เสียงน้ำฉีกผ่านอากาศดังอยู่ข้างหู
หลินเยว่ซีเห็นหานรั่วหลันถอย เห็นช่องว่างใต้แขน และรู้ว่าหากแทงต่อ ปลายกระบี่จะถึงตัวอีกฝ่ายก่อนน้ำด้านหลังจะกระแทกนางเต็มแรง
แต่ถึงก่อน…ไม่ได้แปลว่านางจะรับแรงกระแทกหลังจากนั้นไหว
เยว่ซีเปลี่ยนมุมกระบี่
คมที่พุ่งตรงพลิกเข้าขัดอาวุธของหานรั่วหลัน นางก้าวเฉียงผ่านไหล่อีกฝ่ายแทนที่จะตามแทง
สายน้ำกระแทกเฉียดสะบัก
ความเจ็บแล่นวาบ ร่างนางเซไปครึ่งก้าว แต่แรงส่วนใหญ่พุ่งผ่านช่องว่างที่นางเพิ่งหลบออกมา
น้ำตรงเข้าหาเจ้าของปราณเอง
หานรั่วหลันยกมือซ้ายหยุดมัน
เพียงชั่วจังหวะนั้น เยว่ซีก็กดกระบี่อีกฝ่ายลงแล้วหมุนเข้าด้านข้างได้สำเร็จ
เสียงฮือดังขึ้น
ทว่าหานรั่วหลันกลับใช้ศอกขวาดันแขนเยว่ซีออก พลิกด้ามกระบี่แล้วถอนตัวพ้นระยะ
ทั้งสองแยกจากกัน
ไม่มีเสียงประกาศผล
เยว่ซีหอบหนัก ปลายกระบี่สั่นเล็กน้อย สะบักข้างหนึ่งปวดตุบจนรู้สึกได้ทุกครั้งที่หายใจ
หานรั่วหลันยกกระบี่ขึ้นใหม่
“ข้านึกว่าเจ้าจะแลก”
เยว่ซีไม่ละสายตาจากมือซ้ายอีกฝ่าย
“ข้ายังอยากแข่งรอบหน้า”
หานรั่วหลันยิ้มบาง ๆ
“ข้าก็เช่นกัน”
น้ำบนพื้นเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
⸻
คราวนี้หานรั่วหลันไม่ส่งน้ำพุ่งสูง
นางแยกมันเป็นสายเล็กไหลไปตามพื้น ทีละสาย ทีละสาย ล้อมเยว่ซีไว้โดยไม่ให้เห็นว่าทางใดจะโจมตีก่อน
เยว่ซีขยับเท้า
น้ำด้านซ้ายยกขึ้นทันที
นางหลบไปทางขวา อีกสายกลับพุ่งเข้าหาข้อเท้า
กระบี่ตัดผ่านน้ำได้ แต่ตัดปราณที่ควบคุมมันไม่ได้ทั้งหมด น้ำที่แตกออกจึงกลับมารวมตัวอย่างรวดเร็ว
เยว่ซีต้องถอยอีกครั้ง
หานรั่วหลันเดินตามอย่างไม่รีบร้อน
นางเริ่มรู้แล้วว่าเยว่ซีใช้ปราณไม้กับน้ำสลับกัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนจะมีช่วงสั้น ๆ ซึ่งเถาหยุดเคลื่อนไหวหรือน้ำทิ้งตัวลง
คู่ต่อสู้จึงไม่ยอมให้นางได้ช่วงว่างนั้น
กระบี่แทงเข้ามา
เยว่ซีปัดออก
น้ำตวัดตามต่ำลงมา
นางกระโดดข้าม แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น กระบี่อีกฝ่ายก็ถึงอีกแล้ว
เคร้ง!
