LOGINบทที่ 10 จูบแรกที่ไม่ได้จูบ
ฝนเริ่มตกตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง
ตอนแรกแค่ปรอย ๆ พอให้ลุกไปปิดหน้าต่างห้องทำงาน จากนั้นไม่ถึงสิบนาทีมันก็เทลงมาราวกับมีใครเปิดก๊อกอยู่บนฟ้า
ฉันนั่งแก้งานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ต่ออีกพักใหญ่ โดยไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่ง
พรึ่บ!
ทุกอย่างดับพร้อมกัน
“เฮ้ย!”
ฉันรีบคว้าแท็บเล็ตก่อนเป็นอย่างแรก
แบตยังเหลือ
งานไม่หาย
รอดชีวิต
ฉันถอนหายใจโล่งอก ก่อนหันมองรอบบ้านที่มืดสนิท
นอกหน้าต่างบ้านฝั่งตรงข้ามยังมีไฟ
บ้านข้าง ๆ ก็มีไฟ
มีบ้านฉันนี่แหละที่มืดอยู่หลังเดียว
“ดีมาก”
ฉันหยิบโทรศัพท์เปิดไฟฉาย เดินลงไปดูตู้ไฟข้างครัว
เปิดฝา
มอง
ปิด
ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
มีสวิตช์เต็มไปหมด ถ้าลองมั่วแล้วบ้านระเบิดขึ้นมา แม่คงไม่ด่ายับแน่นอน
ฉันโทรหาแม่
“แม่ ไฟดับ”
เสียงแม่ดังแข่งกับเพลงจากปลายสาย
“ทั้งซอยเหรอ”
“บ้านเราหลังเดียว”
“ลองดูเบรกเกอร์หรือยัง”
“กำลังดูค่ะ”
“ตัวไหนตก”
“ถ้ารู้จะโทรหาแม่ทำไม”
แม่เงียบไปหนึ่งวินาที
“เรียกธามสิ”
ฉันหลับตา
อีกแล้ว
ชีวิตฉันหลังจากผู้ชายบ้านข้าง ๆ กลับมาเจ็ดวันมานี้ เหมือนทุกปัญหามีคำตอบเดียว
พี่ธาม
รถมีปัญหา พี่ธาม
ไฟดับ พี่ธาม
ฉันมีปัญหาหัวใจ ก็คงพี่ธามอีก
“ไม่ต้องหรอกแม่ เดี๋ยวพริมดูเอง”
“อย่าไปจับมั่วนะลูก”
“รู้แล้วค่ะ”
“เรียกธามเถอะ”
“แม่เที่ยวต่อเลยค่ะ”
ฉันวางสาย
ยังไม่ทันเก็บโทรศัพท์ เสียงอะไรบางอย่างก็ดังมาจากหลังบ้าน
กึก
ฉันชะงัก
กึกอีกที
ขโมย?
ฉันคว้าไม้กวาดที่พิงผนังไว้ทันที
เสียงดังใกล้เข้ามา
ฉันเปิดประตูหลังช้า ๆ ชูไม้กวาดเตรียมฟาดเต็มที่
เงาคนสูง ๆ กำลังก้าวลงจากรั้ว
“หยุดนะ!”
อีกฝ่ายหัน
ฉันยกไฟฉายส่องหน้าเต็ม ๆ
“โอ๊ย พริม!”
เสียงคุ้นมาก
ฉันลดไม้กวาดลง
“พี่ธาม?”
เขายกมือบังตา
“จะส่องให้ตาบอดหรือไง”
“พี่ปีนรั้วมาทำไม!”
