Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 87 — คนที่รอรับตัวนาง

Share

บทที่ 87 — คนที่รอรับตัวนาง

last update publish date: 2026-10-24 00:02:27

ชายใต้มือโม่หลิงยวนดิ้นอีกครั้ง

หลิงยวนกดข้อศอกเขาลงกับขอบรถ แล้วแตะสองนิ้วตรงหัวไหล่ ปราณสีเงินอมฟ้าตัดผ่านจุดเดินปราณอย่างแม่นยำ

แขนที่เกร็งอยู่พลันหมดแรง

ศิษย์หอวินัยเข้าล็อกตัวทันที คนร้ายทั้งสี่ถูกแยกออกจากกัน อาวุธถูกเตะพ้นมือ ส่วนผู้ที่หมดสติอยู่ข้างล้อรถถูกตรวจชีพจรก่อนใส่ห่วงผนึก

หลินเยว่ซีมองปลายแถบผ้าดำบนพื้น

เศษแขนเสื้อของนางยังติดอยู่กับมัน

เมื่อครู่ หากกระบี่ตัดผ้าไม่ขาด…

“เยว่ซี”

นางสะดุ้ง

หลิงยวนยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

เขาไม่ได้ถามซ้ำว่าบาดเจ็บหรือไม่ เพียงรับกระบี่จากมือนางอย่างระมัดระวัง นิ้วที่เกร็งจนซีดค่อย ๆ คลายออก เผยเลือดซึ่งเปื้อนอยู่เต็มด้าม

“มีแผลตรงไหนอีก”

นางก้มมองตัวเอง ก่อนส่ายหน้า

“ข้อมือกับมือ…ไหล่เจ็บนิดหน่อย”

เขาถอดเสื้อคลุมชั้นนอกคลุมไหล่ที่ตะเข็บขาดให้นาง แล้วหันไปเรียกผู้รักษาซึ่งเพิ่งมาถึง

เยว่ซีกลับจับชายแขนเขาไว้ก่อน

“ศิษย์พี่ที่คุ้มกันพวกข้าถูกฟันแขน เขาเสียเลือดมากกว่า”

หลิงยวนมองตาม

ศิษย์หอวินัยผู้นั้นยืนพิงเสา มือยังจับกระบี่แน่น แม้เลือดจะไหลลงถึงปลายนิ้ว

“วางกระบี่ได้แล้ว” หลิงยวนบอกเขา “เจ้าทำหน้าที่ครบแล้ว”

ชายหนุ่มเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าการต่อสู้สิ้นสุดลง

เขาคลายนิ้วช้า ๆ ก่อนปล่อยให้ผู้รักษาเข้าประคอง

เยว่ซีหันไปหาเสี่ยวถัง

เพื่อนกำลังนวดข้อศอกที่กระแทกพื้น พอเห็นนางมองก็รีบยกแขนทั้งสองข้างให้ดู

“ยังอยู่ครบ”

จ้าวเฉิงซึ่งนั่งอยู่บนขั้นบันไดยกมือแตะหน้าผากตนเอง

“ข้าก็อยู่ครบ แต่เหมือนจะงอกเพิ่มมาหนึ่งก้อน”

เสี่ยวถังหันไปมองรอยบวม

“ผู้ใดใช้หัวรับคนร้าย”

“ข้าไม่ได้รับ ข้าเป็นฝ่ายกระแทก”

เยว่ซีอยากหัวเราะ แต่พอขยับริมฝีปาก แผลข้างแก้มกลับแสบจนต้องสูดลมหายใจ

หลิงยวนเห็นแล้วขยับนิ้วแตะปลายคางนางเบา ๆ ให้หันมารับแสง

สายตาของเขาหยุดตรงรอยเลือด

เยว่ซีจึงพูดก่อน

“ข้าหลบมีดทัน เศษหินบาดเท่านั้น”

เขาพยักหน้า แต่ไม่ได้ถอนสายตาทันที

ข้างรถ คนร้ายที่ถูกจับเริ่มไอ

เยว่ซีหันกลับไปมอง แล้วนึกถึงบางอย่างขึ้นได้

“พวกเขาบอกให้พาข้าขึ้นหลังคา”

หลิงยวนเงยหน้า

“ทั้งที่ประตูลงเขาอยู่คนละทาง” นางกล่าวต่อ “บนหลังคาต้องมีทางที่พวกเขาเตรียมไว้”

เขาหันไปหาศิษย์หอวินัยทันที

“ตรวจอีกฟากของกำแพง อย่าไปคนเดียว”

⸻

เสียงโลหะครูดหินดังขึ้นหลังแนวเรือน

ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังลากบันไดออกจากกำแพง

ข้างเท้ามีกล่องไม้แบนห่อผ้าไว้ เขาได้ยินเสียงสัญญาณเตือนแล้ว แต่ยังพยายามยกบันไดพาดไหล่ ราวกับสิ่งที่ทำคืองานขนของธรรมดา

