LOGINความมึนงงแผ่ซ่านไปทั่วจิตสำนึก อี้ได้แต่ไล่สายตากวาดมองทุกคนรอบข้างอีกครั้ง ด้วยความหวังว่าอาจจะพบคำตอบต่อสถานการณ์ที่น่าประหลาดนี้ได้บ้าง แต่ไม่ว่าจะชุดที่พวกเขาสวมใส่ คำพูดที่ใช้ รวมไปถึงบรรยากาศและสถานที่
ทุกอย่างตรงหน้า ไม่ใช่โลกที่เขารู้จักเลย
แล้วไหนจะเว่ยหลาง เด็กคนนี้ที่มีชื่อเหมือนตัวร้ายในนิยายกำลังถูกกล่าวหาว่าทำให้ฉันจมน้ำ นี่มัน…
นี่มันเหมือนฉากเปิดตัวละครจ้าวเว่ยหลางในนิยายเรื่องนั้นเป๊ะเลยนี่?!
เขาควรจะต้องตายไปแล้วสิ หลังจากที่รถคันนั้นพุ่งชนเขาเข้ามาเต็ม ๆ ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ดูไม่มีทางรอดได้ แต่เมื่อได้สติฟื้นขึ้นมาอีกที ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในที่ ๆ ที่หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ในโลกปัจจุบัน
ถ้าอ้างอิงจากสิ่งที่หญิงคนนั้นพูด ตอนนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้วัยเด็ก โดยที่เบื้องหน้าเขาก็คือเว่ยหลางในวัยเด็กเช่นกัน!
แต่มันเป็นนิยายนี่! ทำไมฉันถึงมาโผล่อยู่ในโลกนิยายได้ล่ะ!
“...”
เว่ยหลางยกฝ่ามือขึ้นลูบพวงแก้มตนเองที่ถูกหญิงคนนั้นตบเข้าจนขึ้นรอยแดงฉาน แต่กลับไม่ส่งเสียงโอดครวญ ไม่แม้แต่หลบสายตาดุกร้าวของผู้คนรอบข้าง ทั้งที่ตามปกติเด็กวัยนี้ควรจะร้องไห้จ้าหรือวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัวแล้วแท้ ๆ
ทว่าดวงตาของเว่ยหลางกลับเยือกเย็นเสียจนผิดปกติ ราวกับเขาเคยชินกับความเกลียดชังของโลกใบนี้มานานแล้ว
“คุณชายน้อยเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ บาดเจ็บที่ใดหรือไม่!”
อี้ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ยังคงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย รับรู้ได้เพียงสัมผัสเย็นเฉียบของน้ำที่เปียกชุ่มบนเสื้อผ้าและความวุ่นวายที่เงยหน้าขึ้นมาก็พบทันที
“ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกนายท่าน! เจ้าต้องถูกโบยร้อยครั้ง ให้สาสมกับความชั่วที่คิดกระทำต่อคุณชาย!”
ถ้อยคำเหล่านั้นแผดลั่นจนอี้พลันสะดุ้งกายตามไปเล็กน้อย แม้จะยังไม่อาจปะติดปะต่อเรื่องราวหรือความทรงจำใด ๆ ที่เกี่ยวกับร่างใหม่นี้ได้ แต่เขาจำได้ดีว่าในฉากนี้…
คุณชายเฟิ่งอี้จงใจแกล้งทำเป็นจมน้ำเพื่อจะใส่ความให้เว่ยหลางถูกลงโทษ!
เสี่ยวผิง บ่าวรับใช้ใกล้ชิดของจ้าวเฟิ่งอี้ จับจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างโกรธแค้น ก่อนสาวเท้าเข้าใกล้เด็กหนุ่มแล้วตวาดบอกบ่าวชายสองคนที่เพิ่งวิ่งมาถึง
“จับไว้!”
อี้เบิกตากว้างเมื่อสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มดำเนินไปตามเนื้อเรื่องในนิยาย ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ทำให้จ้าวเว่ยหลางเติบโตมาเป็นคนที่ใจคอโหดเหี้ยม และนำมาซึ่งจุดจบของสกุลจ้าว
ไม่ได้สิ! เขาไม่ได้ทำนะ! จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้!
ร่างผอมบางพลันขยับกายพุ่งออกจากวงแขนของบ่าวหญิงที่ประคองไว้ ด้วยเรี่ยวแรงที่หลงเหลืออยู่ทั้งหมด กระโจนไปยืนบังร่างเว่ยหลางที่ยังคุกเข่าก้มหน้าอยู่เอาไว้อย่างไม่นึกเกรงกลัว
“หยุดนะ!”
เสียงใสดังก้องกังวาน สะกดทุกชีวิตรอบข้างให้ได้แต่หยุดชะงัก แม้แต่ใบหน้าของเสี่ยวผิงเองก็แข็งค้างด้วยความแปลกใจต่อท่าทางผิดวิสัยของคุณชายน้อยตรงหน้า
“เว่ยหลางไม่ได้ทำร้ายข้า!”
อี้กล่าวชัดถ้อยชัดคำแม้ตัวจะสั่นเทา ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงฟื้นขึ้นมาอยู่ที่นี่ได้ แต่สัญชาตญาณกลับบอกให้ออกตัวปกป้องเด็กที่มีชื่อเหมือนตัวร้ายในนิยายขึ้นมา
เพราะถ้าหากนี่คือโลกนิยายเรื่องนั้นจริง เว่ยหลางที่ถูกกล่าวหาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดใด ๆ
“นี่…นี่เป็นเพียงเหตุไม่คาดคิด”
“คุณชายหายไปตั้งแต่ยามเหม่า[1] หากเมื่อครู่ไม่มีพวกบ่าวผ่านมาเห็นเข้าว่าคุณชายจมน้ำ หามีผู้ใดรู้ไม่ว่าเว่ยหลางจะหลอกพาคุณชายมาที่นี่!”