แรงกระแทกทำให้มือข้างที่พันผ้าชาไปถึงข้อมือ
เยว่ซีขยับถอยโดยไม่เงยหน้ามองผู้ชม นางไม่มีเวลาหาหลิงยวน ไม่มีเวลาฟังว่าใครกำลังร้องเรียกชื่อ
ในสายตาเหลือเพียงคนตรงหน้า
กับเส้นขาวที่ใกล้เข้ามาทางหางตา
⸻
เสี่ยวถังเงียบไปแล้ว
เมื่อครู่นางยังเผลอขยับตามเพื่อน แต่ตอนนี้กลับยืนกำมือแน่นอยู่ข้างจ้าวเฉิง
“นางโดนต้อนอีกแล้ว”
จ้าวเฉิงมองเท้าของเยว่ซี
“ยังไม่ถึงขอบ”
อวี้หนิงไม่ได้พูด
นางเห็นเยว่ซีถอยผ่านตำแหน่งที่ปลายเถาเคยถูกตัด เห็นน้ำไหลตาม และเห็นว่าทางด้านข้างยังเปิดอยู่
แต่เยว่ซีไม่ไปทางนั้น
บนที่นั่งด้านหน้า ยายหวังวางห่อขนมลงบนตักช้า ๆ
เสิ่นซูเหอขยับเข้าใกล้
“ผู้ตัดสินอยู่ทันเจ้าค่ะ”
หญิงชราพยักหน้า แต่สายตายังไม่ยอมละจากลาน
หลิงยวนนั่งอยู่ที่เดิม
นิ้วที่วางบนเข่าขยับเพียงเล็กน้อยตอนเยว่ซีถูกน้ำเฉียดหลัง แล้วหยุดลงเมื่อเห็นนางตั้งเท้าได้
เขามองร่องดินข้างเส้นเขต
จากนั้นจึงเลื่อนสายตากลับไปที่เท้าของหานรั่วหลัน
⸻
เยว่ซีถอยอีกสองก้าว
หานรั่วหลันเร่งตามทันที
คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้เปิดช่องใต้แขนให้แล้ว กระบี่อยู่ใกล้ลำตัว มือซ้ายควบคุมน้ำสองสายเตรียมปิดทางหนี
นางแก้ทางจากครั้งก่อนแล้ว
เยว่ซีก็ต้องแก้เช่นกัน
นางส่งปราณไม้ลงสู่เถาที่เหลือรากอยู่ริมลาน
เถายกขึ้นขวางทางน้ำ
หานรั่วหลันกดฝ่ามือ
น้ำกระแทกมันลงแนบพื้นดังฉับ
เยว่ซีไม่ฝืนยก
นางใช้กระบี่ปัดการโจมตีที่ตามมา แล้วถอยครึ่งก้าวให้เถาอยู่ระหว่างเท้าของทั้งคู่
หานรั่วหลันก้าวข้ามโดยระวังเต็มที่
เยว่ซีแทงสวนเข้าข้อมือ
อีกฝ่ายยกกระบี่รับ
ประกายไฟเล็ก ๆ แลบจากคมโลหะ
เยว่ซีถูกแรงสะท้อนผลักจนไหล่เอียง ทว่าปราณไม้กลับไหลลงสู่รากเถาอีกครั้ง
ปลายเถาไม่ได้พุ่งพันข้อเท้า
มันเลื้อยต่ำอ้อมไปด้านหลังหานรั่วหลัน แล้วขึงขวางเส้นทางถอยอยู่เหนือพื้นเพียงคืบเดียว
หานรั่วหลันรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว
นางเหลือบมอง แล้วตวัดน้ำลงกดมันเช่นเดิม
เถาแนบพื้น
ทางถอยเปิดออก
เยว่ซีเห็นมือซ้ายของคู่ต่อสู้ลดต่ำ จึงพุ่งเข้าไปทันที
กระบี่ของนางฟันเฉียงจากล่างขึ้นบน
หานรั่วหลันปัดออกแล้วถอยหนึ่งก้าว
เยว่ซีตาม
สายน้ำที่กดเถาพลันยกขึ้นมารับการบุก
นั่นคือจังหวะที่นางรอ
เยว่ซีดึงปลายเถาขึ้นเพียงครั้งเดียว
มันเกี่ยวส้นรองเท้าที่กำลังถอนของหานรั่วหลันได้พอดี
อีกฝ่ายเสียหลัก แต่ยังไม่ล้ม มือซ้ายกระแทกลงหมายใช้น้ำตัดเถา กระบี่ขวาแทงสวนมาหยุดการเข้าประชิด
เยว่ซีปล่อยปราณไม้ทันที
เถาคลาย
นางเอียงตัวหลบปลายกระบี่ รับด้วยสันอาวุธของตน แล้วก้าวอ้อมไปทางแขนที่เหยียดออก
หานรั่วหลันรีบหมุนตาม
รองเท้าข้างที่เพิ่งหลุดจากเถาเหยียบลงบนพื้นเปียก น้ำหนักทั้งร่างยังคืนมาไม่เต็มที่
เยว่ซีไม่ได้ผลักนาง
นางเพียงเข้าชิดจนหานรั่วหลันต้องถอยเพื่อเก็บกระบี่กลับมาป้องกัน
หนึ่งก้าว
ปลายรองเท้าลงนอกเส้นขาว
“หยุด!”
