Teilen

บทที่ 5

โย่วจื่อฉา
ซ่งหว่านหนิงโกรธจัดจนเผลอหัวเราะออกมา “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าสวมชุดของข้า?”

เฉียวอวี๋เอ๋อร์มีสีหน้าตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตเสแสร้ง “ท่านอ๋องอนุญาตให้บ่าวเดินเหินในจวนได้ตามสบาย บ่าวไม่ทราบว่านี่คือเรือนของคุณหนู เพียงเห็นว่าชุดนี้งดงามยิ่งนักจึงลองสวมดูเจ้าค่ะ...”

“ถอดออก” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

นางไม่อยู่เพียงสามวัน เฉียวอวี๋เอ๋อร์ก็เข้ามาชุบมือเปิบแย่งชิงที่ของนางไปเสียแล้ว บ่าวไพร่ในจวนก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง เกรงว่าคงเป็นคำสั่งของเซี่ยหลินยวน

เฉียวอวี๋เอ๋อร์สวมอาภรณ์ของนาง พำนักอยู่ในห้องของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะร่วมเตียงกับเซี่ยหลินยวนบนเตียงของนางไปแล้ว…

ซ่งหว่านหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา

“นังบ่าวชั้นต่ำ เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสวมชุดของคุณหนู!” หลีรุ่ยทนดูไม่ไหว กระโจนเข้าไปหมายจะถอดชุดบนร่างของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ออก ทั้งสองจึงยื้อยุดฉุดกระชากกันชุลมุน

“เอะอะอันใดกัน?”

เซี่ยหลินยวนพุ่งพรวดเข้ามา เขาตวัดเท้าเตะหลีรุ่ยจนล้มคว่ำ ก่อนจะประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ลุกขึ้นจากพื้นแล้วโอบกอดปกป้องไว้ในอ้อมอก

“ท่านอ๋อง ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ...” เฉียวอวี๋เอ๋อร์ซุกหน้าสะอื้นไห้กับแผงอกของเขา “พระชายาจะจับบ่าวเปลื้องผ้าต่อหน้าผู้คน”

“ซ่งหว่านหนิง ตกลงว่าเจ้าต้องการทำสิ่งใดกันแน่?” เซี่ยหลินยวนจ้องมองซ่งหว่านหนิงเขม็ง แววตาเริ่มคุกรุ่นด้วยโทสะ

ลูกเตะของเขาลงน้ำหนักรุนแรงยิ่งนัก หลีรุ่ยที่ฟุบอยู่กับพื้นจึงเจ็บปวดจนไม่อาจยืดกายขึ้นได้

ซ่งหว่านหนิงปวดใจยิ่งนัก นางค้อมตัวลงโอบไหล่หลีรุ่ยเอาไว้ พลางเงยหน้าถลึงตาใส่เขา “เซี่ยหลินยวน คำถามนี้ควรเป็นข้าที่ต้องถามท่านต่างหาก ตกลงว่าท่านต้องการทำสิ่งใดกันแน่?”

เมื่อเห็นใบหน้าเล็กที่ซีดเซียวทว่าดื้อรั้นของนาง เซี่ยหลินยวนก็พลันรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุจนพูดไม่ออก

“สามวันที่ข้าไม่อยู่ ที่แท้เรือนหลังนี้ก็เปลี่ยนนายไปเสียแล้ว” ซ่งหว่านหนิงเผยรอยยิ้มบางเบา ทว่าหยาดน้ำตากลับเอ่อคลอจนรื้นขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรมอบหนังสือหย่าให้ข้าเสีย เพื่อมิให้ข้าต้องเข้าใจผิดไปเอง”

“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด?” เซี่ยหลินยวนเดือดดาลขึ้นมาในทันที ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง

เขาไม่รู้ว่าตนเองเป็นอันใดไป พอได้ยินซ่งหว่านหนิงเอ่ยถึงเรื่องหย่าร้างอีกครั้ง กลับรู้สึกโมโหยิ่งกว่าตอนที่ก้าวเข้ามาเห็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ถูกรังแกเสียอีก

เฉียวอวี๋เอ๋อร์มุดตัวออกจากอ้อมแขนของเขา ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกด้วยตนเอง “บ่าวไม่ทราบว่านี่คือชุดของพระชายา ขอท่านอ๋องโปรดประทานอภัย อย่าได้ขุ่นเคืองกับพระชายาเพราะบ่าวเลยเจ้าค่ะ”