“เห็นไฟบ้านดับ”
“แล้วประตูหน้ามีไหม”
“กดกริ่งแล้วไม่มีคนเปิด”
ฉันชะงัก
ไม่ได้ยินจริง ๆ เพราะมัวคุยกับแม่อยู่
ธามก้าวลงมาจากขอบรั้วเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกตรงไหล่กับแผ่นหลัง ผมด้านหน้ามีน้ำเกาะจนตกลงมาปรกหน้าผากนิดหน่อย
ฉันเผลอมอง
หนึ่งวินาที
สอง
“ไม้กวาด”
“อะไรคะ”
“จะถือขู่พี่อีกนานไหม”
ฉันรีบลดลง
“ก็ใครใช้ให้ปีนมาเงียบ ๆ”
“เมื่อคืนก่อนใครปีนบ้านคนอื่น”
“เรื่องเก่าแล้วค่ะ”
“ไม่ถึงอาทิตย์”
“ก็เก่า”
ธามส่ายหน้า ก่อนพยักไปทางในบ้าน
“ตู้ไฟอยู่ไหน”
“ครัวค่ะ”
ฉันเดินนำ เขาเดินตาม
พอถึงตู้ไฟ ฉันยื่นโทรศัพท์ให้
“ถือไฟให้หน่อย”
ธามกลับแบมือ
“เอามา”
“อะไร”
“โทรศัพท์”
“ทำไม”
“พี่จะดูเอง พริมส่องไม่เป็น”
ฉันหรี่ตา
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว”
“เมื่อกี้ส่องหน้าพี่อยู่”
“ตั้งใจค่ะ”
“นั่นไง”
สุดท้ายฉันไม่ยอมให้โทรศัพท์ เดินไปยืนข้าง ๆ แล้วส่องไฟให้
ธามเปิดตู้ไฟ ก้มดูอยู่พักหนึ่ง
“ส่องตรงนี้”
“ตรงไหน”
“เบรกเกอร์”
ฉันเลื่อนไฟไป
ลำแสงดันไปตกบนแก้มเขา
ธามหัน
“พริม”
“คะ”
“ตู้ไฟอยู่ตรงนี้”
เขาชี้
“หน้าพี่อยู่ตรงนั้น”
ฉันทำหน้าซื่อ
“มือพลาด”
“มือพลาดสามครั้ง?”
“พริมหัดอยู่”
เขาถอนหายใจ แต่ฉันเห็นมุมปากขยับนิดหนึ่ง
ฉันขยับเข้าใกล้อีก เพราะฝนสาดเข้ามาตรงชายคา พื้นกระเบื้องแถวนั้นเริ่มเปียกจนลื่น
“ต้องทำอะไรคะ”
“เช็กว่าตัวไหนตัด”
“อันนี้?”
“อย่าแตะ”
“เมื่อกี้พี่บอกให้เช็ก”
“ให้ดู ไม่ได้ให้จับ”
“พี่ชอบสั่งเนอะ”
“เพราะคนแถวนี้ชอบทำอะไรไม่คิด”
“หมายถึงใคร”
“คนที่ปีนรั้วตอนเมา”
ฉันยกไฟฉายส่องหน้าเขาอีกครั้ง
“พริม!”
ฉันหัวเราะ
ธามยื่นมือจะแย่งโทรศัพท์
ฉันรีบถอยหนี
“ไม่ให้”
“เอามา”
“พี่จับเบรกเกอร์ไปสิ”
“เดี๋ยวก็ล้ม”
“ไม่ล้มค่ะ”
ฉันถอยอีกก้าว
เท้าขวาเหยียบตรงพื้นเปียกพอดี
แล้วโลกก็เอียง
“ว้าย!”
โทรศัพท์เกือบหลุดมือ
ฉันคว้าอะไรไม่ทันสักอย่าง
แต่แขนข้างหนึ่งตวัดรอบเอวไว้ก่อน
แรงดึงทำให้ฉันกระแทกเข้ากับอกธามเต็ม ๆ
อีกแล้ว
ทำไมฉันชอบจบอยู่ตรงอกผู้ชายคนนี้นักก็ไม่รู้
“บอกแล้ว”
เสียงเขาดังอยู่เหนือหัว
ฉันยังจับต้นแขนเขาแน่น
“พื้นมันลื่น”
“เห็น”
“งั้นอย่าบ่น”
“คนเกือบล้มยังเถียงได้อีก”
ฉันกำลังจะเงยหน้าสวน
แล้วก็หยุด
ใกล้เกินไป
แขนเขายังอยู่รอบเอวฉัน
มืออีกข้างจับต้นแขนไว้แน่น
หน้าเราห่างกันไม่มากจนฉันเห็นหยดน้ำที่ปลายผมเขา เห็นแม้กระทั่งเส้นเลือดจาง ๆ ตรงข้างขมับ
เสียงฝนยังตกหนักอยู่ข้างนอก
แต่ฉันกลับได้ยินหัวใจตัวเองชัดกว่า
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ธามมองฉันนิ่ง
สายตาเขาเลื่อนลงมาช้า ๆ
หยุดตรงปาก
ฉันรู้ตัวทันที
แล้วคนบ้าที่ไหนไม่รู้ในหัวฉันก็ดันคิดขึ้นมาว่า
เขาจะจูบหรือเปล่า
ฉันควรถอยไหม
ไม่สิ
ฉันเป็นคนจีบเขาอยู่
ถ้าเขาจะจูบแล้วฉันถอยก็โง่เกินไป
แต่ถ้าเขาไม่ได้จะจูบ แล้วฉันยื่นหน้าไปเองล่ะ
ตาย
ย้ายบ้านอย่างเดียว
ฉันเลยไม่ขยับ
ธามเองก็ไม่ขยับอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนใบหน้าเขาจะก้มลงมาเล็กน้อย
นิดเดียวจริง ๆ
แต่ระยะห่างลดลงจนลมหายใจอุ่น ๆ แตะอยู่ใกล้แก้ม
ฉันเผลอกลั้นหายใจ
มือที่จับแขนเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พี่ธาม...”
