Share

บทที่ 4

last update publish date: 2026-07-21 15:31:56

อากาศในมหาวิทยาลัยเย็นวันนี้คล้ายจะชื้นกว่าปกตินิดหน่อย คงเพราะฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง แดดอ่อนคลี่ตัวปกคลุมอยู่ทั่งตามแนวอาคารคณะ ยาวทอดไปทั่วลานปูนที่ผู้คนยังเดินขวักไขว่หนาตา

แต่ความวุ่นวายรอบตัวไม่อาจดึงอี้ออกจากห้วงความคิดที่หนักอึ้งได้ ตั้งแต่เมื่อเช้าที่อ่านตอนนั้นจบจนถึงตอนนี้ อี้ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนเลย

หน้าสรุปบทเรียนที่ควรเต็มไปด้วยตัวหนังสือกลับว่างโล่ง มีเพียงลายปากกายึกยักเพราะอี้เขียนอะไรไม่ออกสักอย่างเดียว เขาพยายามจะเงยหน้าฟังอาจารย์อยู่หลายครั้ง แต่บทเรียนทุกคำก็ทะลุออกจากหูไปอย่างรวดเร็ว ถูกไล่ตามทันด้วยภาพในหัวฉากที่จ้าวเฟิ่งอี้ถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของเว่ยหลาง

ทั้งที่เป็นเพียงตัวหนังสือ แต่อี้กลับเหมือนถูกลากให้เข้าไปอยู่ในฉากนั้นด้วยจริง ๆ เห็นสายตาที่ว่างเปล่า เห็นเลือด เห็นความเจ็บปวดของเว่ยหลางที่ไม่ควรต้องมีจุดจบแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ มันกวนใจเขามาทั้งวันจนเหมือนเป็นเชือกที่มัดโยง ตามตัวไปด้วยทุกที่

อี้เป็นคนที่อินกับนิยายได้ง่ายก็จริง แต่ครั้งนี้มันหนักกว่าทุกเรื่องที่เคยผ่านมาเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเว่ยหลางจะต้องถูกพระเอกตามล่าจับตัวไปรับโทษในตอนจบ ยังไงก็ไม่มีทางรอด ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน

สุดท้ายตัวร้ายอย่างเขาก็ต้องพ่ายแพ้ ให้กับโชคชะตาไม่ยุติธรรมที่ถูกผูกเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น

“เฮ้อ… เติมนิยายเกย์เสียว ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ไม่น่าหาเรื่องให้ตัวเองเล้ย!”

ริมฝีปากเล็กบ่นพึมพำเสียงหน่ายใจ ในขณะที่เรียวขายาวก้าวเดินช้า ๆ ออกจากตัวตึกเรียน ลมอ่อนช่วงเย็นพัดผ่านใบไม้เหนือศีรษะจนเกิดเสียงแผ่ว แต่มันไม่ได้ช่วยให้ใจอี้สงบขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“...”

รู้ตัวอีกที ร่างผอมบางในชุดนักศึกษาเข้ารูปก็เดินเหม่อลอยมาเรื่อย จวนจะถึงเส้นทางที่เป็นฟุตปาธยาว ๆ หน้าคณะเสียแล้ว

บรรยากาศรอบข้างเริ่มเงียบสงบกว่าตรงลานใหญ่เมื่อครู่ ผู้คนบางตาไม่วุ่นวาย จนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองดังแผ่ว ๆ พอจะช่วยย้ำเตือนให้อี้รู้สึกได้ว่าตัวเองยังอยู่ในโลกจริง ไม่ได้จมอยู่ในโลกของนิยายเรื่องนั้น

แต่ยิ่งเงียบ ความคิดก็ยิ่งไหลกลับไปหาตัวละครตัวเดิม

เว่ยหลาง…

คนที่ควรจะเป็นเพียงตัวร้ายในเรื่อง

ทั้งที่ถ้าพูดกันตรง ๆ หมอนี่ไม่ใช่คนเลวตั้งแต่เกิดเลยด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่ถูกสังคมรอบข้างบีบ ไม่ถูกทำร้าย ไม่โดนขังอยู่ในชีวิตที่ย่ำแย่แบบนั้น เขาก็คงไม่ต้องเลือกเดินในเส้นทางที่จะไม่มีวันย้อนกลับแบบนี้ได้หรอก

“เฮ้อ...”