“วางลง”

เสียงสตรีดังจากปลายทางเดิน

เหยียนอวี้หนิงยืนอยู่ตรงนั้น

นางถูกสั่งให้กลับเรือนพักหลังการประลองหยุด จึงอยู่ใกล้ทางด้านนี้มากกว่าศิษย์ที่วิ่งมาจากสนาม เมื่อได้ยินสัญญาณก็รีบตามเสียงมา

ชายหนุ่มวางบันไดช้า ๆ

“ข้าเพียงเก็บของ”

“เช่นนั้นรอให้หอวินัยตรวจ”

เขาเหลือบมองกล่องข้างเท้า

อวี้หนิงเห็น

ปลายกระบี่ของนางยกขึ้นทันที

ชายหนุ่มเตะกล่องกระแทกกำแพง!

ฝากล่องเปิดออก จานโลหะด้านในกระเด็นลงบนทางเดิน เขากระโจนตาม ไม่ได้หนี แต่ยกส้นเท้าจะเหยียบหินใสตรงกลางจาน

พื้นใต้เท้าพลันยกตัว

เขาเสียหลัก

อวี้หนิงก้าวเข้าถึง ใช้ฝักกระบี่ปัดจานออกจากแนวเท้า ก่อนชักคมกระบี่จ่อหน้าอก

“มือออกจากแขนเสื้อ”

ชายหนุ่มชะงักไปอึดใจ

แล้วสะบัดมือเข้าใส่นาง

ผงสีเทาฟุ้งขึ้นตรงหน้า!

อวี้หนิงกลั้นหายใจ เบี่ยงตัวออกด้านข้าง ชายผู้นั้นฉวยจังหวะพุ่งผ่านนางไป

ทว่าเท้าก้าวแรกกลับติดอยู่ในร่องหินที่ยุบลง

เขาล้มคะมำ

ก่อนลุกได้ ปลายกระบี่ก็แตะต้นคอจากด้านหลัง

“ข้าบอกให้เอามือออก”

อวี้หนิงกระแทกฝักลงบนข้อมือ

ห่อผงอีกห่อหลุดตกพื้น

ศิษย์หอวินัยสองคนวิ่งเข้ามาทันพอดี หนึ่งในนั้นรีบใส่ห่วงผนึกให้นักโทษ ส่วนอีกคนหยุดมองจานโลหะซึ่งคว่ำอยู่ใกล้กำแพง

อวี้หนิงไม่ยอมให้ใครใช้มือหยิบ

นางยกปลายฝักชี้ห่อผงก่อน

“เก็บแยกกัน เขาตั้งใจทำลายจานนี่”

ชายหนุ่มที่ถูกกดอยู่กับพื้นหันมองสิ่งของชิ้นนั้น

สีหน้าเขาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

⸻

เมื่อเห็นหน้าคนที่ถูกพามา เยว่ซีก็จำได้ทันที

“คนถือกล่องเมื่อวาน”

หลิงยวนมองนาง

“เขามากับชายเสื้อคลุมสีน้ำตาล” นางยืนยัน “ข้ายังจำรอยปะตรงแขนเสื้อได้”

ชายหนุ่มก้มหน้าลง

กล่องที่เคยอุ้มอย่างทะนุถนอมถูกศิษย์หอวินัยวางไว้ห่างจากตัวเขา

ข้างในคือจานตรวจปราณ

เยว่ซีมองมันแล้วรู้สึกเหมือนข้อมือถูกห่วงบีบอีกครั้ง

เมื่อวานเพียงยื่นมือก็อาจได้สัมผัสของชิ้นนี้

วันนี้พวกเขาถึงกับเตรียมบันไดไว้อีกฟากกำแพงเพื่อพานางไปหามัน

หลิงยวนเดินไปหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม

“ผู้ที่ให้เจ้ารอรับคนอยู่ที่ใด”

ไม่มีคำตอบ

เขาจึงหันไปสั่งหัวหน้าหอวินัย

“กักตัวเจ้าของจานกับแขกชุดม่วงที่มาด้วยกัน แยกคน แยกเรือน ห้ามส่งของออก”

หัวหน้าหอวินัยรับคำแล้วส่งคนไปทันที

อวี้หนิงเดินเข้ามาหาเยว่ซี สายตากวาดผ่านแขนเสื้อขาด ข้อมือแดง และแผลข้างแก้ม

“เจ้าสู้กับเขาหรือ”

เยว่ซีพยักหน้า

“แต่เกือบถูกลากขึ้นหลังคา”

อวี้หนิงมองเศษผ้าบนพื้น

“เกือบ”

คำสั้น ๆ ทำให้เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

“เจ้ายังอยู่ตรงนี้” อวี้หนิงกล่าว “ไปทำแผลก่อน”