เสียงตัวเองเบาจนน่าอาย
เหมือนคำเรียกนั้นทำให้เขาได้สติ
ธามชะงัก
จากนั้นก็ปล่อยมือออกจากเอวฉันทันที
ถอยหนึ่งก้าว
“ยืนดี ๆ”
ฉันนิ่ง
หา?
แค่นี้?
“ค่ะ”
ฉันตอบสั้น ๆ ทั้งที่หน้าเริ่มร้อนขึ้นมา
ไม่ได้เขินแล้ว
เสียหน้าต่างหาก
ฉันก้มเก็บโทรศัพท์ที่เกือบตก ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ส่องต่อไหมคะ”
“ไม่ต้อง พี่ทำเอง”
“ตามสบายค่ะ”
ฉันยื่นโทรศัพท์ให้เขาแล้วกอดอก
ถ้าทำเป็นนิ่งพอ ทุกอย่างเมื่อกี้อาจไม่เคยเกิดขึ้น
ธามจัดการกับตู้ไฟอีกไม่กี่นาที เสียง กึก ดังขึ้น ก่อนหลอดไฟในครัวกลับมาติด
ฉันกะพริบตา
“เสร็จแล้ว?”
“อือ”
“เร็วดี”
“พรุ่งนี้เรียกช่างมาเช็กอีกที”
“ค่ะ”
เขาหยิบโทรศัพท์ส่งคืนให้
ปลายนิ้วแตะกันนิดเดียว
ฉันรีบรับมา
ไม่ใช่เพราะรู้สึกอะไร
แค่ไม่อยากทำหล่น
จริง ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
“ล็อกประตูหลังด้วย”
“รู้แล้วค่ะ”
“แล้วเช็ดพื้นด้วย เดี๋ยวล้มอีก”
ฉันเงยหน้า
“พริมไม่ได้ล้ม”
“ถ้าพี่ไม่รับก็นอนพื้นแล้ว”
“งั้นครั้งหน้าปล่อยเลยค่ะ”
ธามมองหน้า
“ประชด?”
“เปล่า”
“หน้าไม่เหมือน”
“พี่จะกลับไหมคะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ไล่แล้ว?”
“ดึกแล้วค่ะ เป็นห่วง”
ฉันเน้นคำสุดท้ายกลับบ้าง
ธามไม่พูดอะไรต่อ เดินออกทางประตูหลัง
ฉันยืนรอจนเขาปีนข้ามรั้วกลับไปอีกฝั่ง แล้วรีบปิดประตู
พอแน่ใจว่าเขามองไม่เห็น ฉันก็เอาหลังพิงบานประตูทันที
“บ้าเอ๊ย”
ฉันยกมือแตะแก้ม
ร้อนหมดแล้ว
เมื่อกี้ต้องคิดไปเองแน่ ๆ
ถ้าเขาจะจูบจริง เขาคงจูบไปแล้ว
ไม่ใช่ถอยแล้วบอกให้ ยืนดี ๆ เหมือนฉันเป็นเด็กอนุบาลหัดเดิน
ฉันสะบัดหน้า
พอเลย
คนที่เป็นฝ่ายจีบเสียเองจะมานั่งมโนทุกครั้งที่หน้าเข้าใกล้กันไม่ได้
ฉันเดินกลับเข้าบ้านโดยไม่หันไปมองอีก
อีกฝั่งของรั้ว ธามยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านตัวเอง
ฝนยังสาดลงบนสนาม
เสื้อเขาเปียกกว่าเดิม แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้รีบเข้าบ้าน
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่
ก่อนยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองช้า ๆ
เมื่อครู่ถ้าพริมไม่เรียกชื่อเขา
เขาคงก้มลงไปแล้ว
ไม่ใช่เพราะเธอขยับเข้ามา
ไม่ใช่เพราะเธอจีบ
และไม่ใช่เพราะพื้นลื่น
ธามหลับตา สูดลมหายใจลึก แล้วสบถเบา ๆ กับตัวเอง
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ”
คนที่เกือบควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อครู่—
ไม่ใช่พริมเลยสักนิด
