนในจวนอ๋องรู้ตัวเป็นอันขาด”

“เจ้าค่ะ คุณหนู”

กว่าหลีรุ่ยจะจัดยาและกลับมาต้มจนเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมื้อเที่ยงไปแล้ว

ซ่งหว่านหนิงขมวดคิ้วกล้ำกลืนน้ำยาจนหมดชาม รสขมฝาดที่คุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น เป็นรสชาติเดียวกับที่นางดื่มมาตลอดสามปีไม่มีผิดเพี้ยน

เพียงแต่ครั้งนี้ดื่มช้าไปเสียหน่อย

คำนวณเวลาดูแล้ว ยังไม่ถึงสิบสองชั่วยาม หวังว่ามันจะยังคงได้ผล

ช่วงหลายวันหลังจากนั้น เซี่ยหลินยวนก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย ซ่งหว่านหนิงเฝ้าป้ายวิญญาณอยู่เพียงลำพังถึงสามวันเต็ม จวบจนกระทั่งงานฝังศพของมารดาเสร็จสิ้นลง

“คุณหนู ทะเลาะกับท่านเขยมาหรือเจ้าคะ?” แม่นมจ้าวเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง

“จะว่าเช่นนั้นก็ได้” ซ่งหว่านหนิงไม่ได้ประหลาดใจอันใด งานใหญ่ปานนี้แต่สามีกลับไม่มาคอยอยู่เคียงข้าง ผู้อื่นย่อมต้องคิดมากเป็นธรรมดา

“ท่านเขยเขา...”

“แม่นมจ้าว ท่านเห็นข้ามาตั้งแต่ยังเล็ก ข้าเองก็ไม่อยากปิดบังท่าน” ซ่งหว่านหนิงจ้องมองนิ้วมือของตนที่เพิ่งทายาเสร็จ ความคิดเริ่มล่องลอยไปไกล “ข้าตั้งใจว่าจะหย่าขาดกับเขา”

แม่นมจ้าวตกใจสุดขีด “คุณหนู! ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ! ตอนนี้ในจวนไม่มีผู้ใดคอยหนุนหลังคุณหนูแล้ว หากหย่าร้างไปก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวจริง ๆ นะเจ้าคะ!”

นางส่ายหน้า “แม่นมไม่ต้องเกลี้ยกล่อมแล้ว ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว”

การกอดตำแหน่งพระชายาที่ว่างเปล่าเอาไว้ แล้วต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างกล้ำกลืนฝืนทนไปวัน ๆ สู้ขออยู่เพียงลำพังอย่างอิสระเสรียังจะดีเสียกว่า

แม่นมจ้าวถอนหายใจยาว ไม่ได้เอ่ยห้ามปรามอันใดอีก

หลังจากจัดการสั่งเสียเรื่องราวในจวนจนเสร็จสิ้น ซ่งหว่านหนิงก็ออกเดินทางกลับไปยังจวนอ๋อง

อันที่จริงนางไม่อยากเจอหน้าเซี่ยหลินยวนกับเฉียวอวี๋เอ๋อร์อีก ทว่าอย่างไรเสียก็ยังไม่ได้หย่าร้างกัน จะให้หลบหน้าอยู่ตลอดไปก็คงไม่เหมาะนัก รังแต่จะทำให้ผู้คนเอาไปนินทาเปล่า ๆ

“พระชายา...”

บ่าวไพร่ในจวนอ๋องเห็นนางกลับมาก็พากันมีสีหน้าลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ล้วนแต่มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูด

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเรือนหลัก สาวใช้ที่เฝ้าประตูอยู่สองสามคนก็คุกเข่าดัง “ตุ้บ” ขวางทางนางเอาไว้ ตัวสั่นเทาเป็นลูกนกตกน้ำ

“บังอาจ! กล้าขวางทางพระชายาเชียวหรือ พวกเจ้าเบื่อชีวิตแล้วใช่หรือไม่?” หลีรุ่ยที่ประคองมือซ่งหว่านหนิงอยู่ตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว

ซ่งหว่านหนิงทอดสายตามองกลุ่มบ่าวไพร่ที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านอ๋องอยู่ข้างในหรือ?”