นางหันไปช่วยหอวินัยตรวจทางเดินต่อ ไม่ได้รอให้กล่าวขอบคุณ

หลิงยวนประคองแขนข้างที่ไม่เจ็บของเยว่ซี

คราวนี้เขาเดินไปพร้อมนาง

⸻

ห้องรักษาชั่วคราวอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงเรือนเดียว

เสิ่นซูเหอรับคนบาดเจ็บเข้าด้านใน ขณะที่อาจารย์ฉินซึ่งมาสมทบตัดแขนเสื้อศิษย์หอวินัยออกแล้วห้ามเลือดทันที

เยว่ซีนั่งลงบนเก้าอี้

พอไม่มีอาวุธอยู่ในมือ นางกลับไม่รู้จะวางมันไว้ที่ใด

นิ้วทั้งห้าสั่นน้อย ๆ

นางซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม

หลิงยวนย่อตัวลงตรงหน้า

“ส่งมือมา”

เยว่ซีมองเขา

“ข้าไม่ได้เป็นเช่นนี้ตอนสู้”

“ตอนนี้ไม่ต้องสู้แล้ว”

เขารออยู่เช่นนั้น

นางจึงค่อย ๆ ยื่นมือออกไป

หลิงยวนรองไว้โดยไม่กดแผล ปล่อยให้เสิ่นซูเหอใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างเศษหินออกจากฝ่ามือ

เยว่ซีสะดุ้ง

นิ้วของเขาขยับรับทันที ไม่ให้นางดึงมือหนีจนแผลเปิด

“อีกนิดเดียว” เสิ่นซูเหอบอก

เยว่ซีหันไปมองหน้าต่าง

ด้านนอกมีศิษย์หอวินัยเฝ้าประจำทั้งหน้าและหลังเรือน เสี่ยวถังนั่งอยู่ใกล้ประตู ส่วนจ้าวเฉิงถูกอาจารย์ฉินจับหันหน้ามาตรวจรอยบวม

ทุกคนอยู่ที่นี่

นางนับได้ครบ

ไหล่ที่เกร็งมาตลอดจึงค่อย ๆ ลดลง

“ข้าตัดแขนเสื้อตัวเองได้” นางพูดเบา ๆ “ตอนเขาดึง ข้านึกออกว่าถ้ายังฝืนแย่งกระบี่ ข้อมือจะถูกลากไปด้วย”

หลิงยวนฟังโดยไม่แทรก

“แล้วตอนเข้าใกล้ ข้าจำเรื่องมืออีกข้างได้ แต่เสี่ยวถังเห็นก่อนข้า”

“พวกเจ้าช่วยกันได้ดี”

นางก้มมองผ้าพันแผลที่เสิ่นซูเหอกำลังพันรอบฝ่ามือ

“ข้าอยากเก่งกว่านี้”

หลิงยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วแตะมือข้างที่พันเสร็จแล้ว

“วันนี้เจ้าทำให้พวกมันเสียเวลา จนส่งสัญญาณออกมาได้”

เยว่ซีเงยหน้า

“ข้าไปถึงเพราะพวกเจ้าส่งสัญญาณ”

คำตอบนั้นทำให้นางเม้มปากแน่น

คราวนี้ไม่ได้พยายามกลั้นยิ้ม

หลิงยวนไม่เร่งให้นางพูดต่อ เขารอจนเสิ่นซูเหอทำแผลเสร็จ แล้วช่วยดึงเสื้อคลุมให้พ้นหัวไหล่ที่ช้ำ

ผู้คุมคนหนึ่งมาหยุดหน้าประตู

“พบตัวทั้งสองแล้วขอรับ อยู่ที่เรือนรับรอง ยังไม่มีผู้ใดออกจากเขตตรวจ”

หลิงยวนลุกขึ้น

เยว่ซีมองตามมือที่กำลังถอนออก

เขาจึงหยุด

“ข้าจะกลับมาที่นี่”

นางพยักหน้า ก่อนปล่อยชายแขนเสื้อที่เผลอจับไว้

“ข้ารอ”

⸻

เรือนรับรองฝั่งตะวันออกถูกล้อมแล้ว

ชายชุดม่วงนั่งอยู่ตรงระเบียง มือวางบนเข่า ไม่มีอาวุธชักออกจากฝัก ส่วนชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลยืนอยู่ข้างประตู ใบหน้าบึ้งตึง

เจ้าสำนักชิงเสวียนมาถึงก่อนหลิงยวน

“ค้นทุกห้อง” เขาสั่ง

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลก้าวออกมา

“พวกข้าเป็นแขก ท่านจะกล่าวหากันเพียงเพราะ—”

ศิษย์หนุ่มผู้ถือกล่องถูกพาเข้าประตูมา

คำพูดของเขาหยุดลงทันที

ตามด้วยคนใช้แถบผ้าดำซึ่งถูกจับแยกอยู่ด้านหลัง

หลิงยวนวางกล่องจานตรวจปราณลงบนโต๊ะกลางระเบียง

“ของท่าน?”