เสียงผู้ตัดสินดังลั่น
หานรั่วหลันชะงัก กระบี่อยู่ระหว่างทั้งสอง ส่วนปลายกระบี่เยว่ซีเพิ่งเลื่อนเข้าถึงแนวไหล่อีกฝ่าย
น้ำที่กำลังยกขึ้นทิ้งตัวลงพร้อมกัน
ความเงียบกินเวลาเพียงอึดใจ
ผู้ตัดสินชี้ตำแหน่งเท้า
“หานรั่วหลันออกนอกเขต หลินเยว่ซีชนะ!”
⸻
เสียงเชียร์ดังจนเยว่ซีสะดุ้ง
นางลดกระบี่ลง แล้วมองเส้นขาวราวกับต้องการแน่ใจว่าตนไม่ได้ฟังผิด
หานรั่วหลันก้มดูเท้าตนเอง
ก่อนหลับตาถอนหายใจ
“ข้ามัวแต่ระวังว่าเจ้าจะพันขา”
เยว่ซียังหอบอยู่
“ข้าพันเจ้าไม่อยู่ เจ้ากดมันลงได้ทุกครั้ง”
หานรั่วหลันมองเถาเปียกบนพื้น แล้วหันกลับมามองนาง
“เจ้าจึงรอให้ข้าถอนเท้าเอง”
เยว่ซีพยักหน้า
อีกฝ่ายหัวเราะสั้น ๆ อย่างเสียดาย
“ครั้งหน้าข้าจะไม่ถอยทางเดิม”
“ครั้งหน้าข้าอาจวิ่งไม่ทันแล้ว”
หานรั่วหลันมองหน้าซีดกับเสื้อเปียกของนาง ก่อนคำนับ
“ยินดีด้วย”
เยว่ซีคำนับตอบเต็มท่า
ตอนเงยหน้า นางจึงหันไปมองที่นั่งข้างทางเดินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสู้
หลิงยวนลุกขึ้นแล้ว
เขาไม่ได้ตะโกนชมเหมือนคนอื่น
แต่รอยยิ้มที่นางมองเห็นจากบนลานทำให้ความเหนื่อยทั้งหมดดูเบาลงไปชั่วขณะ
เยว่ซียิ้มตอบ
แล้วขาก็อ่อนจนต้องรีบใช้กระบี่ค้ำตัว
หานรั่วหลันยื่นมือมารับข้อศอกไว้ทัน
“อย่าเพิ่งดีใจจนล้ม ข้าไม่อยากแพ้คนที่เดินลงบันไดเองไม่ได้”
เยว่ซีหลุดหัวเราะทั้งที่ยังหายใจไม่ทั่วท้อง
⸻
ทันทีที่ลงจากเวที เสี่ยวถังก็เข้ามากอดนาง
เยว่ซีร้องเบา ๆ เมื่อสะบักถูกแตะ
เพื่อนรีบผละ
“ตรงไหน ข้าชนแผลหรือ”
“หลังนิดหนึ่ง”
“นิดหนึ่งของเจ้าต้องให้ผู้รักษาดูก่อน”
เสี่ยวถังรับกระบี่ไปส่งให้จ้าวเฉิง แล้วพาเยว่ซีไปยังจุดพักผู้เข้าแข่งขันทันที
จ้าวเฉิงเดินตามพร้อมกระบี่สองเล่ม
“คำชมที่เตรียมไว้คงต้องรอก่อน ตอนนี้ข้าได้รับตำแหน่งคนถือของแล้ว”
เยว่ซีหันกลับไป
“เจ้ารับปากว่าจะชมให้คนทั้งลานได้ยิน”
เขาชะงัก
อวี้หนิงซึ่งเดินอยู่ข้างกันกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ข้าก็ได้ยิน”
เสี่ยวถังพยักหน้าสมทบ
จ้าวเฉิงมองทั้งสามคน ก่อนสูดลมหายใจแล้วประกาศเสียงดัง
“หลินเยว่ซีเก่งมาก! โดยเฉพาะการชนะแล้วใช้คนเจ็บถือกระบี่ให้!”