ร่างบางหันกลับไปสบตากับเว่ยหลางที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังตน ใบหน้าคมคายของเด็กหนุ่มฉายแววสับสนและไม่เข้าใจ เหตุใดคุณชายน้อยผู้นี้ต้องปกป้องเขาด้วย เมื่อตัวต้นเหตุของเหตุการณ์นี้ก็คือคุณชายเองแท้ ๆ นี่มิใช่การหาเรื่องให้เขาถูกโบยเช่นปกติหรอกหรือ
อี้ที่พอจะจับกระแสความสับสนในสายตาของเด็กหนุ่มได้ จึงเพียงส่งสายตาเห็นใจกลับไป เขาไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าตนเองได้ข้ามมิติมายังนิยายเรื่องนั้นจริง ๆ หรือเปล่า
“เว่ยหลางไม่ได้ทำ!”
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้คือเด็กคนนี้ไม่ได้คิดจะทำร้ายเจ้าของร่างนี้ และตัวเขาเองก็มีหน้าที่ต้องทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง
“ข้าแค่…เล่นน้ำกับเขาแล้วข้าพลาดท่าเอง!”
คำพูดบิดเบือนนั้นหลุดออกไปจากริมฝีปากเล็กได้อย่างหน้าไม่อายจนเหล่าบ่าวรับใช้ชายหญิงนับสิบซึ่งยืนห้อมล้อมอยู่ต่างก็นิ่งงัน แววความแปลกใจฉายชัดในทุกคู่ดวงตา สบมองเพียงคุณชายน้อยผู้สูงศักดิ์ที่ปกติแสนจะเอาแต่ใจ คอยกลั่นแกล้งเว่ยหลางมาตลอด
คุณชายน้อยเล่นน้ำ? ในปลายฤดูหนาวเช่นนี้?
“ข้าขอออกคำสั่ง ห้ามผู้ใดนำเรื่องนี้ไปพูดทั้งนั้น!” แต่วันนี้กลับพูดจาปกป้องเขาเสียเอง ผิดแปลกไปจากทุกครา “หรือใครสงสัยในคำสั่งของข้า!”
เสี่ยวผิงได้ยินก็อ้าปากจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดก็โดนอี้ในร่างคุณชายน้อยหันไปฟาดสายตาคมกริบเข้าใส่เสียก่อน เหล่าบ่าวรับใช้ที่ยืนล้อมอยู่จึงไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่ปลายเท้า รีบลดศีรษะต่ำลงอย่างนึกหวาดกลัวในทันที
“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ/ขอรับ” เหล่าบ่าวรับใช้เอ่ยตอบเสียงต่ำ สั่นเสียจนแทบฟังไม่ได้ความ
ในจวนสกุลจ้าวแห่งนี้ใครบ้างไม่เกรงกลัวคุณชายน้อย หากไม่ชอบใจสิ่งใดแล้วเพียงแค่เอ่ยปาก นายท่านใหญ่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงก็พร้อมจะตามใจเสมอ บ่าวหลากหลายคนที่ถูกคุณชายน้อยผู้นี้กลั่นแกล้งด้วยความสะใจ บ้างโดนขายออกไปเป็นทาสชายแดน บ้างก็โดนโบยจนตาย
แต่ในขณะเดียวกัน ในจวนสกุลจ้าวแห่งนี้มีใครเคารพจ้าวเว่ยหลางบ้าง? แม้จะเป็นบุตรชายคนสุดท้องของนายท่านใหญ่แต่มารดานั้นเป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียง
ทั้ง ๆ ที่อายุมากกว่าจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ยามใดที่ผู้คนเรียกขานถึงคุณชายน้อยสกุลจ้าว ล้วนรับรู้กันว่ากำลังกล่าวถึงจ้าวเฟิ่งอี้ผู้เป็นหลาน ไม่ใช่จ้าวเว่ยหลางที่เป็นบุตรชายสายตรง
“…”
อี้ที่บัดนี้ขมวดคิ้วจนเป็นปมเพราะถูกกระแสความมึนงงโจมตีอีกครั้ง ทุกความทรงจำของร่างนี้ว่างเปล่าราวกับเป็นสมุดเล่มเก่าที่ถูกฉีกหน้าทิ้งจนหมด เหลือเพียงช่องว่างที่เขาได้แต่นึกกังวลถึงเหตุผลที่จู่ ๆ ก็โผล่มาที่นี่ แถมเป็นร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ที่เขารู้ชะตากรรมดี ว่าจะต้องตายตกไปเพราะเด็กที่ชื่อเว่ยหลางคนนี้อีก
แต่ว่าอี้ยังไม่อยากตายสักหน่อย!
ถ้าจะทะลุมิติทั้งที ทำไมต้องมาอยู่ในร่างของตัวประกอบเอาแต่ใจแบบนี้ด้วยเนี่ย?!
[1] ยามเหม่า (卯:mǎo) เริ่มนับตั้งแต่เวลา 05.00 – 07.00 น.
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง
“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส
ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้