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลมองมัน

“ใช่”

“ศิษย์ท่านนำไปรอหลังทางที่มีคนดักจับหลินเยว่ซี เมื่อถูกพบ เขาพยายามทำลายมัน”

“ข้าใช้ให้เขาขนกลับเรือน”

“พร้อมบันได?”

อีกฝ่ายเงียบ

ชายชุดม่วงจึงเอ่ยขึ้น

“หากศิษย์ทำผิด ย่อมต้องสอบให้ชัด แต่ผู้เป็นอาจารย์อาจไม่รู้ทุกสิ่งที่ศิษย์ทำ”

เจ้าสำนักหันมองเขา

“เช่นนั้นท่านคงไม่ขัดข้องที่จะอยู่รอจนสอบชัด”

“ย่อมไม่ขัดข้อง”

ชายชุดม่วงตอบอย่างสงบ

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลหันไปมองเขาทันที

หลิงยวนเห็นการเคลื่อนไหวนั้น แต่ยังไม่พูดอะไร

ผู้อาวุโสสวี่ก้าวขึ้นระเบียง เขาเปิดกล่อง ใช้เครื่องมือยกจานออกมาวางบนแผ่นรอง แล้วพลิกดูด้านหลัง

“ตอนเสนอให้นางตรวจ ท่านบอกให้ส่งปราณสองสายลงไป”

“เครื่องมือตรวจปราณก็ต้องใช้ปราณ”

“เหตุใดจึงมีร่องส่งพลังออกจากจาน”

นิ้วของชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลขยับ

ผู้อาวุโสสวี่หยุดเครื่องมือทันที

“มือออกจากแขนเสื้อ”

อีกฝ่ายพลันพุ่งเข้าใส่โต๊ะ!

แสงสีแดงจุดขึ้นระหว่างนิ้ว

เขาตบมันลงบนจานตรวจปราณ

แต่ฝ่ามือยังไม่ทันถึง ปลายกระบี่ของหลิงยวนก็กดเข้าที่ข้อมือแล้วเบี่ยงออก

ยันต์สีแดงกระแทกพื้นระเบียง

ไฟลุกพรึ่บ!

ผู้อาวุโสสวี่ยกแผ่นรองพร้อมจานถอยออกจากโต๊ะ ขณะที่หลิงยวนก้าวขวางชายผู้นั้นไว้

อีกฝ่ายชักอาวุธบางจากแขนเสื้อ

เป็นเข็มยาวเท่าฝ่ามือ

เขาแทงตรงเข้าต้นคอหลิงยวนด้วยระยะใกล้จนศิษย์ด้านหลังร้องเตือน

หลิงยวนจับข้อมือเขาไว้

บิด

เข็มตกพื้น

แล้วร่างชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลก็ถูกกดลงกับโต๊ะจนขาไม้หักไปข้างหนึ่ง

ไฟที่พื้นถูกเจ้าสำนักสะบัดแขนเสื้อดับลง

ทุกอย่างสิ้นสุดก่อนควันจะลอยถึงชายคา

ชายชุดม่วงลุกขึ้นช้า ๆ

หลิงยวนหันกระบี่ไปทางเขาทันที

อีกฝ่ายหยุด แล้วยกมือทั้งสองขึ้นให้เห็น

“ข้าเพียงจะถอยจากไฟ”

“ยืนตรงนั้น”

น้ำเสียงหลิงยวนไม่มีช่องให้ต่อรอง

ชายชุดม่วงจึงยืนนิ่ง

ด้านล่าง ศิษย์หนุ่มผู้ถือกล่องมองอาจารย์ที่ถูกกดอยู่กับโต๊ะ ก่อนหันไปมองชายชุดม่วง

“ท่านบอกว่าจะพาพวกเราลงเขา…”

“หุบปาก!”

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลตะโกน

ช้าไปแล้ว

เจ้าสำนักมองคนทั้งสามทีละคน

“แยกตัวไปสอบ ห้ามพบกันอีก”

⸻

ใต้ฐานจานตรวจปราณมีฝาโลหะซ้อนอยู่

ผู้อาวุโสสวี่เปิดมันออกในห้องที่จัดไว้ตรวจหลักฐาน โดยมีเยี่ยจื้อหยวนยืนอยู่ตรงข้าม

ภายในเป็นหลอดแก้วเล็กฝังอยู่กับร่องอักขระ

มีของเหลวสีคล้ำติดก้นหลอดเพียงนิดเดียว

เยี่ยจื้อหยวนก้มมอง แต่ไม่ยื่นมือเข้าไปแตะ

“ของที่ยึดจากคนดักจับเล่า”