เซี่ยหลินยวนก้มมองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่เหลือเพียงชุดซับในสีขาว เขาก็ขมวดคิ้ว ปลดเสื้อคลุมของตนออก นำไปห่มคลุมเรือนร่างของนางอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยกำชับ “วันหน้าอย่าได้เข้ามาในเรือนหลังนี้อีก”

จากนั้นจึงหันไปมองซ่งหว่านหนิง “นางเพิ่งเข้ามาอยู่ในจวน จะไปรู้ธรรมเนียมมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร แค่สวมชุดผิดไปเท่านั้น จำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยหรือ?”

ช่างเป็นคำกล่าวว่าเพิ่งเข้ามาอยู่ในจวน ว่าไม่รู้ธรรมเนียมมากมายที่ดีแท้

ข้ออ้างอันตื้นเขินของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เขากลับเชื่อสนิทใจโดยไม่เคลือบแคลง ทั้งยังมองว่านางต่างหากที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ซ่งหว่านหนิงแยกไม่ออกว่าภายในใจปวดร้าวหรือเคียดแค้น คล้ายมีบางสิ่งจุกอยู่ที่คอหอย นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์เอาไว้ ในที่สุดก็เปล่งเสียงออกมาได้ “ใครก็ได้”

สาวใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากหน้าประตู นางก้มหน้าตัวสั่นเทา รอรับคำสั่ง

“นำชุดตัวนี้ ออกไปเผาทิ้งเสีย” ซ่งหว่านหนิงชี้ไปยังชุดมงคลสมรสบนพื้น พลางเอ่ยเสียงเรียบ

สาวใช้ผู้นั้นเพิ่งหยิบชุดขึ้นมาเตรียมจะเดินออกไป เซี่ยหลินยวนก็ตวาดกร้าว “หยุดเดี๋ยวนี้!”

สาวใช้สะดุ้งสุดตัว ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวจนทำอันใดไม่ถูก

ซ่งหว่านหนิงเอียงคอเล็กน้อย มองไปยังเซี่ยหลินยวนด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “ข้าจัดการกับข้าวของของตนเอง ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากท่านอ๋องด้วยหรือ?”

“นี่คือชุดมงคลสมรสในงานแต่งของเรา!” เซี่ยหลินยวนกัดฟันกรอด

เขาไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ทว่าหมู่นี้เมื่อต้องเผชิญกับท่าทีเย็นชาของซ่งหว่านหนิง กลับทำให้เขามีโทสะอยู่เสมอ

“ที่แท้ท่านก็รู้ด้วยหรือ” ซ่งหว่านหนิงปรายตามองเขา “แล้วอย่างไรเล่า?”

เซี่ยหลินยวนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ซ่งหว่านหนิงในความทรงจำของเขานั้นอ่อนโยนและรู้ความ เป็นคุณหนูในเรือนผู้เพียบพร้อม ไฉนยามนี้จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? ทุกถ้อยคำล้วนซ่อนคมหอกคมดาบ ราวกับเม่นที่เต็มไปด้วยหนามแหลมทั่วทั้งตัว

“เจ้าอาละวาดพอแล้วหรือยัง?” เซี่ยหลินยวนอัดอั้นอยู่เนิ่นนานกว่าจะเค้นประโยคนี้ออกมาได้

ซ่งหว่านหนิงไม่ตอบคำ นางหันไปมองสาวใช้ด้านข้างที่ประคองชุดแต่งงานไว้ด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะหมดสติ “ยามนี้ข้าคงใช้งานพวกเจ้าไม่ได้แล้ว ช่างเถิด”

นางลุกขึ้นไปแย่งชุดตัวนั้นมา เดินออกไปนอกประตูอย่างไม่รีบร้อน แล้วโยนทิ้งลงในอ่างบัวกลางลานเรือนอย่างไม่แยแส

ก่อนจะกลับเข้ามาประคองหลีรุ่ยลุกขึ้น เชิดหน้าส่งยิ้มให้เซี่ยหลินยวน “รบกวนท่านอ๋องสั่งคนให้เก็บข้าวของของข้าไปไว้ที่เรือนรองด้วยเถิด วันหน้าข้าจะไม่พักอยู่ที่นี่อีกแล้ว”

“เจ้า...”