บทที่ 16 วันที่หนึ่ง เขาแพ้ของกิน---------------------------------------------------วันที่หนึ่งของข้อตกลงสามสิบวัน ฉันตัดสินใจว่าจะไม่ทำอะไรใหญ่โตไม่ส่งดอกไม้ไม่ถือกาแฟไปยืนหน้าบริษัทไม่เขียนโน้ตว่า รักนะคะ รับเป็นแฟนสักทีถึงจะอยากเขียนก็เถอะฉันนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตอนแปดโมงเช้า มองปฏิทินที่วงวันสุดท้ายเอาไว้ด้วยปากกาสีแดง แล้วเตือนตัวเองว่า สามสิบวันนี้ไม่ได้มีไว้ให้ฉันสร้างความรำคาญจนธามยอมแพ้ฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันชอบเขาจริง ๆไม่ใช่แค่สนุกเพราะผู้ชายข้างบ้านกลับมาแล้วหล่อขึ้นโทรศัพท์สั่นข้อความจากป้านวลพริม วันนี้ธามน่าจะประชุมยาวทั้งวัน ฝากเตือนมันกินข้าวหน่อยได้ไหมลูก ป้าพูดแล้วไม่ค่อยฟังฉันอ่านแล้วหัวเราะนี่ถือเป็นการเปิดทางจากแม่ฝ่ายชายหรือเปล่านะฉันตอบตกลง ก่อนนึกถึงร้านข้าวแกงร้านหนึ่งขึ้นมาได้ร้านนั้นอยู่แถวโรงเรียนเก่าของเราเมื่อก่อนทุกวันพุธฉันเลิกเรียนช้ากว่าปกติ ธามจะเป็นคนมารับ แล้วมักพาแวะกินข้าวร้านนี้ก่อนกลับบ้านเขากินเมนูเดิมแทบทุกครั้งข้าวหมูทอดกระเทียม ไข่ดาวไม่สุกมาก และไม่เอาแตงกวาจำง่ายจะตายหรือจริง ๆ คนที่เราชอบ อะไรที่เกี่ยวกับเขาก็จำง่ายห
บทที่ 15 ข้อตกลงสามสิบวัน-------------------------------------------ฉันไม่ได้วางแผนจะตั้งเส้นตายให้ความรักของตัวเองหรอกอย่างน้อยก็ไม่ใช่จนกระทั่งเช้าวันเสาร์ที่ฉันนั่งจ้องแชตของธามอยู่เกือบสิบนาที แล้วพบว่าตัวเองกำลังทำอะไรน่ารำคาญมากเมื่อคืนเขาไปรับฉันจากนัดดูตัวทั้งที่แม่ไม่ได้โทรหาพอถามว่าหึงหรือเปล่า เขาก็เบรกแรงจนฉันแทบพุ่งชนคอนโซลจากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นข้อความสุดท้ายที่ส่งมาก่อนนอนคือถึงบ้านแล้วก็นอน อย่าเล่นโทรศัพท์ดึกจบไม่มีคำอธิบายเรื่องหึงไม่มีคำตอบว่าเขาคิดยังไงไม่มีอะไรสักอย่างฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจ“มึงถอนหายใจรอบที่ห้าแล้ว”มินพูดจากปลายสายวิดีโอคอลฉันหันหน้าจอไปทางมัน“กูเริ่มเหนื่อยแล้ว”“จีบผู้ชายมาไม่ถึงเดือน เหนื่อยแล้ว?”“ไม่ได้เหนื่อยที่จีบ เหนื่อยที่ต้องเดา”มินเงียบลงนิดหนึ่ง“ก็จริง”ฉันหมุนปากกาดิจิทัลเล่นบนโต๊ะ“บางวันเขาทำเหมือนหึง บางวันทำเหมือนกูเป็นน้องจริง ๆ วันก่อนเกือบจูบ วันต่อมาก็เรียกน้องเฉย แล้วเมื่อคืนก็โกหกว่าแม่ให้ไปรับ”“มึงก็ถามตรง ๆ สิ”“ถามแล้ว”“ถามว่า?”“หึงไหม”“แล้ว?”“เบรกเกือบหัวกูหลุด”มินหัวเราะจนกล้องส