ศิษย์หอวินัยนำห่วงที่หลิงยวนตัดขาดมาวางข้างกัน

ผู้อาวุโสสวี่ตรวจร่องด้านใน ก่อนใช้ปลายเครื่องมือชี้ให้ดู

รอยสลักบนห่วงกับใต้จานมีช่วงหนึ่งตรงกัน

หลิงยวนยืนอยู่ข้างประตู

“ห่วงทำให้ปราณนางสะดุด”

“มันกดทางเดินปราณ” ผู้อาวุโสสวี่ตอบ “ส่วนจานมีทางดึงพลังออกไปเก็บข้างล่าง”

ห้องเงียบลง

เยี่ยจื้อหยวนมองรอยคล้ำในหลอดแก้วอีกครั้ง

“แล้วของที่อยู่ในนี้มาจากผู้ใด”

ไม่มีใครตอบได้

ทันใดนั้น เสียงกระจกแตกร้าวดังแผ่วเบา

เส้นสีคล้ำภายในหลอดค่อย ๆ ยืดขึ้น

มันไม่ได้ไหลตามแรงเอียงของจาน

มันกำลังเลื้อยทวนขึ้นไปหาช่องรับปราณด้านบน

เยี่ยจื้อหยวนวางแผ่นผนึกครอบทันที

ของเหลวกระแทกผิวหลอดจนเกิดเสียงติ๊ก!

ครั้งหนึ่ง

แล้วอีกครั้ง

หลิงยวนก้าวเข้ามา แสงสีเงินอมฟ้าปิดทับรอบแผ่นผนึกอีกชั้น

เส้นคล้ำหยุดเคลื่อนไหว

ผู้อาวุโสสวี่ค่อย ๆ วางเครื่องมือลง

“จานตรวจปราณไม่ควรมีสิ่งนี้”

เยี่ยจื้อหยวนเงยหน้ามองหลิงยวน

“นำคนที่ใช้จานนี่มา ข้าต้องรู้ว่าเขาใส่อะไรลงไป”

⸻

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลถูกพาเข้ามาพร้อมผู้คุมสองคน

ความโกรธบนใบหน้าเขาหายไปทันทีที่เห็นฝาใต้จานเปิดอยู่

เยี่ยจื้อหยวนถามเพียงคำเดียว

“อะไร”

อีกฝ่ายไม่ตอบ

หลิงยวนเลื่อนห่วงที่แตกออกไปข้างจาน

“เจ้าจะจับนาง กดปราณนาง แล้วบังคับวางมือลงไป”

ชายผู้นั้นกลืนน้ำลาย

“ข้าแค่ต้องการดูว่านางรับพลังได้กี่สาย”

ของในหลอดกระแทกผนึกอีกครั้ง

คราวนี้เขาสะดุ้งจนโซ่ข้อมือดัง

เยี่ยจื้อหยวนมองปฏิกิริยานั้น

“เจ้ากลัวของที่ตนเองนำมา?”

“มันอยู่ในหลอดก็ไม่มีอะไร!”

“จนกว่าจะมีคนส่งปราณลงไป” หลิงยวนกล่าว

อีกฝ่ายหันมองเขา

ความเงียบยาวนานขึ้นทีละลมหายใจ

ก่อนชายผู้นั้นจะพยักหน้าอย่างยากเย็น

“ใครให้มา”

เขาก้มหน้า

หลิงยวนไม่ได้ถามซ้ำ

เพียงวางกล่องเข็มเงินจากสนามประลองลงข้างจาน

เมื่อเห็นของทั้งสองอยู่ร่วมกัน ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลก็หลับตาลง

“ข้าจะบอก”

เสียงเขาแหบจนแทบฟังไม่ชัด

“แต่พวกท่านต้องไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ข้า”

เจ้าสำนักซึ่งยืนฟังอยู่ด้านหลังสั่งให้ผู้คุมออกไปเพิ่มกำลังเฝ้าชายชุดม่วงทันที

ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลกลับส่ายหน้าอย่างรุนแรง

“อย่าให้เขาได้เลือด!”

ผู้คุมหยุดตรงประตู

หลิงยวนหันกลับมา

“หมายความว่าอย่างไร”

คนตรงหน้ามองหลอดแก้วที่ถูกผนึกไว้ แล้วพูดเร็วขึ้นจนแทบไม่เว้นลมหายใจ

“ตอนพกเข้ามามันไม่มีปราณให้ตรวจพบ ต้องใช้เลือดปลุกมันก่อน เขายังมีอีกชิ้น ข้าเห็นตอนเตรียมของ—”

