LOGIN“ไม่อยากให้ป้าไป เพราะกลัวจะไปจ๊ะเอ๋สาวๆ หรือเปล่า”
“อย่างอนสิครับ ไม่มีหรอก ผมชอบอยู่คนเดียว”
“คุณหนูค้างสักคืนสิคะ ป้าให้เด็กเก็บกวาดห้องไว้รอ”
“ไม่ล่ะครับ นอนไม่หลับกันพอดี”
“คุณพี่อิ่มแล้วเหรอคะ เพิ่งกินไปนิดเดียวเอง”
สิรีประจบเสียงหวาน เพิ่งเริ่มรับประทานไม่ทันไรสามีกลับวางช้อนคว้าแก้วมาดื่มน้ำ ใบหน้าดาราตกยุคร้าวระบมเมื่อสามีไม่สนใจตัวเอง แต่หันไปสนใจลูกชายคนโปรด
สิรีแค้นใจ ทั้งที่ปรเมศวร์นิสัยเสีย พูดจาไม่เพราะ สามีกลับรักลูกชายคนนี้มากเสียจนข้ามหัวลูกๆ ตนเอง
“นักข่าวมาโรงพยาบาลเยอะเหรอ เรียบร้อยดีไหม”
“เขามาทำข่าวตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องสนใจส่วนนั้น”
“เมื่อวานภรรยาคนไข้ที่ปลื้มดูแลโทรหาพ่อฝากพ่อมาขอบคุณ ที่ปลื้มช่วยดูแลอาการป่วยสามีเธอดี ปลื้มทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า ไปพักผ่อนไหม ช่วงงานแต่งกันต์ก็ได้ พ่ออนุมัติให้”
“อยากไปเมื่อไหร่จะไปเอง ไม่ต้องยุ่งกับชีวิตผม”
กับแม่บ้าน ปรเมศวร์พูดจาดีมีหางเสียงมากกว่าเวลาคุยกับพ่อแท้ๆ นายแพทย์สิทธิเดชหน่วงในหัวใจ รู้สึกอิจฉาแม้กระทั่งคนงาน สองพ่อลูกทำงานโรงพยาบาลเดียวกัน ทว่าไม่มีโอกาสกินอาหารเที่ยงหรือคุยกันในแต่ละวัน อย่าว่าแต่ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ อยู่ด้วยกัน แค่ผ่านทางมาเจอ ปรเมศวร์จงใจแยกตัวเดินหนีไปอีกทางก็มี ระยะห่างระหว่างพ่อลูกนับวันยิ่งไกลห่าง เหมือนกับว่าสายสัมพันธ์ท่านกับลูกชายหมดสิ้น
“หยุดพูดจาเลวๆ กับพ่อตัวเองได้แล้ว ทำตัวเหมือนคนไม่มีการศึกษามากขึ้นทุกวัน ทีกับขี้ข้าพูด ครับ ตามหลังทุกคำ!” สิรีแผดเสียงดัง สุธี สุจิราอยู่ใกล้ต่างเอื้อมมือมาเขย่าแขนไม่ให้พูด
“ถ้าผมพูดจาเลวตามที่ป้าปรักปรำต้องขึ้นไอ้! ขึ้นอี!”
ปรเมศวร์ปรายสายตาไปทางสุธี สุจิรา มาปิดท้ายด้วยสิรี ทำให้ทั้งสามคนโกรธหน้าดำคล้ำเครียด
“แต่ผมยังไม่ได้พูดแล้วจะด่าผมได้ยังไง ไม่ได้ยินผมกับพ่อทะเลาะกันสักวันจะตายลงตรงนี้ให้ได้เลยใช่ไหม!”
“ทำไมพูดกับน้าอย่างนี้! คุณพี่ คุณพี่ต้องจัดการลูกชายให้น้องนะคะ น้องไม่ยอม ลูกชายคุณพี่ไม่ให้เกียรติน้อง!” สิรีเขย่าแขนประมุข ร้องเรียนสามีให้ช่วยลงโทษคนทำผิด
“สงบปากสงบคำของเธอเดี๋ยวนี้ยัยสิรี! ถ้าเธอไม่จ้องหาเรื่องตาปลื้ม คิดเหรอ ลูกชายฉันจะอยากลดตัวลงไปคุยกับเธอ! ตาปลื้มมาถึงก็กินข้าว มีแต่เธอพูดไม่หยุด หวังจี้ใจดำอยากให้พ่อลูกทะเลาะกัน แผนตื้นๆ แค่นี้ คิดว่าคนอื่นมองไม่ออกหรือไง! ที่ตาปลื้มไม่อยากกลับบ้าน เพราะรังเกียจคนนิสัยแบบเธอยังไงล่ะ!”