บทที่ 14 พี่ชายบริการรับส่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง-----------------------------------------------------ถึงไหนแล้วฉันอ่านประโยคสั้น ๆ บนหน้าจอซ้ำอีกครั้งหนึ่งทุ่มยี่สิบเจ็ดนาทีถ้าธามตั้งใจจะตรวจว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ไหม เขาก็ตรวจเร็วเกินไปหน่อย เพราะอาหารจานแรกยังไม่มาเลยด้วยซ้ำ“มีอะไรหรือเปล่าครับ”ภาคินถามจากฝั่งตรงข้ามฉันรีบคว่ำโทรศัพท์“ไม่มีค่ะ คนที่บ้านถามเฉย ๆ”“คุณแม่?”“ไม่ใช่ค่ะ”ตอบเร็วไปนิดภาคินยิ้มแต่ไม่ถามต่อ ดีแล้ว เพราะถ้าให้ฉันอธิบายว่าเป็นพี่ชายข้างบ้านที่ฉันกำลังจีบอยู่ แต่นัดคืนนี้ดันเป็นนัดดูตัวกับผู้ชายอีกคน เรื่องคงยาวกว่าเมนูอาหารฉันพยายามกลับมาสนใจคนตรงหน้าภาคินสุภาพ คุยง่าย และไม่ได้มีอะไรให้หักคะแนนเลยเขาไม่พูดข่มเรื่องงานไม่อวดเงินไม่ถามว่าผู้หญิงอายุยี่สิบสี่ทำไมยังไม่มีแฟนเวลาฉันพูดก็ฟังจริง ไม่ได้เอาแต่รอจังหวะพูดเรื่องตัวเองถ้าจะให้ประเมินแบบที่สองแม่ชอบทำผ่านแทบทุกข้อปัญหามีอย่างเดียวไม่รู้สึกอะไรเลย“คุณพริมทำงานฟรีแลนซ์มาตลอดเลยเหรอครับ”“ค่ะ แต่กำลังคิดว่าจะทำเป็นสตูดิโอจริงจัง ถ้างานเริ่มนิ่งกว่านี้”“ดีนะครับ อย่างน้อยก็เป็นของตัวเอง”
บทที่ 13 นัดดูตัวของพริม---------------------------------แม่เอาจริงกว่าที่ฉันคิดหลังมื้อเย็นวันนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รูปผู้ชายในโทรศัพท์ก็กลายเป็นนัดจริงเรียบร้อย“วันศุกร์หนึ่งทุ่ม ร้านอิตาเลียนตรงโรงแรมริเวอร์ไซด์”แม่พูดเหมือนกำลังแจ้งตารางประชุมฉันเงยหน้าจากแท็บเล็ต“เร็วไปไหมแม่”“เร็วตรงไหน แค่กินข้าว”“เมื่อวันก่อนยังเพิ่งดูรูป”“วันนี้รู้จักชื่อแล้ว พรุ่งนี้ก็เจอกันได้”ตรรกะคุณแม่แข็งแรงมากฉันวางปากกาดิจิทัลลง“พริมไม่ได้อยากดูตัวจริงจริงนะ”“แม่ก็ไม่ได้บังคับให้แต่ง ไปเจอสักครั้ง ถ้าไม่ถูกใจก็จบ จะได้ไม่เสียมารยาทกับป้าจิ๊บด้วย”นี่แหละจุดที่เถียงยากผู้ชายในรูปไม่ได้ทำอะไรผิด แม่เขาก็เป็นเพื่อนแม่ฉัน จะให้ฉันปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้ากันจริง ๆ ก็ดูเรื่องมากเกินไป“ก็ได้ค่ะ”ฉันตอบในที่สุดแม่ยิ้มทันที“ดี เดี๋ยวแม่ส่งเบอร์ให้”“ไม่ต้องค่ะ!”“ทำไม”“เจอกันก่อน ถ้าคุยกันได้ค่อยแลกเอง”แม่มองหน้าเหมือนกำลังชั่งใจว่าฉันเรื่องมากไปหรือเปล่า ก่อนยอมพยักหน้า“ก็ได้ ตามใจ”ฉันคิดว่าจบแล้วแต่ชีวิตฉันไม่เคยง่ายขนาดนั้นตอนบ่ายวันถัดมา ป้านวลเดินมาบ้านพร้อมกล้วยเชื่อมหนึ่ง