คนแถวนั้นหันมาหัวเราะ
เยว่ซีหน้าแดงขึ้นทันที
“พอแล้ว!”
“เพิ่งชมไปประโยคเดียว”
“เจ้าแกล้งข้า!”
เขายิ้มกว้าง ขยับกระบี่ในอ้อมแขนให้พ้นทางคนเดิน ก่อนลดเสียงลง
“แต่เมื่อครู่เจ้าสู้ได้ดีจริง ๆ”
เยว่ซีหยุดเถียง
นางมองเขาแล้วตอบอย่างจริงใจ
“ขอบใจ”
จ้าวเฉิงพยักหน้า มองรอยยิ้มตรงหน้าอยู่นิดหนึ่ง ก่อนยื่นกระบี่ให้อวี้หนิงช่วยถือเล่มหนึ่ง
“แบ่งกันบ้าง ข้ากำลังหัดใช้แขน ไม่ได้หัดแบกทั้งสำนัก”
อวี้หนิงรับไปพร้อมกลอกตา
⸻
เสิ่นซูเหอตรวจเยว่ซีหลังฉากผ้า
รอยแดงตรงสะบักยังไม่มีอาการบวมมาก นางกดตรวจแล้วให้ขยับแขน หายใจลึก และหมุนหัวไหล่
“ช้ำจากแรงกระแทก วันนี้ไม่ซ้อมเพิ่ม”
เยว่ซีอ้าปาก
เสิ่นซูเหอเงยหน้ามอง
นางจึงเปลี่ยนคำถาม
“ดูคนอื่นแข่งได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ หลังเปลี่ยนเสื้อและกินอาหาร”
ยายหวังเดินเข้ามาพอดี
“ข้าเอาเสื้อมาแล้ว”
เยว่ซีมองห่อในมือหญิงชราอย่างประหลาดใจ
“ยายเตรียมไว้หรือ”
“เจ้าฝึกทีไรกลับมาเหมือนไปลุยป่า จะให้ข้ามาแต่ขนมหรือ”
เสิ่นซูเหอหัวเราะ ก่อนออกไปดูผู้เข้าแข่งขันอีกคน
ยายหวังช่วยคลายปมสายผูกเสื้อที่เปียกแน่น เยว่ซีนั่งนิ่งให้ทำเหมือนเมื่อยังเด็ก
“ยายตกใจหรือไม่”
มือของหญิงชราหยุดเพียงนิดเดียว
“ตกใจตอนน้ำตีหลังเจ้า”
เยว่ซีก้มหน้า
“ข้าหลบไม่หมด”
“แต่เจ้าหลบแล้ว”
ยายหวังแตะไหล่อีกข้างที่ไม่เจ็บ
“ยายเห็น”
คำสั้น ๆ นั้นทำให้เยว่ซีเงยหน้าขึ้น
หญิงชรากำลังคลี่เสื้อตัวแห้ง ไม่มีคำถามว่าทำไมไม่ถอนตัว ไม่มีคำบ่นว่านางทำให้เป็นห่วง
เยว่ซีจึงช่วยรับเสื้อมาถือ
“ข้าชนะแล้วนะเจ้าคะ”
คราวนี้ยายหวังยิ้มเต็มหน้า
“ได้ยินทั่วทั้งเขาแล้ว จ้าวเฉิงช่วยประกาศอีกครั้งด้วย”
⸻
ด้านนอก หลิงยวนกำลังคุยกับผู้ดูแลการแข่งขัน
เมื่อเยว่ซีออกมา เขาจึงเดินมาหา
นางเปลี่ยนเสื้อแล้ว ผมปลายเปียกถูกรวบหลวม ๆ ไว้ด้านหลัง ในมือมีขนมกุ้ยฮวาที่เพิ่งกัดไปคำหนึ่ง
“อาจารย์เสิ่นว่าอย่างไร”
