LOGIN“ผู้ชายคนนั้นหล่อจังเลย ใคร คนรู้จักแกเหรอยัยจ๋า”
นักศึกษาแพทย์ยื่นหน้ามาถาม เมื่อเพื่อนสนิทแอบมองชายคนหนึ่งไม่ละสายตาแม้ว่าเขาจะเดินผ่านหน้าร้านไป อีกทั้งยังมีปฏิกิริยาทางร่างกายวางเสื้อเด็กที่ตั้งใจจะซื้อไปฝากหลาน พี่ธี พี่ชายยัยจ๋ากำลังจะเป็นพ่อคน เร็วๆ นี้พี่สะใภ้จะคลอด ยัยจ๋าค่อนข้างงก ไม่ซื้อราคาเต็ม มาหาของใหม่และถูกเก็บไว้รอให้วันคลอด
“แกรอตรงนี้ก่อนนะ แป๊บเดียวเดี๋ยวฉันกลับมา”
สุชาดากึ่งเดินกึ่งวิ่งเร็วจนหอบเหนื่อย ร้องเรียกชื่อเล่นปรเมศวร์ซ้ำๆ จนกระทั่งร่างกายแข็งแรงหยุดการเคลื่อนไหว ดวงตาสุชาดาสว่างสดใส เมื่อชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือพี่ชายคนโต
“ใช่พี่ปลื้มจริงด้วย”
ปรเมศวร์เป็นบุคคลที่เจอตัวยาก สุชาดาเรียนคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายปี กลับบ้านเฉพาะช่วงปิดเทอมเฉลี่ยหนึ่งถึงสองครั้งต่อปี แทบจะไม่มีโอกาสได้เจอหน้าเขา
ปรเมศวร์ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกตั้งแต่สุชาดายังเด็ก และถ้าหากไม่ถูกบังคับ เขาจะไม่กลับบ้านเป็นอันขาด สาเหตุหลักที่ทำให้เขาเกลียดชังบ้าน คือการมีอยู่ของครอบครัวภรรยาน้อยคุณพ่อ
พี่ชายคนโตที่ไม่ค่อยสนิทกันมากนักมองด้วยสายตารับรู้ว่ามาทักทาย แต่แล้วยังไง ไม่ได้สนิทกันสักหน่อย จะมาทำให้เขาเสียเวลาทำไม สุชาดาอ่านประโยคนั้นได้จากสายตา ตั้งต้นมาทัก แต่หญิงสาวกลับเป็นฝ่ายประหม่าเสียเอง
“ขอโทษนะคะที่มาทัก จ๋าไม่คิดว่าจะเจอพี่ปลื้มเลยแปลกใจ”
ปรเมศวร์เงียบ ไม่ตอบกลับแม้แต่คำทักทาย สุชาดาเสียใจที่ไม่เคยทำลายกำแพงหัวใจพี่ชายได้เลย
“พี่ปลื้มมากับใครคะ คุณพ่อกับคุณแม่นามาด้วยหรือเปล่า”
“กลับไปหาเพื่อนเถอะ เพื่อนรอ” เขาตัดบทไร้เยื่อใย
ปรเมศวร์เพิ่งทะเลาะกับบิดาและมารดาเธอมาหมาดๆ ไม่อยากคุยด้วย เซ็งไม่น้อยที่บังเอิญเจอกันไม่อยากให้สุชาดาเอาเรื่องที่เขามาเชียงใหม่ไปบอกบิดา ตั้งท่าเตรียมจะเดินหนีแต่กลุ่มเพื่อนน้องสาวตามมา ผู้หญิงแต่ละคนไม่ปิดบังว่าอยากรู้อยากเห็น
“ใครเหรอจ๋า” สามสาวหน้าตาน่ารักข่มเสียงกรี๊ด มีสีหน้าตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงเมื่อพบชายหนุ่มหน้าตาดีประดุจพระเอกซีรีส์เกาหลี นักศึกษาสาวบางคนสูงเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยสาวไทย แต่ยืนต่อหน้าเขากลายเป็นผู้หญิงตัวเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมขึ้นมาทันที เพื่อนๆ รุมเขย่าแขนเสื้อหนักขึ้น สุชาดาอึดอัด เอียงใบหน้าใสใต้แมสก์มองกลุ่มเพื่อนสลับกับพี่ชาย
“พี่ปลื้ม พี่ชายเราเอง”
สิ้นเสียงเพื่อนๆ เขย่าแขนแรงขึ้นอีก เก็บอารมณ์ไม่ไหวจะละลายตรงหน้าผู้ชายหล่อ สุชาดาเอียงหน้ากลับไปดุ แต่ไม่มีใครสนใจเธอ ทุกคนคอยแต่จ้องปรเมศวร์
“พี่ชายจ๋า พี่ธีไม่ใช่เหรอ หรือว่าเป็นญาติกัน”
“อย่าเพิ่งถามตอนนี้ได้ไหม”
เอ็ดเพื่อนๆ หน้าตาซีเรียส ด้วยความรู้สึกเกรงใจปรเมศวร์ แต่สติยัยพวกนี้ไม่เหลือไม่มีใครมองเห็นความเดือดเนื้อร้อนใจบนใบหน้าเธอ
สุชาดากลัวแทบตาย ตอนที่เพื่อนหลุดปากพูดถึงสุธีพี่ชายอีกคน เพื่อนๆ เขย่าแขนต่อเนื่องจนสุชาดารำคาญ
“พี่ปลื้ม เพื่อนๆ ของจ๋าค่ะ นิน รัก จ๋อม แล้วก็พี่สายฝน พี่ฝนเป็นหมอประจำโรงพยาบาลที่จ๋ากับเพื่อนๆ ฝึกงาน” ทนแรงรบเร้าไม่ไหวเริ่มต้นแนะนำ แพทย์หญิงสายฝนชำระค่าเสื้อผ้าเพิ่งเสร็จตามมารวมกลุ่ม สุชาดาถือโอกาสแนะนำคุณหมอสาวเป็นคนสุดท้าย
