LOGINดวงตาทรงลูกท้อของเฟิ่งอี้เบิกกว้าง สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวเกินจะเอ่ยเป็นถ้อยคำ ดวงหน้ากระจ่างที่ครั้งหนึ่งเคยงามดุจเทพเซียน บัดนี้พร่าเลือนไปด้วยความสิ้นหวัง เมื่อฝ่ามือหนาฉุดดึงรั้งเชือกให้แน่นขึ้นอีกครั้ง
“ฮ-ฮึก!”
ร่างบางพยายามส่งเสียงร้อง หากลมหายใจกลับติดขัดในลำคอ ไม่อาจสู้แรงชายอีกฝั่งได้ ฝีเท้าหนาเหยียบบดเศษซากศพจนเกิดเสียงน่าสะอิดสะเอียน สายตาเยียบเย็นจับจ้องไปยังขื่อไม้สูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
ขื่อไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่แห่งความทรงจำอันทุกข์ทรมาน
จ้าวเว่ยหลางไม่เคยลืม วันที่เขาถูกจับผูกคอกับขื่อนั้น ทั้งตัวห้อยลอยสูงจากพื้นด้วยเชือกหนึ่งเส้น เป็นดั่งละครเพลินตาของพวกปีศาจร้ายอย่างจ้าวเฟิ่งอี้และบ่าวรับใช้ที่ร่วมกันกระทำต่อเขาอย่างไร้ความปราณี
เว่ยหลางในวัยเยาว์นั้นร้องขอชีวิตนับสิบครั้ง
แม้ในวินาทีที่เสียงหายสิ้นไปแล้ว เขาก็ยังฝืนจะวิงวอนออกมา ด้วยความหวังอันน้อยนิดว่าคุณชายผู้สูงส่งจะเห็นค่าชีวิตของเขาเช่นมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมาได้บ้าง
“อึ่ก!”
แต่ไม่เลย
จ้าวเฟิ่งอี้ผู้นี้...ต้องการให้เขาตายไปจริง ๆ
“คุณชายจำได้หรือไม่? วันที่ท่านและพวกบ่าวรับใช้จับข้าผูกคอไว้กับขื่อไม้ ข้าหวาดกลัวเหลือเกินว่าจะต้องข้ามสะพานปรโลกไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง...”
แม่ทัพใหญ่เอื้อนเอ่ย ใบหน้าหล่อเหลากลั้วรอยยิ้มแสยะ เสียงแผ่วต่ำก้องสะท้อนในหัวกลมของคุณชายจ้าวที่จวนจะสิ้นลม เขาพักเว้นจังหวะ รั้งเชือกที่ผูกร่างผ่ายผอมดุจกิ่งหลิวของจ้าวเฟิ่งอี้ขึ้นไปพันกับขื่อไม้สูง
…เพื่อให้ประวัติศาสตร์บรรเลงซ้ำอีกครั้ง
ครั้งนั้น เว่ยหลางยังเป็นเพียงเด็กน้อยไม่รู้ประสา เขาบอบบางจนเกินไป ถูกมัดกลางลมกลางแดด น้ำตาที่ไหลพรากก็แห้งเหือดไปเอง ไม่อาจส่งเสียงออกมาแม้ครึ่งคำ ได้แต่หวาดกลัวจนเจียนบ้าเพราะเชือกที่รัดแน่นเหลือเกินจนทุกลมหายใจเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้าย
จิตใจที่ควรจะใสสะอาดบริสุทธิ์จึงเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ
ความทรงจำอันโหดร้ายนั้นถูกสลักไว้ในดวงใจ แม้กาลเวลาผันผ่านมาจนตอนนี้ก็ไม่อาจช่วยให้รอยแผลนั้นจางลงได้
“หึ...”
เจ้าของดวงหน้าเย็นเยียบทอดสายตามองร่างที่ดิ้นรนอยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มพลันบังเกิดบนริมฝีปากซีด ฝ่ามือหนาเอื้อมกระตุกปลายเชือกเบา ๆ เพียงครั้งเดียวก็ทำให้ร่างจ้าวเฟิ่งอี้ลอยพ้นเหนือพื้น เสียงหายใจขาดห้วงดังแผ่วพร่า ร่างบอบบางที่เคยหยิ่งยโสเริ่มบิดเกร็ง
งดงามเสียจริง!