“มะ... ไม่ใช่เจ้าค่ะ...”

หลีรุ่ยเดินเข้าไปแหวกคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นออก เพื่อเปิดทางให้นาง

เมื่อผลักประตูห้องเข้าไป ก็พบสตรีผู้หนึ่งลุกลี้ลุกลนเดินออกมาจากห้องด้านใน แล้วคุกเข่าทำความเคารพ

เมื่อเพ่งมองให้ดี สตรีผู้นั้นก็คือเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่กำลังสวมชุดแต่งงานสีแดงสด นางช้อนตาขึ้นมองซ่งหว่านหนิงอย่างท้าทาย

ซ่งหว่านหนิงรู้สึกเพียงว่าสมองดัง “อื้ออึง” ราวกับถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง พานให้ขมับเต้นตุบ ๆ ด้วยความเจ็บปวด

ชุดตัวนั้น คือชุดที่นางสวมใส่ในวันอภิเษกสมรสกับเซี่ยหลินยวน ทุกฝีเข็มบนนั้นล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของนาง

ในยามนั้นนางรักเซี่ยหลินยวนสุดหัวใจ จึงไม่อยากให้ชุดแต่งงานมีข้อบกพร่องใด ๆ ให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง การปักผ้าทุกฝีเข็มล้วนประณีตบรรจงเป็นพิเศษ เสื้อผ้าหนึ่งตัวต้องใช้เวลาปักนานนับเดือน

มาบัดนี้ มันกลับไปสวมอยู่บนเรือนร่างของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ ราวกับเป็นของรางวัลแห่งชัยชนะ ที่นำมาอวดโอ้อวดดีอยู่ตรงหน้านาง

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 30

    “ที่นี่...คือที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงคิดอยากจะถอยหนีเซี่ยเหวินอินไม่รอให้เอ่ยปากก็ดึงนางเดินเข้าไปด้านใน ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถอยกลับทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตู ซ่งหว่านหนิงก็รู้สึกได้ว่าเลือดลมทั่วร่างพากันสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้านางมองเห็นเวทีกลางโถงชั้นหนึ่ง บนนั้นมีเด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่ท่วงท่ากระบี่มิได้วิจิตรงดงามอันใดนัก ทว่าสาบเสื้อของเขากลับผูกไว้ไม่แน่นหนา ยามขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวจึงเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและหน้าท้องรำไรทัศนียภาพวับ ๆ แวม ๆ เช่นนี้นับว่ายั่วยวนใจผู้คนได้ดีที่สุดก่อนหน้านี้ซ่งหว่านหนิงเคยได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีหอคณิกาชายไว้ให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์มาหาความสำราญ ทว่านางยังไม่เคยมาเปิดหูเปิดตาด้วยตนเองเลยสักครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแท้ของนางยังคงเป็นคนหัวโบราณ การยอมรับเรื่องชายบำเรอจึงมีไม่มากนักนางอยากจะหนีไปให้พ้นเสียจริง“โอ้ นี่องค์หญิงเจาหยางมิใช่หรือขอรับ?” บุรุษผู้มีน้ำเสียงติดจะนุ่มนวลใช้พัดจีบกึ่งบังกึ่งเผยใบหน้าเดินตรงมาหาพวกนาง พลางเอ่ยกระเง้ากระงอด “ท่านไม่ได้มาเยือนเสียนานเลยนะขอรับ”เขาพินิจมองซ่งหว่านหนิงครู่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 29

    นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ทว่า ท่านอ๋องคงจะไม่เคยเห็นภาพวาดของข้า ข้าไม่เคยวาดภาพพู่กันจีน ทั้งยังไม่ชอบเขียนบทกวีลงบนภาพ จานฝนหมึกอันนี้เกรงว่าจะไร้ประโยชน์แล้ว”เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดีซ่งหว่านหนิงเอ่ยต่อว่า “จานฝนหมึกที่ไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่เลยเวลาไปแล้วชิ้นหนึ่ง ในสายตาท่าน ข้าคู่ควรได้รับเพียงของพรรค์นี้เท่านั้น ใช่หรือไม่?”รูปร่างของนางซูบผอม ราวกับเพียงลมพัดวูบเดียวก็อาจล้มพับได้ ทว่ากลับหยัดแผ่นหลังตั้งตรงอย่างดื้อรั้น สบตากับเขาด้วยแววตาเย็นชาเขาอยากจะเอ่ยแย้ง ทว่ากลับไม่รู้จะเริ่มกล่าวจากตรงไหนดี“แต่ในเมื่อท่านอ๋องมอบให้แล้ว ก็ย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า” ซ่งหว่านหนิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง แล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน “จานฝนหมึกชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ใช้ของข้าจะดีกว่า”นางคลี่กระดาษปูลงบนโต๊ะริมหน้าต่าง แล้วให้หลีรุ่ยฝนหมึก จากนั้นจึงจรดพู่กันเริ่มเขียน“ด้วยวาสนาสิ้นสุด ไมตรีมิอาจประสาน ยินยอมพร้อมใจหย่าร้าง จึงเขียนหนังสือฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน นับแต่ครองคู่กันมานานกว่าสามปี ระหว่างสามีภรรยา กลับเกิดความบาดหมางขึ้นเรื่อยมา จนท้ายที่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 28

    เมื่อกลับมาถึงจวนอ๋อง เซี่ยหลินยวนก็รื้อค้นข้าวของในคลังอยู่เป็นนาน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่ถูกตาต้องใจเลยแม้แต่น้อยเขาจึงเรียกสาวใช้ในห้องของซ่งหว่านหนิงมาไต่ถาม “ยามปกติพระชายาชอบทำสิ่งใดหรือ?”สาวใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับว่า “เรียนท่านอ๋อง ยามปกติพระชายานอกเสียจากจัดการดูแลเรื่องราวในจวนแล้ว สถานที่ที่อยู่บ่อยที่สุดก็คือห้องภาพเจ้าค่ะ คิดว่าคงจะชอบวาดภาพ”ชอบวาดภาพอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยหลินยวนเพิ่งรู้ว่านางวาดภาพเป็นด้วยซ้ำเขายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในจวนของตนเองจะมีห้องภาพอยู่ด้วยทว่ายามนี้คงไม่มีเวลาไปเดินชมแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบชั้นวางของ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงตรงแท่นฝนหมึกอันหนึ่งของสิ่งนั้นเขาซื้อกลับมาจากเจียงหนานเมื่อหลายปีก่อน แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่มูลค่ากลับสูงลิ่ว ทว่าเขาไม่โปรดปรานงานกวีและอักษรศิลป์จึงไม่เคยหยิบออกมาใช้เลยเขาสั่งให้องครักษ์หยิบแท่นฝนหมึกนั้นมา ทั้งยังเลือกกระดาษชั้นเลิศอีกปึกหนึ่งใส่รวมเข้าไปในกล่อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังจวนหนิงหย่วนโหวยามที่เซี่ยหลินยวนมาถึง ซ่งหว่านหนิงกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชน“เรียน

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 27

    “เจ้าว่ากระไรนะ?” เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดเหล่านี้ออกมาได้เซี่ยเหวินอินโกรธจัดจนดึงกำไลหยกในมือปาใส่เขา กำไลวงน้อยร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง “เคร้ง” แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย“ท่านถึงกับเตรียมดอกไม้ไฟให้หญิงอื่นในวันเกิดของพี่สะใภ้ เสด็จพี่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้!” นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลนเซี่ยหลินยวนแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย โพล่งออกไปว่า “ข้าไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดของนาง เฉียวอวี๋เอ๋อร์ใกล้จะตายแล้ว ข้าช่วยทำความปรารถนาของนางให้เป็นจริงมันผิดตรงไหนกัน?”เหตุใดเขาต้องรู้ด้วยว่าเป็นวันเกิดของซ่งหว่านหนิง? เขาไม่ได้เป็นฝ่ายอ้อนวอนให้นางแต่งงานด้วยเสียหน่อยเขาอยากจะดีกับผู้ใด ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนอื่นมาสอดปากวิจารณ์ข้ออ้างเหล่านี้โน้มน้าวใจเขาได้สำเร็จ ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แววตาพลันเยียบเย็นลงทว่าในใจกลับยังคงเจ็บปวดอยู่จาง ๆ ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ตรงนั้น มันคอยทิ่มลึกลงในเนื้อทุกจังหวะลมหายใจเข้าออก“ผิดตรงไหนหรือ? เสด็จพี่ ท่านยังมีหัวใจอยู่หรือไม่?” เซี่ยเหวินอินผุดลุกขึ้น ยืนเท้าสะเอวเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องนางชี้ไปที่ห