เรียวขายาวก้าวเดินมาเรื่อยจนถึงทางม้าลายหน้าอาคารเรียนรวม นัยน์ตาสีน้ำตาลประกายพลันช้อนขึ้นมองไฟสัญญาณข้ามทางที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวในอีกสามวินาทีข้างหน้าแล้วปล่อยพรูลมหายใจออกมาอีกครั้ง

ความคิดฟุ้งซ่านยังวนเวียน ไม่ยอมหยุด ต่อให้อี้รู้ดีว่าทำอะไรเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ แต่หัวใจมันก็ยังเจ็บแทนตัวละครหนึ่งที่ไม่แม้แต่จะมีตัวตนจริง ๆ บนโลกใบนี้อยู่ดี

“ไม่รู้ด้วยแล้วเว้ย... วันนี้จะกลับไปเติมเกย์เสียว ๆ เรื่องอื่น ย้อมใจก่อนแล้วกัน”

เสียงหวานพึมพำแผ่ว พลางยกฝ่ามือขึ้นวางนวดตรงขมับที่เต้นตุบ ๆ อี้คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องพักนิยายเรื่องนี้ไว้แล้วไปอ่านเรื่องอื่นอ่านให้ใจกลับมาสงบก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาต่อบทที่เหลือให้จบ

ขืนดึงดันจะฝืนอ่านต่อในตอนนี้ เกย์น้อยหัวใจบอบบางแบบผ้าอนามัยโซฟีอย่างอี้คงไม่ไหวชัวร์ ๆ

“...”

ในขณะที่ท้องฟ้าสีโอรสสาดแสงย้อมพื้นถนนเบื้องหน้า ลมเย็นปลายวันก็พัดผ่านกายไปอย่างอ่อนโยน ด้วยความคิดนั้น ปลายเท้าเล็กจึงก้าวย่างลงไปบนทางม้าลายย่างเนิบช้า เขาไม่ได้สนใจว่าจะมีคนเดินไปพร้อมกันไหมเพราะยังเอาแต่นวดขมับอยู่

เว่ยหลาง…

ถ้าแกไม่ต้องเจอเรื่องเลวร้ายมาก่อน… แกก็คงจะไม่กลายเป็นตัวร้ายแบบนี้หรอกใช่ไหม…

ความคิดนั้นดังแทรกขึ้นมาในหัวกลม ตัดกับเสียงรอบข้างที่เริ่มเงียบลงไปอย่างน่าประหลาดใจ ในวินาทีนั้นเองที่อี้เหม่อลอยไปกับความรู้สึกค้างคา ภาพบางอย่างที่มุมหางตาก็เริ่มดูผิดแปลกไป

แสงสีขาววาบพุ่งแทรกเข้ามาในมุมมองอย่างรวดเร็ว เกินกว่าอี้จะประมวลผลได้ทัน!

“!”

ร่างผอมบางชะงักเท้าอยู่กลางทางม้าลายในทันที ทั้งตัวแข็งทื่อ หยุดเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติ ราวกับห้วงเวลาถูกฉีกออกเป็นช่องว่างสั้น ๆ ให้ความเงียบทะลักเข้ามาในการรับรู้ เมื่ออี้เห็นว่ารถบรรทุกคันหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางตนด้วยความเร็วที่ผิดปกติ

ปี๊น ปี๊น!

แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ย่อส่วน ลดระยะห่างเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วจนลมหายใจร้อนสะดุด ใต้อกบางแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ ถึงจะรู้ว่าต้องวิ่ง ต้องถอย ต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ขาของเขากลับขยับไม่ออกเลย แม้แต่ปลายเท้าเดียว

ใกล้เข้ามา…

“เฮือก!”

รถคันนั้นใกล้เข้ามาจนลมหายใจของอี้กลายเป็นเสียงสะอื้นนิด ๆ เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าร้องไห้ออกมาตั้งแต่เมื่อใด ภาพตรงหน้าเริ่มสั่นไหวเพราะดวงตาที่พร่าเลือนน้ำใส

ไม่นะ จะตายแบบนี้ไม่ได้

ฉันยังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะ ฉันยังไม่พร้อม!

เปลือกตาขาวปิดลงแน่น ในวินาทีที่รู้สึกได้ว่าตัวรถห่างออกไปไม่ถึงช่วงแขน ความหวาดกลัวถึงขีดสุดถาโถมกัดกินจิตใจ ก่อนที่ภายในเวลาไม่ถึงมิลลิวินาที ทุกอย่างจะพลันถูกความมืดมิดกลืนกินเข้าไปอย่างฉับพลัน

ไม่!!!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 12

    ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 11

    แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 10

    “ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 9

    “...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 8

    “ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 7

    ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status