บทที่ 12 ถ้าไม่ใช่แฟน งั้นจีบต่อเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเจ็ดนาทีไม่ใช่เพราะนอนเต็มอิ่ม แต่เพราะสมองจำประโยคของธามเมื่อวานได้ดีเกินไป“ไม่”แค่คำเดียวเร็ว ชัด และแทบจะพูดทับคำถามฉันด้วยซ้ำฉันนอนมองเพดานอยู่พักหนึ่ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชตมินข่าวดีอีกฝ่ายตอบกลับมาในเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีมึงถูกหวย?พี่ธามไม่ได้กลับไปคบแฟนเก่าสามจุดเด้งขึ้นทันทีแล้ว?ฉันขมวดคิ้วแล้วอะไรมึงจะนอนยิ้มเฉย ๆ หรือจะจีบต่อฉันมองข้อความนั้น แล้วหันไปทางหน้าต่างไฟบ้านข้าง ๆ ดับแล้ว แปลว่าเจ้าของบ้านน่าจะออกไปทำงานฉันยิ้มถูกคู่แข่งไม่มีเจ้าตัวก็ยังโสดงั้นพักรบพอแล้วเก้าโมงครึ่ง ฉันออกจากบ้านพร้อมถุงอาหารหนึ่งถุงกับกาแฟหนึ่งแก้ว คราวนี้ไม่แขวนหน้าประตูบ้าน เพราะคนรับออกไปทำงานแล้ว ฉันเลยเรียกรถส่งของแทนก่อนส่ง ฉันเขียนโน้ตแปะฝากล่องอาหารกินเยอะ ๆ จะได้มีแรงหนีพริมคิดอีกนิดแล้วเติมบรรทัดล่างป.ล. ถ้าหนีไม่ไหว ยอมเป็นแฟนเลยก็ได้ ประหยัดแรงค่ะฉันถ่ายรูปเก็บไว้ส่งให้มินดูคำตอบของมันคือสติกเกอร์คนกราบอาหารถึงบริษัทตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งสิบเอ็ดโมงสี่สิบ โทรศัพท์ฉันสั่นนี่อะไรฉันตอบท
บทที่ 11 พี่ธามมีแฟนแล้ว?-------------------------------------------ฉันตั้งใจว่าจะไม่ไปบริษัทธามวันนี้จริง ๆแต่ลูกค้าดันนัดส่งงานอยู่ห่างจากบริษัทเขาแค่สองซอยอีกแล้ว ฉันเริ่มสงสัยว่าคนวางผังเมืองมีปัญหาอะไรกับชีวิตรักฉันหรือเปล่าสิบเอ็ดโมงครึ่ง ฉันออกจากร้านลูกค้าพร้อมงานที่อนุมัติเรียบร้อย โทรศัพท์อยู่ในมือ แชตของธามเปิดค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนข้อความล่าสุดเป็นของฉันวันนี้ไม่ส่งกาแฟนะคะ เดี๋ยวพี่เคยตัวเขาตอบกลับมาตอนเจ็ดโมงกว่าก็ดี เปลืองเงินฉันส่งสติกเกอร์ผู้หญิงกลอกตาไปหนึ่งตัวจบตอนนี้ฉันยืนอยู่หน้าร้านเบเกอรีตรงข้ามอาคารบริษัทเขา และกำลังมองครัวซองต์อัลมอนด์ในตู้พี่ธามไม่ชอบหวานจำได้ฉันเลยซื้อแซนด์วิชแทนไม่ได้ตั้งใจไปหา แค่ไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้วประโยคนี้เริ่มคุ้น ๆ แฮะฉันรับถุงจากพนักงาน เดินข้ามถนนมาได้ครึ่งทาง ก่อนจะเห็นประตูกระจกชั้นล่างของอาคารเปิดออกธามเดินออกมาฉันกำลังจะยกมือเรียก แล้วก็หยุดชะงักมีผู้หญิงเดินออกมาข้างเขาสวยนี่เป็นคำแรกที่เข้ามาในหัวแบบไม่ต้องพยายามเธอสูง ผมยาว แต่งตัวเรียบแต่ดูดี เสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงขายาวเข้ารูป ดูเป็นผู้หญิงที่ต่อให้เ