หลิงยวนพ้นประตูไปแล้ว

⸻

ในเรือนรับรองอีกหลัง ชายชุดม่วงยืนให้ผู้คุมถอดป้ายและตรวจแขนเสื้ออย่างสงบ

กระบี่ของเขาถูกวางไว้ไกลมือ

ขวดหยกสามใบถูกนำออกมาจากห่อสัมภาระ ทุกใบมีตราปิดครบ

“มืออีกข้าง” ผู้คุมกล่าว

เขายื่นมือออกไป

ฝ่ามือว่างเปล่า

ไม่มีใครเห็นว่า ก่อนคลายนิ้ว เขาเพิ่งกดเล็บลงบนรอยแผลเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้ข้อพับนิ้ว

เลือดหยดเล็กซึมออกมา

แล้วหายลงใต้ผิวทันที

ชายชุดม่วงก้มหน้ามองมือของตน

ตรงข้อมือมีบางสิ่งขยับผ่านไปหนึ่งครั้ง

คล้ายชีพจร

แต่ช้ากว่าชีพจรของเขามาก.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 102 — คราวนี้ข้าจะไปให้ทัน

    “ตอนนั้นท่านแม่อยู่ข้างข้า แล้วข้ากำลังเรียกใคร”หลินเยว่ซีวางบันทึกลงกลางโต๊ะประโยคสุดท้ายยังติดอยู่ในสายตา นางอายุเพียงสี่ขวบ แต่กลับได้ยินเสียงเรียกจากคนที่ไม่มีตัวตน ก่อนเหตุการณ์เมืองหลินอันถูกทำลายถึงหนึ่งปีผู้อาวุโสสวี่เลื่อนกระดาษส่วนที่พับไว้ออก“วันต่อมาบิดาเจ้าพาออกจากเรือนด้านตะวันตก อาการก็สงบ เขาเขียนไว้เท่านี้”เยว่ซีอ่านต่อจนถึงปลายหน้า แล้วพลิกด้านหลังเองไม่มีข้อความอื่นนางหันหาโม่หลิงยวน“ท่านเคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่”“ไม่เคย ตอนข้าพบเจ้า เจ้าห้าขวบแล้ว”“เช่นนั้นอย่าเพิ่งถือว่าเป็นอาคมเดียวกับที่ใช้จับคนเหล่านั้น”เยี่ยจื้อหยวนเงยหน้ามองนางเยว่ซีชี้ข้อความเรื่องย้ายเรือน“คนเจ็บที่เราช่วยกลับมายังมีอาการหลังออกจากที่ขัง แต่ข้าสงบลงทันทีที่เปลี่ยนสถานที่ อย่างน้อยมันก็ต่างกันตรงนี้เจ้าค่ะ”“ถูกต้อง” เขาตอบ “เก็บข้อแตกต่างนี้ไว้ตรวจต่อ”นางพยักหน้า ก่อนขอกระดาษมาคัดข้อความส่วนของบิดาระหว่างเขียน สายตากลับสะดุดลายหมึกที่คนอื่นเพิ่มลงในบันทึกฉบับใหญ่ ตรงที่บิดากำชับให้หยุดเมื่อผู้ป่วยเจ็บ มีคำสั่งให้ฝืนส่งปราณต่อเขียนทับอยู่พู่กันในมือนางหยุด“คนเขียนส่วนนี้ถูกจ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 101 — ลายมือที่กลับมาถึงนาง

    เผยเหวินซูหันกลับมาเมื่อได้ยินคำถามผู้คุมหยุดตาม เขามองบันทึกที่เยว่ซีประคองอยู่ ก่อนเดินกลับเข้ามาใต้ชายคาโดยมีคนตามประกบ“ตอนที่เซี่ยจิ้งเหิงสั่งให้ข้านำไปส่ง มันอยู่ในห้องหนังสือของเขาแล้ว”“เขาเคยบอกหรือไม่ว่าได้มาอย่างไร”“ไม่เคย”คำตอบสั้นจนเยว่ซีเผลอกำขอบกระดาษเผยเหวินซูเห็น แต่ไม่ได้รีบเติมสิ่งที่ตนไม่รู้ลงไปเพื่อให้นางพอใจ“ข้าจำได้ว่าตอนรับมา ปกกับเนื้อในหลุดจากกัน เขาให้คนเย็บใหม่ก่อนส่งออก ข้าเห็นเพียงหน้าที่เปิดค้างอยู่กับข้อความที่เขาสั่งให้ตรวจ”ผู้อาวุโสสวี่พลิกดูสันบันทึกทันทีด้ายสองแนวซ้อนกันอยู่จริง แนวหนึ่งสีซีดเกือบกลืนกับกระดาษ อีกแนวใหม่กว่าและร้อยห่างอย่างลวก ๆเยว่ซีมองรอยเย็บนั้นสิ่งที่บิดาเคยเขียนเพื่อช่วยคน ถูกใครบางคนถอดออก เปลี่ยนคำสอน แล้วเย็บกลับเข้าเล่มเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น“ส่วนที่ใช้เสียงเรียกคน…” นางถาม “เป็นของท่านพ่อด้วยหรือไม่เจ้าคะ”เยี่ยจื้อหยวนเลื่อนบันทึกเข้าหาแสง“ที่อ่านพบตอนนี้ บิดาเจ้าใช้สิ่งคุ้นเคยช่วยให้ผู้ป่วยแยกความทรงจำออกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่วนผู้แก้ไขกลับใช้ความคุ้นเคยนั้นหลอกให้คนยอมเปิดเส้นปราณ”เขาชี้ข้อความซึ่งถูก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 100 — โอกาสที่ต้องเดินกลับมา