“วันนี้ห้ามซ้อมเพิ่ม แต่ไปดูการประลองได้”
เขาพยักหน้า
เยว่ซีรออีกครู่หนึ่ง เมื่อเขาไม่พูดต่อก็ขยับเข้าไปใกล้
“ท่านไม่มีอะไรจะพูดหรือ”
หลิงยวนมองขนมในมือนาง
“เคี้ยวให้หมดก่อน”
นางรีบเคี้ยวแล้วกลืน
เขารออย่างใจเย็นจนเยว่ซีเริ่มสงสัยว่าตนถูกแกล้ง
“ตอนเจ้าเปลี่ยนจากแทงเป็นหลบ ข้าดีใจ”
คำตอบทำให้นางชะงัก
“แต่ตอนนั้นข้าเกือบถึงตัวนางแล้ว”
“ข้าเห็น”
เขาสบตานาง
“เจ้าก็เห็นน้ำด้านหลังด้วย แล้วเลือกได้ทัน”
เยว่ซีค่อย ๆ ยิ้ม
คำชมนี้ต่างจากเสียงเชียร์ที่นางเพิ่งได้ยิน
เขาเห็นว่าตอนนั้นนางกำลังตัดสินใจอะไร
“แล้วตอนชนะเล่า”
หลิงยวนยื่นมือมา
เยว่ซีคิดว่าเขาจะหยิบขนม จึงยกหนีโดยอัตโนมัติ
มือเขากลับรับป้ายผ่านรอบที่นางถือซ้อนอยู่ใต้ห่อผ้า หมุนด้านที่มีตราประทับให้นางเห็น
“เก็บให้ดี เจ้าเกือบเอามันห่อขนม”
เยว่ซีก้มมองแล้วหัวเราะออกมา
“ข้ามัวแต่กินเจ้าค่ะ”
เขาคืนป้ายให้
“ข้าภูมิใจในตัวเจ้า”
นางเงยหน้าทันที
หลิงยวนพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่เยว่ซีกลับรู้สึกว่าทั้งเสียงผู้ชมและเสียงกระบี่จากลานข้าง ๆ เบาลงพร้อมกัน
นางพับห่อขนมช้า ๆ
“ประโยคนี้…ท่านควรพูดตั้งแต่แรก”
“เจ้าจะเคี้ยวต่อไหวหรือ”
เยว่ซีหันหนีทั้งที่ยิ้มอยู่
⸻
เสียงเรียกชื่อเหยียนอวี้หนิงดังจากลานปราณช่วงบ่าย
นางฝากห่อผ้าไว้กับเสี่ยวถัง แล้วเดินผ่านเยว่ซีไป
“ดูให้ดี คราวนี้ข้าจะไม่ใช้ดินแค่ขวางน้ำ”
เยว่ซีขยับไปยืนข้างเชือกทันที
คู่ต่อสู้ของอวี้หนิงใช้ปราณลม กระบี่เคลื่อนเร็วและเท้าแทบไม่หยุดอยู่กับที่ เมื่อสัญญาณเริ่มดังขึ้น เขาก็พุ่งเข้าหานางจากด้านข้าง
อวี้หนิงไม่ยกกำแพงดิน
นางก้าวรับกระบี่
หนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วถอยเปิดทาง
คู่ต่อสู้ตามอย่างรวดเร็ว แต่พื้นใต้เท้าหน้ากลับยุบลงเล็กน้อย แรงส่งที่ควรพุ่งไปข้างหน้าสะดุดไปครึ่งจังหวะ
เท่านั้นก็พอ
อวี้หนิงฟันกระบี่ตัดทางเข้าถึงข้อมือ ชายหนุ่มใช้ลมดันตัวหลบได้ แต่ต้องลงเท้าใหม่ในจุดที่นางรออยู่แล้ว