เซี่ยหลินยวนหน้าเขียวคล้ำ เตรียมจะบันดาลโทสะ ทว่าเฉียวอวี๋เอ๋อร์กลับร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง แล้วล้มพับลงแทบเท้าของเขา

เขาทอดสายตามองซ่งหว่านหนิงเดินจากไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ไฟโทสะไร้ที่มาในใจแทบจะเดือดพล่าน

กระทั่งมองไม่เห็นเงาร่างของซ่งหว่านหนิงแล้ว เขาจึงก้มลงมองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่มีสีหน้าซีดเผือด กัดฟันอุ้มนางขึ้นมาแนบชิด พาย้ายไปยังห้องปีกตะวันตก “ตามหมอหลวง!”

“คุณหนู บ่าวไม่เป็นไร ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะ”

ภายในห้องอุ่นของเรือนรอง หลีรุ่ยนอนอยู่บนตั่ง น้ำตาคลอเบ้า ทว่ายังคงฝืนยิ้ม

ซ่งหว่านหนิงเลิกเสื้อของนางขึ้นดู ก็พบรอยเขียวช้ำแผ่เป็นวงกว้างบริเวณซี่โครง

“ล้วนเป็นความผิดของข้า ทำให้เจ้าต้องมาเดือดร้อนไปด้วย” นางขบเม้มริมฝีปากล่างแน่น พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

นางไม่เพียงแต่ช่วยมารดาเอาไว้ไม่ได้ ไม่สามารถรั้งใจสามีไว้ได้ ยามนี้แม้แต่สาวใช้คนสนิทก็ยังปกป้องไม่ได้

หลีรุ่ยส่ายหน้า “คุณหนูอย่าได้โทษตนเองเลย ไม่ใช่ความผิดของคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเขา...”

“เจ้าดูสิ เจ้าเองก็ยังคิดว่าเขาไม่ดีใช่หรือไม่?” ซ่งหว่านหนิงเอื้อมมือไปลูบผมของนาง ยิ้มเยาะตนเอง “อีกไม่นาน อีกไม่นานพวกเราก็จะกลับจวนโหวแล้ว”

“พระชายา หมอหลวงมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” มามาหน้าประตูร้องรายงานเสียงดัง

“ข้าไม่ได้เชิญหมอหลวงเสียหน่อย” ซ่งหว่านหนิงรู้สึกแปลกใจ เมื่อครู่เพิ่งจะให้คนออกไปเชิญหมอชาวบ้าน ไฉนจู่ ๆ จึงกลายเป็นหมอหลวงไปได้

มามาตอบอย่างนอบน้อม “เป็นความประสงค์ของท่านอ๋องเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านหนิงพยักหน้า “เชิญเข้ามาเถิด”

หมอหลวงที่เดินเข้ามานั้นอายุล่วงเลยวัยกลางคน เส้นผมหงอกขาวประปราย เขาตรวจชีพจรให้หลีรุ่ยก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอาการบาดเจ็บภายใน จึงจัดเทียบยาบำรุงเลือดและลดรอยช้ำให้

จากนั้นจึงหันมากล่าวกับซ่งหว่านหนิง “รบกวนพระชายายื่นมือออกมาให้ข้าตรวจดูสักหน่อยเถิดขอรับ”

ซ่งหว่านหนิงไม่เข้าใจ “ข้าสบายดี ไม่จำเป็นต้องตรวจหรอก”

“ท่านอ๋องกำชับมาเป็นพิเศษว่า เมื่อหลายวันก่อนพระชายาต้องลมเย็นจนล้มป่วย ไม่ทราบว่าอาการดีขึ้นแล้วหรือยัง” หมอหลวงประสานมือโค้งคำนับ “พระชายาโปรดให้ข้าตรวจดูเถิดขอรับ จะได้กลับไปรายงานท่านอ๋องได้”

เซี่ยหลินยวนผู้นี้ ตกลงว่ากำลังเล่นลูกไม้ใดอยู่กันแน่?