“พี่นาก็ดีแต่เข้าข้างลูกชาย ไม่ลืมหูลืมตาดูเลยสักครั้งว่าลูกชายนิสัยเสียปากเสียกับพ่อตัวเองมากแค่ไหน คุณพี่ก็เหมือนกัน ยอมให้ลูกถอนหงอกอยู่ได้ ระวังเถอะลูกชายคุณพี่จะปากเสียจนกู่ไม่กลับ! น้องไม่อยากกินแล้วให้เด็กมาเก็บจานไปได้เลย ตาธี ยัยจิน ยัยฟ้า รีบกินรีบเข้าห้อง ไม่ต้องมาเดินเพ่นพ่านให้คนแถวนี้รำคาญ เกิดพลาดเดินชนลูกชายคนโปรดจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านเอาได้!”
“ควรทำอย่างนั้นมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ เพ่นพ่านอยู่ได้ ทั้งแม่ ทั้งลูก อีกหน่อยมีหลานมาด้วย น่าขยะแขยงสิ้นดี!”
“พี่นา! ด่าว่าดิฉันกับลูกๆ ถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ!”
“ทำไมฉันจะว่าไม่ได้ในเมื่อมันคือความจริง! แค่เธอกับลูกๆ สามคนฉันก็เหลืออดเหลือทนมานาน แต่ตาธีกลับพาเมียเข้ามา ตั้งใจจะขยายเผ่าพันธุ์ให้บ้านหลังนี้มีแต่พวกเธอเหรอ!”
“หยุดหยาบคายได้แล้วคุณนา!” เจ้าบ้านเคลื่อนไหวหลังจากทนฟังคนในครัวทะเลาะกันมานาน
“ตาธีเป็นลูกชายผมเหมือนตาปลื้ม เขามีสิทธิ์อยู่ที่นี่ มีสิทธิ์ให้ลูกเมียย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ผมเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ใช่คุณ คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งวุ่นวาย!”
“คุณเคยสัญญากับฉัน! ต่อให้คุณจะมีลูกกับเมียน้อยกี่คน แต่คุณจะยกบ้านยกสมบัติให้ตาปลื้มคนเดียว! มาถึงวันนี้คุณกลับอนุญาตให้ลูกหลานที่เกิดจากเมียน้อยย้ายเข้ามาตั้งมากมาย อย่างนี้ตาปลื้มจะอยากย้ายกลับมาอยู่ได้ยังไง ใครจะไปทนได้! ที่บ้านมีปัญหาคนในครอบครัวแตกแยกทั้งหมดล้วนมาจากความมักมาก กินไม่เลือกของคุณคนเดียว!”
“คุณนา!” ฟาดมือลงบนโต๊ะทีเดียวเงียบไปทั้งห้องอาหาร
“บ้านหลังใหญ่ออกปานนี้ อยู่ด้วยกันจะเป็นไรไป!”
“เห็นจะมีแต่คุณเท่านั้น มีความสุขอยู่ในบ้านที่มีสองเมีย! รู้บ้างไหม ว่าลูกเกลียดแค่ไหน ที่คุณทำตัวแบบนี้!”
“เกลียดนักก็ไม่ต้องมาเรียกผมว่าพ่อ ไสหัวออกไป! ไม่ต้องกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้! คุณก็ด้วย อยากจะหย่ากับผมไหมล่ะ!”
ปรเมศวร์กลืนอาหารไม่ลงวางช้อนส้อมลงกระแทกขอบจาน
“ท้าแม่หย่า เพื่อหวังจะยกเมียน้อยขึ้นแท่นหรือยังไง!”
“ฟังที่แม่แกพูดสิ ชวนทะเลาะแม้กระทั่งตอนกินข้าว!”
“แม่ไม่ได้ชวนทะเลาะ แม่แค่พูดแทนคำในใจผม! ผมไม่เคยบอกเหรอว่าผมขยะแขยงเมียน้อยกับลูกๆ ของพ่อมากแค่ไหน แล้วเร็วๆ นี้จะมีหลานของพ่อเพิ่มมาอีก ผมยิ่งขยะแขยงจนไม่อยากกลับมาเหยียบที่นี่ แต่ผมจะอดทน จะรอจนกว่าจะถึงวันที่พ่อไม่อยู่ รอวันที่ผมเข้ามาเป็นใหญ่ในนี้ แล้วเฉดหัวพวกมันออกไป!”
“ปลื้ม!” นายแพทย์สิทธิเดชหน้าเขียว ออกจากโต๊ะอาหารตามหลังลูกชายที่พอด่าทุกคนเสร็จก็ลุกเดินหนี
“ลูกชายคนเก่งของพี่นา ท่าทางจะตกกระป๋องซะแล้ว”
สิรีแผดเสียงหัวเราะนางมารร้ายใส่ภรรยาหลวง ขยิบตาให้ลูกสาวคนรอง ลูกชายคนโต และลูกสะใภ้ที่นั่งเก้าอี้ตัวถัดไป
“ไม่มีวัน!” กาญจนาอาฆาตแค้นพวกกาฝาก ออกจากโต๊ะอาหารตามหลังสามีกับลูกชายออกไปข้างนอก มาทันจังหวะสามีตามไปกระชากท่อนแขนลูกชายกลับมาเผชิญหน้า
“ไม่ได้ยินที่พ่อสั่งหรือไง กลับไปขอโทษคุณสิรี!”
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