“พี่ชื่อปลื้ม ยินดีที่ได้รู้จัก”
ปรเมศวร์ไม่ได้อยากรู้จักเด็กๆ กลุ่มนี้ แต่เขาไม่ได้แสดงอาการต่อต้าน รับไหว้เด็กๆ ทุกคน ส่วนผู้หญิงคนสุดท้ายแค่ก้มหน้าทักทาย ดูจากรูปร่างหน้าตาหญิงสาวน่าจะอายุใกล้เคียงกัน
“บังเอิญจังเลยที่เจอกัน สบายดีหรือเปล่า”
แต่หญิงสาวกลับทักทายเป็นกันเอง ราวกับรู้จักกันมาก่อน
ปรเมศวร์ไม่อยากมองหน้า แต่มีความรู้สึกเล็กๆ ที่อยากรู้อยากเห็น ปรายหางตามองหญิงสาวคนนั้น พินิจพิจารณาว่าเคยรู้จัก หรือเคยพบเจอหน้ากันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า
“โธ่ ปลื้ม อย่าบอกนะว่าจำฝนไม่ได้”
เขาไม่ตอบหญิงสาวแปลกหน้าหันไปมองน้องสาว ดวงหน้าที่คล้ายบิดามากกว่าสิรียิ้มใต้แมสก์ดวงตาแคบลง
“พี่ฝน ลูกสาวอาสายชล เพื่อนรุ่นน้องที่คุณพ่อสนิทยังไงล่ะคะ จ๋ารู้จักพี่ฝนช่วงฝึกงาน พี่ฝนเล่าให้ฟังว่าเคยเรียนที่เดียวกับพี่ปลื้มด้วยนะ ตอนที่แนะนำให้รู้จักจ๋านึกว่าพี่ปลื้มจำได้”
“รู้จักอาสายชล แต่จำคุณไม่ได้ เราเรียนด้วยกันที่ไหนเหรอ” เขาเพ่งมอง ไม่คุ้นหน้าหญิงสาวแม้แต่น้อยเลือกที่จะถามตรงๆ
“ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ จำชื่อจำหน้าคนไม่เคยได้” ใบหน้ากลมอมยิ้มขำขัน สายฝนไม่ใช่ผู้หญิงสวยสะดุดตา แต่ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ถึงขั้นทุกคนมองผ่าน บวกกับอาชีพที่ทำเสริมให้เธอมีเสน่ห์มากขึ้น
“จำไม่ได้ครับ ผมเรียนต่อหลายที่มีเพื่อนเยอะ”
เขาเรียนจบในไทยก่อนไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนจบกลับมายังคงเรียนและทำงาน ถ้าเป็นเรื่องงานเขาค่อนข้างจริงจังตั้งใจ ผู้ใหญ่ในวงการแพทย์หลายคนมักจะแนะนำลูกสาวหลานสาวให้รู้จัก หวังพึ่งพาฐานะและบารมีพ่อเขา เพราะน้อยคนจะรู้ว่าเขาจดทะเบียนสมรสกับญาตาวีและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ในชีวิตพบเจอคนมากจะจำทุกคนได้ยังไง
“เราเรียนมหา’ลัยเดียวกัน ชั้นปีเดียวกัน ปลื้ม ฝน ตรี กันต์ แล้วก็แฟนกันต์ ทำงานกลุ่มด้วยกันตลอด ใจร้ายจังเลยนะที่จำฝนไม่ได้ ทั้งที่พ่อฝนก็สนิทกับพ่อปลื้ม”
“ไม่เคยรู้ว่าคุณเป็นลูกสาวอาสายชล”
“ฝนว่าปลื้มรู้ แต่จำไม่ได้มากกว่า เราไม่ได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่เรียนจบ ไปยังไงมายังไง สบายดีหรือเปล่า”
“ก็ดี คุณล่ะ” ถามกลับตามมารยาท ที่จริงไม่อยากรู้
“สบายดี แต่เพิ่งจะสบายไม่ถึงเดือน ก่อนหน้านั้นอกหักไม่เป็นอันกินอันนอน จับได้ว่าแฟนนอกใจ ร้ายกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม แฟนใหม่ของแฟนเก่าทำงานโรงพยาบาลเดียวกับฝน เจอหน้ากันทุกวัน ยิ้มให้กันทุกวัน ไม่น่ามาแทงข้างหลังกันอย่างนี้”
ตอบแค่สบายดีก็พอแล้ว ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นเล่ารายละเอียดปลีกย่อยให้ฟัง ปรเมศวร์ไม่สนใจ กดดันกลุ่มเพื่อนน้องสาวด้วยการดูเวลาผ่านนาฬิกาข้อมือ ถ้าสาวๆ รู้จักเกรงใจจะไม่เซ้าซี้ถาม
“ถ้าพี่ปลื้มมีธุระไปทำได้เลยนะคะ จ๋ากับเพื่อนแวะมากินข้าว ตอนบ่ายเราต้องกลับโรงพยาบาล”
สุชาดาสังเกตสีหน้าพี่ชาย ไม่อยากรบกวนเขา
“ยัยจ๋า ทำไมให้พี่ปลื้มกลับเร็วนักล่ะ น่าจะชวนกินข้าวด้วยกันก่อน/ใช่ๆ ชวนเลยสิ” รักเสนอ เพื่อนคนอื่นสนับสนุน
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