ซ่งหว่านหนิงไม่อยากทำให้หมอหลวงต้องลำบากใจ จึงยอมยื่นมือออกไป

“ร่างกายของพระชายาไม่ได้เป็นอันใดมาก เพียงแต่ระยะนี้ตรากตรำเกินไป เลือดลมพร่อง จำต้องบำรุงให้ดี ข้าจะจัดเทียบยาบำรุงเลือดลมให้ขอรับ” ตรวจชีพจรเสร็จ หมอหลวงก็จับพู่กันเขียนเทียบยาลงบนกระดาษ

เมื่อส่งหมอหลวงกลับไปแล้ว ซ่งหว่านหนิงก็ให้คนไปรับยามาต้ม ทั้งยังกำชับหลีรุ่ยให้พักผ่อนรักษาตัวให้ดี ก่อนที่แผลจะหายดีไม่ต้องมาปรนนิบัติ

นางเดินเข้าไปในห้องนอนหลักของเรือนรอง เรือนในจวนแห่งนี้แม้จะไม่มีผู้ใดพักอาศัยแต่ก็มีบ่าวไพร่คอยปัดกวาดเช็ดถูทุกวัน จึงสะอาดสะอ้านยิ่งนัก

ความเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันหลายวันทำให้นางอ่อนล้าอย่างหนัก นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างลวก ๆ แล้วเอนกายลงบนเตียง แล้วหลับสนิทไปในทันที

เมื่อซ่งหว่านหนิงตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็มืดค่ำแล้ว ภายในห้องจุดเทียนสว่างไสว

นางเพิ่งจะยันกายลุกขึ้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงของเซี่ยหลินยวน “ตื่นแล้วหรือ?”

เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นเขานั่งนิ่งอยู่บนตั่งใต้หน้าต่าง ไม่รู้ว่าจับจ้องนางมานานเพียงใดแล้ว อาภรณ์สีดำสนิทราวกับกลมกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรี

ซ่งหว่านหนิงยันกายลุกขึ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “ท่านอ๋องมีธุระอันใดหรือ?”

“ห้องนั้นข้าสั่งให้คนปัดกวาดทำความสะอาดใหม่แล้ว ย้ายกลับไปเถิด”

นับว่าหาได้ยากยิ่งที่เขาจะใช้น้ำเสียงปรึกษาหารือเช่นนี้ ไม่ใช่คำสั่งว่า “ย้ายกลับไป” แต่เป็น “ย้ายกลับไปเถิด” คล้ายกำลังขอความยินยอมจากนาง

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 30

    “ที่นี่...คือที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงคิดอยากจะถอยหนีเซี่ยเหวินอินไม่รอให้เอ่ยปากก็ดึงนางเดินเข้าไปด้านใน ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถอยกลับทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตู ซ่งหว่านหนิงก็รู้สึกได้ว่าเลือดลมทั่วร่างพากันสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้านางมองเห็นเวทีกลางโถงชั้นหนึ่ง บนนั้นมีเด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่ท่วงท่ากระบี่มิได้วิจิตรงดงามอันใดนัก ทว่าสาบเสื้อของเขากลับผูกไว้ไม่แน่นหนา ยามขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวจึงเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและหน้าท้องรำไรทัศนียภาพวับ ๆ แวม ๆ เช่นนี้นับว่ายั่วยวนใจผู้คนได้ดีที่สุดก่อนหน้านี้ซ่งหว่านหนิงเคยได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีหอคณิกาชายไว้ให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์มาหาความสำราญ ทว่านางยังไม่เคยมาเปิดหูเปิดตาด้วยตนเองเลยสักครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแท้ของนางยังคงเป็นคนหัวโบราณ การยอมรับเรื่องชายบำเรอจึงมีไม่มากนักนางอยากจะหนีไปให้พ้นเสียจริง“โอ้ นี่องค์หญิงเจาหยางมิใช่หรือขอรับ?” บุรุษผู้มีน้ำเสียงติดจะนุ่มนวลใช้พัดจีบกึ่งบังกึ่งเผยใบหน้าเดินตรงมาหาพวกนาง พลางเอ่ยกระเง้ากระงอด “ท่านไม่ได้มาเยือนเสียนานเลยนะขอรับ”เขาพินิจมองซ่งหว่านหนิงครู่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 29

    นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ทว่า ท่านอ๋องคงจะไม่เคยเห็นภาพวาดของข้า ข้าไม่เคยวาดภาพพู่กันจีน ทั้งยังไม่ชอบเขียนบทกวีลงบนภาพ จานฝนหมึกอันนี้เกรงว่าจะไร้ประโยชน์แล้ว”เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดีซ่งหว่านหนิงเอ่ยต่อว่า “จานฝนหมึกที่ไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่เลยเวลาไปแล้วชิ้นหนึ่ง ในสายตาท่าน ข้าคู่ควรได้รับเพียงของพรรค์นี้เท่านั้น ใช่หรือไม่?”รูปร่างของนางซูบผอม ราวกับเพียงลมพัดวูบเดียวก็อาจล้มพับได้ ทว่ากลับหยัดแผ่นหลังตั้งตรงอย่างดื้อรั้น สบตากับเขาด้วยแววตาเย็นชาเขาอยากจะเอ่ยแย้ง ทว่ากลับไม่รู้จะเริ่มกล่าวจากตรงไหนดี“แต่ในเมื่อท่านอ๋องมอบให้แล้ว ก็ย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า” ซ่งหว่านหนิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง แล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน “จานฝนหมึกชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ใช้ของข้าจะดีกว่า”นางคลี่กระดาษปูลงบนโต๊ะริมหน้าต่าง แล้วให้หลีรุ่ยฝนหมึก จากนั้นจึงจรดพู่กันเริ่มเขียน“ด้วยวาสนาสิ้นสุด ไมตรีมิอาจประสาน ยินยอมพร้อมใจหย่าร้าง จึงเขียนหนังสือฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน นับแต่ครองคู่กันมานานกว่าสามปี ระหว่างสามีภรรยา กลับเกิดความบาดหมางขึ้นเรื่อยมา จนท้ายที่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 28

    เมื่อกลับมาถึงจวนอ๋อง เซี่ยหลินยวนก็รื้อค้นข้าวของในคลังอยู่เป็นนาน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่ถูกตาต้องใจเลยแม้แต่น้อยเขาจึงเรียกสาวใช้ในห้องของซ่งหว่านหนิงมาไต่ถาม “ยามปกติพระชายาชอบทำสิ่งใดหรือ?”สาวใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับว่า “เรียนท่านอ๋อง ยามปกติพระชายานอกเสียจากจัดการดูแลเรื่องราวในจวนแล้ว สถานที่ที่อยู่บ่อยที่สุดก็คือห้องภาพเจ้าค่ะ คิดว่าคงจะชอบวาดภาพ”ชอบวาดภาพอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยหลินยวนเพิ่งรู้ว่านางวาดภาพเป็นด้วยซ้ำเขายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในจวนของตนเองจะมีห้องภาพอยู่ด้วยทว่ายามนี้คงไม่มีเวลาไปเดินชมแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบชั้นวางของ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงตรงแท่นฝนหมึกอันหนึ่งของสิ่งนั้นเขาซื้อกลับมาจากเจียงหนานเมื่อหลายปีก่อน แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่มูลค่ากลับสูงลิ่ว ทว่าเขาไม่โปรดปรานงานกวีและอักษรศิลป์จึงไม่เคยหยิบออกมาใช้เลยเขาสั่งให้องครักษ์หยิบแท่นฝนหมึกนั้นมา ทั้งยังเลือกกระดาษชั้นเลิศอีกปึกหนึ่งใส่รวมเข้าไปในกล่อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังจวนหนิงหย่วนโหวยามที่เซี่ยหลินยวนมาถึง ซ่งหว่านหนิงกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชน“เรียน