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 26

    เซี่ยหลินยวนประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์เดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองดอกไม้ไฟที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถัน ทว่าในใจกลับรู้สึกเหม่อลอยชอบกล“ขอบคุณท่านอ๋องที่อุตส่าห์ใส่ใจ บ่าวดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์เอนศีรษะซบแผงอกของเขา น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงนับตั้งแต่หน้าผากกระแทกจนได้รับบาดเจ็บคราวก่อน อาการป่วยของนางก็ยิ่งทรุดหนัก หมอหลวงกล่าวว่าหากไม่ได้โสมพันปีมาเป็นกระสายยา เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้หลังจากฟื้นขึ้นมาในวันนั้น นางได้บอกกับเขาว่าตนเองฝันไปเรื่องหนึ่งในความฝันนางยืนอยู่บนป้อมปราการกำแพงเมือง ทอดสายตามองไปทางแคว้นซีเซี่ยอันห่างไกล โดยมีดอกไม้ไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้าอยู่เบื้องหลังเขาจึงเรียกตัวช่างทำดอกไม้ไฟทั่วทั้งเมืองหลวงมาเร่งมือทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเนรมิตความฝันนี้ให้เป็นจริงในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง“เจ้ายังมีความปรารถนาใดอีกหรือไม่? ข้าจะช่วยทำให้มันเป็นจริงทุกประการ” เซี่ยหลินยวนยื่นมือลูบไล้เรือนผมของนางพลางเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนเฉียวอวี๋เอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เอ่ยถ้อยคำอย่างระแวดระวัง “บ่าวรู้ตัวดีว่ามีฐานะต่ำต้อย มิอาจเอื้อมคู่ควร

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 25

    เซี่ยเหวินอินปักดอกไม้ประดิษฐ์สีเรียบง่ายลงบนมวยผมของซ่งหว่านหนิง พลางมองภาพของนางในกระจกทองเหลืองแล้วเอ่ยชมจากใจจริงซ่งหว่านหนิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ อย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลย”เซี่ยเหวินอินหยิบผ้าแถบเส้นหนึ่งออกมา นำมาปิดตานางด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ท่านแค่เดินตามข้ามาก็พอ รับรองว่าต้องมีเรื่องประหลาดใจเป็นแน่!”เบื้องหน้ามืดมิดไปหมด เซี่ยเหวินอินจูงมือนางพาเดินออกไปจนกระทั่งขึ้นไปนั่งบนรถม้าดูเหมือนจะเดินทางมาไกลเอาการ จนถึงขั้นได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง“นี่เจ้าพาข้ามาที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามน้ำเสียงของเซี่ยเหวินอินเจือรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ประเดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง”ซ่งหว่านหนิงคิดจะปลดผ้าปิดตาออก ทว่ากลับถูกเซี่ยเหวินอินจับมือห้ามเอาไว้ “รออีกนิดเถิด หากเห็นก่อนก็ไม่ประหลาดใจแล้ว”นางไม่รู้ว่าเซี่ยเหวินอินต้องการให้รอสิ่งใด จึงทำได้เพียงเดินตามอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดไปสู่ที่สูงทีละขั้นในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุด ข้างหูแว่วเสียงพลุดอกไม้ไฟระเบิดดังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเซี่ยเหวินอินยอมปลดผ้าผ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status