สันดินยกขึ้นรับส้นรองเท้าเขา
กระบี่ของอวี้หนิงหยุดตรงหน้าอก
การประลองจบเร็วจนเสี่ยวถังยังอ้าปากค้าง
เยว่ซีเป็นคนปรบมือก่อน
เมื่อนางเดินลงจากลาน จ้าวเฉิงจึงถาม
“เหตุใดตอนซ้อมกับเยว่ซีเจ้าจึงใช้เวลานานนัก”
อวี้หนิงรับห่อผ้าคืน
“เพราะนางถามมาก”
“ข้าไม่ได้ถามระหว่างสู้!” เยว่ซีโต้
อวี้หนิงปรายตามอง
“ตอนนี้ก็ยังเถียง”
นางเดินไปลงชื่อรับผล แต่เยว่ซีเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่อีกฝ่ายหันซ่อนไม่ทัน
ครั้งนี้นางไม่ได้รีบเดินตามไปแกล้ง
เพียงมองลานอีกครั้งแล้วนึกถึงกระบวนท่าเมื่อครู่
ดินยุบเพียงนิดเดียว
แต่เปลี่ยนผลการต่อสู้ได้ทั้งคู่
นางยังมีสิ่งให้เรียนรู้อีกมาก
⸻
บนอัฒจันทร์แขก ชายชุดม่วงเข้มรับถ้วยชาที่เติมใหม่
ผู้ติดตามก้มลงกล่าวเบา ๆ
“นางใช้ได้สองสายตามข่าว แต่ยังสลับช้า ไม่มีสิ่งใดเกินกว่าที่คนทั่วไปเห็น”
ชายผู้นั้นมองเถาที่ผู้ดูแลกำลังเก็บออกจากลาน
“วันนี้เห็นเพียงเท่านี้”
“จะให้เฝ้าต่อหรือขอรับ”
“ดูการแข่งขันตามปกติ อย่าเข้าใกล้นาง”
เขาวางถ้วยลง
อีกฟากหนึ่ง ผู้อาวุโสสวี่กำลังบอกเยี่ยจื้อหยวนเรื่องการเปลี่ยนปราณช่วงท้าย
“ครั้งนี้นางถอนน้ำก่อนส่งปราณไม้ ไม่ลากสองสายชนกันเหมือนตอนเริ่มฝึก”
เยี่ยจื้อหยวนพยักหน้า
“นางเริ่มรู้ว่าต้องหยุดสิ่งใดก่อนจะทำสิ่งต่อไป”
ทั้งสองมองลงไปยังกลุ่มศิษย์ด้านล่าง
เยว่ซีกำลังเถียงกับจ้าวเฉิงเรื่องใครจะถือห่อขนม ส่วนเสี่ยวถังใช้โอกาสนั้นหยิบชิ้นหนึ่งไปแล้ว
ผู้อาวุโสสวี่หัวเราะเบา ๆ
จากนั้นจึงลุกขึ้น
“ไปดูคนเจ็บกันเถิด เถียนลู่ยังรอเราอยู่”
⸻
เมื่อแดดเริ่มอ่อน ผู้ดูแลนำรายชื่อรอบถัดไปมาติด
ผู้เข้าแข่งขันกรูกันเข้าไปดู แต่จ้าวเฉิงไม่ได้แทรกตาม เขายืนอยู่ด้านนอก ยกกระบี่เปล่าในฝักขึ้นลองน้ำหนักอีกครั้ง
แขนไม่เจ็บ
ทว่าจังหวะหยุดปลายฝักยังช้ากว่าที่ตั้งใจเล็กน้อย
เขาลองใหม่แล้วลดมือลงเอง
วันนี้อาจารย์ฉินให้ขยับเบา ๆ เท่านั้น