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 27

    “เจ้าว่ากระไรนะ?” เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดเหล่านี้ออกมาได้เซี่ยเหวินอินโกรธจัดจนดึงกำไลหยกในมือปาใส่เขา กำไลวงน้อยร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง “เคร้ง” แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย“ท่านถึงกับเตรียมดอกไม้ไฟให้หญิงอื่นในวันเกิดของพี่สะใภ้ เสด็จพี่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้!” นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลนเซี่ยหลินยวนแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย โพล่งออกไปว่า “ข้าไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดของนาง เฉียวอวี๋เอ๋อร์ใกล้จะตายแล้ว ข้าช่วยทำความปรารถนาของนางให้เป็นจริงมันผิดตรงไหนกัน?”เหตุใดเขาต้องรู้ด้วยว่าเป็นวันเกิดของซ่งหว่านหนิง? เขาไม่ได้เป็นฝ่ายอ้อนวอนให้นางแต่งงานด้วยเสียหน่อยเขาอยากจะดีกับผู้ใด ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนอื่นมาสอดปากวิจารณ์ข้ออ้างเหล่านี้โน้มน้าวใจเขาได้สำเร็จ ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แววตาพลันเยียบเย็นลงทว่าในใจกลับยังคงเจ็บปวดอยู่จาง ๆ ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ตรงนั้น มันคอยทิ่มลึกลงในเนื้อทุกจังหวะลมหายใจเข้าออก“ผิดตรงไหนหรือ? เสด็จพี่ ท่านยังมีหัวใจอยู่หรือไม่?” เซี่ยเหวินอินผุดลุกขึ้น ยืนเท้าสะเอวเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องนางชี้ไปที่ห

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 26

    เซี่ยหลินยวนประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์เดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองดอกไม้ไฟที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถัน ทว่าในใจกลับรู้สึกเหม่อลอยชอบกล“ขอบคุณท่านอ๋องที่อุตส่าห์ใส่ใจ บ่าวดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์เอนศีรษะซบแผงอกของเขา น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงนับตั้งแต่หน้าผากกระแทกจนได้รับบาดเจ็บคราวก่อน อาการป่วยของนางก็ยิ่งทรุดหนัก หมอหลวงกล่าวว่าหากไม่ได้โสมพันปีมาเป็นกระสายยา เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้หลังจากฟื้นขึ้นมาในวันนั้น นางได้บอกกับเขาว่าตนเองฝันไปเรื่องหนึ่งในความฝันนางยืนอยู่บนป้อมปราการกำแพงเมือง ทอดสายตามองไปทางแคว้นซีเซี่ยอันห่างไกล โดยมีดอกไม้ไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้าอยู่เบื้องหลังเขาจึงเรียกตัวช่างทำดอกไม้ไฟทั่วทั้งเมืองหลวงมาเร่งมือทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเนรมิตความฝันนี้ให้เป็นจริงในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง“เจ้ายังมีความปรารถนาใดอีกหรือไม่? ข้าจะช่วยทำให้มันเป็นจริงทุกประการ” เซี่ยหลินยวนยื่นมือลูบไล้เรือนผมของนางพลางเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนเฉียวอวี๋เอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เอ่ยถ้อยคำอย่างระแวดระวัง “บ่าวรู้ตัวดีว่ามีฐานะต่ำต้อย มิอาจเอื้อมคู่ควร

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 25

    เซี่ยเหวินอินปักดอกไม้ประดิษฐ์สีเรียบง่ายลงบนมวยผมของซ่งหว่านหนิง พลางมองภาพของนางในกระจกทองเหลืองแล้วเอ่ยชมจากใจจริงซ่งหว่านหนิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ อย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลย”เซี่ยเหวินอินหยิบผ้าแถบเส้นหนึ่งออกมา นำมาปิดตานางด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ท่านแค่เดินตามข้ามาก็พอ รับรองว่าต้องมีเรื่องประหลาดใจเป็นแน่!”เบื้องหน้ามืดมิดไปหมด เซี่ยเหวินอินจูงมือนางพาเดินออกไปจนกระทั่งขึ้นไปนั่งบนรถม้าดูเหมือนจะเดินทางมาไกลเอาการ จนถึงขั้นได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง“นี่เจ้าพาข้ามาที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามน้ำเสียงของเซี่ยเหวินอินเจือรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ประเดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง”ซ่งหว่านหนิงคิดจะปลดผ้าปิดตาออก ทว่ากลับถูกเซี่ยเหวินอินจับมือห้ามเอาไว้ “รออีกนิดเถิด หากเห็นก่อนก็ไม่ประหลาดใจแล้ว”นางไม่รู้ว่าเซี่ยเหวินอินต้องการให้รอสิ่งใด จึงทำได้เพียงเดินตามอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดไปสู่ที่สูงทีละขั้นในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุด ข้างหูแว่วเสียงพลุดอกไม้ไฟระเบิดดังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเซี่ยเหวินอินยอมปลดผ้าผ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status