“ท่านเองก็คงไม่เคยนึกฝันเลยใช่หรือไม่? ว่าวันหนึ่งลูกนอกสมรสต่ำต้อยของสกุลจ้าวเช่นข้า จะได้มายืนอยู่ตรงหน้าท่านเช่นนี้”
เว่ยหลางไม่มีความเวทนาแม้เศษเสี้ยว เขาแตะสำรวจปมเชือกอย่างใจเย็นให้มั่นใจว่ามันจะแน่นพอ บีบรัดลำคอไปจนถึงห้วงลมหายใจสุดท้าย ท่วงท่าสบายคล้ายบัณฑิตกำลังจัดชายอาภรณ์ที่หลุดลุ่ย
ทั้ง ๆ ที่กำลังจะปลิดชีพมนุษย์
“รู้สึกอย่างไรบ้างที่ข้าเป็นภาพสุดท้ายที่คุณชายและคนในสกุลจ้าวได้เห็นก่อนตาย?”
คำพูดนั้นกลั้วด้วยรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งชีวิตจิตใจ เสียงพร่าเยียบเย็นอาบไล้ขึ้นไปตามแนวก้านสันหลังของผู้ฟัง ตอกย้ำว่าบาดแผลที่เคยถูกกดทับในวัยเยาว์ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแรงแค้นที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้อีกต่อไปแล้ว
“เฮือก!”
จ้าวเฟิ่งอี้ดิ้นรนจนใบหน้าซีดขาว ดวงตาแดงก่ำราวลูกพลับสุกที่ตกแตก ความหวาดผวารุกล้ำจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวของความทะนงตนในวันวาน
ตระหนักได้ในวินาทีที่จ้าวเว่ยหลางหยิบยื่นความตายมาให้ว่าสิ่งที่เคยได้กระทำนั้นชั่วช้าเพียงใด แต่เสียงกลับหายไปพร้อมลมหายใจที่ค่อย ๆ ลดน้อยลงเพราะถูกเชือกรัดกระชาก ริมฝีปากดำซีดไม่ต่างจากเถ้าถ่านที่ลอยคลุ้งด้านข้าง พยายามกอบโกยอากาศ หมายจะเอาชีวิตรอด
“ความตายมันน่ากลัวใช่หรือไม่?”
แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แค่นเสียงถาม พลางโน้มเข้าใกล้ใครอีกคนจนกลุ่มเส้นผมดำสนิททิ้งตัวปรกข้างแก้มซีดขาวของจ้าวเฟิ่งอี้
“ข้าเข้าใจมันดี”
ดวงหน้าหล่อเหลาที่อาบคร่ำไปด้วยคราบเลือดฉายชัดในแววตาเด็กหนุ่มที่ไฟชีวิตริบหรี่เต็มทน ฝ่ามือหนายกปลายกระบี่ที่ยังอาบโลหิตแดงคลุ้งจ่อแนบกับลำคอซีดขาว ปลายคมค่อย ๆ เคลื่อนยาวเป็นเส้นเฉียง กรีดเนื้อนุ่มอย่างแผ่วเบา
“อึก!”
แสงสะท้อนจากเปลวเพลิงวูบไหวในดวงตาของจ้าวเว่ยหลาง ตอกย้ำให้รอยยิ้มแสยะนั้นวิปลาสเสียยิ่งกว่าปีศาจใด ๆ
“ในห้วงลมหายใจสุดท้ายของเจ้า จงจดจำคำข้าเอาไว้”
ฉึบ!
โลหิตหลั่งซึมอาบเป็นสายทันทีที่คมดาบตัดผ่านเนื้อหนังไป ความเจ็บปวดจากบาดแผลเสียดแทงถึงขั้วประสาท แต่จ้าวเฟิ่งอี้ไม่อาจเปล่งเสียงร้องได้แม้ครึ่งคำเพราะเชือกที่รัดแน่นยิ่งกว่าตรวนเหล็ก
“ไม่ว่าจะกี่ชาติภพ…”
จ้าวเว่ยหลางเพ่งมองโลหิตท่วมอาบไปตามแนวร่องแผล เชยชมความงดงามของภาพตรงหน้า ริมฝีปากพลางเอื้อนเอ่ยเสียงอ่อน ทว่าความหมายของคำพูดนั้น กลับเฉือนลึกยิ่งกว่าคมกระบี่ยาว
“ไม่ว่าจะเป็นนรกขุมใด…”
คำสุดท้ายถูกเอ่ยออกมาอย่างเฉยชา ไร้ซึ่งแววอารมณ์เยี่ยงมนุษย์ทั่วไป นัยน์ตาดำขลับไร้แสง แต่ไม่ละสายตาจากร่างที่กำลังขาดใจ
เขาต้องการจะจดจ้องจนกระทั่งวิญญาณของชายตรงหน้าสูญสิ้น
“ข้าจะพรากเอาชีวิตทุกสายเลือดในสกุลจ้าว แม้เป็นครั้งที่ร้อย ข้าก็จะทำ!”
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง
“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส
ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้

![Sexy the Series | รักนี้เกินต้าน [YAOI] + [BDSM] + [NC25+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