เยว่ซีเดินกลับมาจากแผ่นประกาศพร้อมเสี่ยวถัง
“รอบต่อไปของข้ายังไม่ใช่พรุ่งนี้” นางบอก “ข้ามีเวลาพัก”
จ้าวเฉิงยิ้ม
“ดี จะได้ไม่แย่งคนดูจากข้า”
“ของเจ้าก็ยังอีกหลายคู่”
“เช่นนั้นคนดูก็มีเวลาเตรียมเสียงเชียร์”
เยว่ซียื่นห่อขนมชิ้นสุดท้ายให้
“เอาไว้ก่อน ถือว่าให้ล่วงหน้า”
จ้าวเฉิงรับมา
คราวนี้เขาไม่ได้ตอบเป็นมุกทันที
นางชี้แขนเขา
“ไม่ต้องรีบทำให้ทุกอย่างกลับมาในวันนี้หรอก”
เขามองฝักกระบี่ในมือ ก่อนพยักหน้า
“ข้าจะเก็บแรงไว้ให้เจ้าต้องเชียร์จนเสียงแหบ”
“ข้าจะพกน้ำไป”
เยว่ซีตอบแล้วหันไปเรียกเสี่ยวถังที่ยังอ่านรายชื่ออยู่อีกฝั่ง
จ้าวเฉิงก้มมองขนมในมือ ยิ้มกับมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บลงห่ออย่างระวัง
เสียงคนรอบแผ่นประกาศกลับดังขึ้นพร้อมกัน
เสี่ยวถังหันมามองพวกเขา
“เยว่ซี มาดูคู่ถัดจากนี้!”
นางแทรกกลับเข้าไปเพียงนิดก็เห็นชื่อบนกระดาษ
โม่หลิงยวน
เยว่ซีไล่สายตาไปยังชื่อคู่ต่อสู้ เป็นชื่อที่นางไม่คุ้น แต่ศิษย์ต่างสำนักข้างตัวกลับเริ่มคุยกันอย่างตื่นเต้น
“คนที่ใช้กระบี่คู่ผู้นั้น!”
“เมื่อครู่รอบแรกยังไม่ถึงสิบกระบวนท่าเลย”
เยว่ซีหันไปมองลานกระบี่
ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงโต๊ะตรวจอาวุธ กระบี่สองเล่มวางขนานกัน เล่มหนึ่งยาว อีกเล่มสั้นกว่าช่วงแขน
เขารับป้ายคืน แล้วหันมาคำนับหลิงยวนซึ่งเพิ่งเดินไปถึง
ทั้งสองพูดกันไม่กี่คำ
ชายผู้นั้นยิ้ม ก่อนชักกระบี่สั้นออกจากฝักเพียงคืบเดียว
แสงจากคมโลหะสะท้อนวาบ
หลิงยวนก้มมอง แล้ววางมือบนด้ามกระบี่ของตนเป็นครั้งแรกตั้งแต่จบคู่ของเยว่ซี
เสียงผู้ตัดสินเรียกดังขึ้น
“คู่ถัดไป เตรียมขึ้นลาน!”
เยว่ซีรีบเดินไปยังที่นั่งข้างทางเดิน ตำแหน่งเดียวกับที่เขานั่งดูนางเมื่อเช้า
ตอนอยู่บนลาน นางยังพอควบคุมมือกับเท้าตนเองได้
แต่ตอนเห็นหลิงยวนก้าวขึ้นบันได หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นทั้งที่นางไม่ได้ขยับไปไหนแล้ว