    “เจ้าจะออกจากที่คุมขังเพื่อช่วยคนครั้งนี้เท่านั้น”เจ้าสำนักกล่าวพลางเลื่อนคำสั่งแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเผยเหวินซู“เครื่องผนึกปราณยังอยู่ ห้ามพกอาวุธ ห้ามแยกจากผู้ควบคุม หากพบสิ่งใดต่างจากที่เคยให้การ ต้องแจ้งทันที เมื่อเสร็จงานให้กลับมารับโทษตามเดิม”เผยเหวินซูก้มอ่านจนจบ“ข้ายอมรับ”ผู้คุมวางพู่กันให้ เขาจึงลงชื่อใต้คำสั่ง มือข้างที่ถูกเครื่องผนึกเสียดสีมีรอยแดง แต่ไม่ได้ร้องขอให้คลายออกจ้าวเฉิงมองลายมือบนกระดาษแล้วหันหาเจ้าสำนัก“ข้ามีเรื่องจะถามขอรับ”เผยเหวินซูวางพู่กันลง“ถามข้าเถิด”จ้าวเฉิงมองเขาตรง ๆ“จะให้พวกเราไว้ใจเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าก็เคยหักหลังพวกเรา”ห้องเงียบลงทันทีเผยเหวินซูไม่ได้หลบสายตา แต่คำตอบกลับช้ากว่าตอนรับเงื่อนไข“ข้าไม่มีคำใดทำให้เรื่องนั้นหายไป”“แล้วหากข้างในมีทางหนีที่เจ้าจงใจไม่เขียน—”“จ้าวเฉิง”เยว่ซีเรียกเบา ๆเขาหันมา สีหน้ายังคงเคร่งเครียด“ข้าไม่ได้ค้านเพราะไม่อยากช่วยคน แต่หากเขาพาหลิงยวนกับผู้อาวุโสเข้าไปติดกับ เราจะเสียคนเพิ่มอีกเท่าไร”“ข้าก็กลัวเรื่องนั้น”คำตอบทำให้เขานิ่งเยว่ซีมองเผยเหวินซู ก่อนพูดต่อ“ข้ายังจำสิ่งที่เขาทำได้ แต่คำเตือน

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 99 — เสียงของคนที่ไม่อยู่

    “ตรวจสายเลือด?”หลินเยว่ซีเงยหน้าจากจดหมายเสียงเก็บเก้าอี้จากลานพิธีรับรางวัลยังดังลอดหน้าต่างเข้ามา ป้ายรางวัลบนฝักกระบี่ของหลิงยวนยังผูกด้วยเชือกเส้นที่นางเพิ่งจัดให้ แต่บนโต๊ะตรงหน้ากลับมีคำขอเลือดของนางวางอยู่เรียบร้อยแล้วเจ้าสำนักเลื่อนจดหมายอีกสามฉบับมารวมกัน“บางสำนักเชิญเจ้าไปพักฟื้น บางแห่งเสนอช่วยฝึกควบคุมปราณ ข้าเรียกมาถามความประสงค์ของเจ้า มิได้รับปากผู้ใด”เยว่ซีวางจดหมายคืน“ข้าไม่ไปเจ้าค่ะ”“อาจารย์ฉินกับท่านเยี่ยดูแลข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”เจ้าสำนักพยักหน้า ก่อนส่งจดหมายให้ศิษย์รับรอง“แจ้งตามนี้ แล้วส่งแขกกลับไปพัก ไม่ต้องรอพบเยว่ซี”ศิษย์รับคำแล้วออกจากห้องไม่มีใครขอให้นางคิดใหม่เยว่ซีจึงคลายมือที่กำชายแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว หลิงยวนเห็น แต่เพียงขยับเก้าอี้ให้นางลุกสะดวกทั้งสองเดินออกทางประตูข้าง ระหว่างผ่านระเบียง เสียงสนทนาจากห้องรับรองดังขึ้นพอดี“แม้แต่พบสักครู่ก็ไม่ได้หรือ”“ศิษย์พี่หลินต้องพักขอรับ”“ข้าเพียงอยากช่วยให้นางรู้ว่าพลังนั้นมาจากไหน”เยว่ซีชะลอฝีเท้า เหลือบมองไปเพียงครู่เดียวหลิงยวนหยุดรออยู่ข้างหน้า“กลับหรือไม่”เยว่ซีเดินไปจับมือเขาเอง“กลับเ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 98 — วันที่เสียงปรบมือกลับมา

    “อย่าให้ผู้ใดตามเสียงเข้าไปตามลำพัง”เยี่ยจื้อหยวนกล่าวหลังอ่านรายงานจบ เขาพลิกกระดาษกลับไปดูคำให้การของผู้รอดชีวิตอีกครั้ง ก่อนวางลงตรงหน้าเจ้าสำนัก“ยังสรุปไม่ได้ว่าเสียงมาจากคน อาคม หรือสิ่งอื่น แต่หากมันดังจากห้องที่ตรวจแล้วว่าไม่มีใคร ต้องรักษาระยะไว้ก่อน”ผู้อาวุโสสวี่เตรียมแผ่นอาคมลงกล่อง“ข้าจะไปกับคนส่งข่าว ตรวจทางเชื่อมใต้ดินและรอยสลักในห้อง ส่วนผู้รอดชีวิตให้ย้ายออกมาก่อน”หลิงยวนเลื่อนแผนที่เข้ามา“ใช้ทางเกวียนด้านใต้ เส้นทางสั้นกว่า และไม่ต้องผ่านช่องเขา ข้าจะให้คนไปสมทบที่ปากทาง”เจ้าสำนักอนุญาตทันที พร้อมส่งหมอและผู้คุ้มกันเพิ่มเมื่อจัดการเสร็จ ฟ้าด้านนอกเริ่มสว่างแล้วผู้อาวุโสสวี่ปิดกล่อง หันมองหลิงยวนซึ่งยังยืนอยู่ข้างแผนที่“เรื่องทางนี้มีคนรับแล้ว วันนี้เจ้ามีหน้าที่บนลาน”หลิงยวนพยักหน้าเขารอจนกลุ่มเดินทางพ้นประตู ก่อนหยิบกระบี่ขึ้นมาสายรัดข้อมือที่เยว่ซีผูกให้ยังเรียบร้อย⸻เยว่ซีมาถึงลานเหนือพร้อมยายหวังวันนี้เสี่ยวถังเลือกพักช่วงเช้า เพื่อเก็บแรงมาร่วมพิธีมอบรางวัลในตอนบ่าย จ้าวเฉิงรับปากจะจำกระบี่สุดท้ายไปเล่าให้ฟังอย่างละเอียด“ข้าบอกนางแล้วว่าจะไม่แต่งเต

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 97 — ก้าวกลับเข้าสู่ลาน

    เสียงกระบี่ไม้กระทบกันดังขึ้นสามครั้งครั้งที่สี่ เหยียนอวี้หนิงหยุดมือก่อนปลายกระบี่จะถึงไหล่จ้าวเฉิง“เจ้าเปลี่ยนเท้าเร็วเกินไป”จ้าวเฉิงก้มมองเท้าตนเอง“ข้าฝึกมาทั้งชีวิตเพื่อให้เร็วขึ้น วันนี้กลับต้องช้าลงอีก”“ข้าขอให้เจ้าจำลองจังหวะของเขา มิได้ขอให้เจ้าชนะข้า”“คำขอของเจ้าทำร้ายความมั่นใจข้ามาก”เยว่ซีซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งหลุดหัวเราะ ก่อนใช้ปลายกิ่งไม้ขีดเส้นบนดิน“ตอนเขายกกระบี่หนัก ไหล่จะขยับก่อน แต่ตอนส่งปราณดิน เขาจะกดส้นเท้า”อวี้หนิงลดกระบี่แล้วเดินมาดู“หากเขาใช้สองอย่างพร้อมกัน?”เยว่ซีวางกิ่งไม้ทาบเส้นหนึ่ง“ครั้งก่อนเราคิดแต่ทำให้เขาลงเท้าไม่เต็มฝ่าเท้า แต่ถ้าเขายืนมั่นคงอยู่แล้ว เจ้าจะทำอย่างไร”อวี้หนิงมองภาพบนดิน ก่อนใช้รองเท้าลบเส้นตรงกลางทิ้ง“ข้าไม่จำเป็นต้องทำให้เขาล้ม”นางขีดเส้นใหม่ออกไปด้านข้าง“ให้กระบี่เขาไปถึงตำแหน่งที่ต้องการ แล้วข้าไปอีกทาง”จ้าวเฉิงชะโงกมอง“ดี เช่นนั้นคนที่ต้องยืนรับคือข้าหรือ”อวี้หนิงยื่นกระบี่ไม้คืนให้“เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว”⸻สิบสองวันผ่านไปนับจากเหตุที่เรือนรักษาคนทั้งสามที่พยายามลักพาตัวผู้ป่วยถูกแยกสอบ บัญชีคลังอาวุธของสำนักต้นสังก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status