Masukห้าวันต่อมา
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ดวงจันทร์บนท้องฟ้าดวงนั้นลอยสูงขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะแล้ว หลังจากแสงไฟจากตะเกียงภายในเรือนดับลง เงาไม้ที่ด้านนอกหน้าต่างเรือนโบตั๋นสั่นไหวทั้งที่ไร้แรงลม องครักษ์ของจวนราชครูที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้เพียงหันหน้ามามองจ้องเข้าไปในความมืดครู่หนึ่ง แล้วก็หันกลับไปอย่างไม่ไยดี คล้ายว่าเหตุความสั่นไหวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงนกบินผ่านยอดไม้ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอะไรมากนัก
ฟู่หยวนหยวนแฝงตัวกลืนหายเข้ากับราตรีกาลประดุจสายลม จากนั้นก็ทะยานมุ่งหน้าไปยังจวนหย่วนโหวทันที แสงไฟระยิบระยับบนถนนสายหลักทำให้คุณหมอสาวเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดมากขึ้น ฟู่หยวนหยวนทะยานไปบนหลังคาอย่างว่องไว ก่อนหยุดลงบนต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ห่างจากจวนโหวไม่ไกล
ชุ่มซ่อนตัวอยู่ครู่ใหญ่ รอบด้านยังคงเงียบกริบไม่มีเสียง ดูภายนอกคล้ายว่าคลื่นลมเงียบสงบ แต่ฟู่หยวนหยวนยังคงรอดูท่าทีไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร มันดูเงียบสงบจนเกินไประหว่างที่ฟู่หยวนหยวนคิดจะกลับไปหลังจากรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ทันใดนั้นเงาดำหลายสายก็พุ่งทะลุบานหน้าต่างออกมายังลานภายในจวนหย่วนโหว บริเวณลานหน้ามุขไฟถูกจุดสว่างขึ้นทันที มีเงาร่างคนจำนวนมากโอบล้อมเงาคนเหล่านั้นไว้ มีดดาบที่ถืออยู่ในมือส่งประกายเยียบเย็น ฟู่หยวนหยวนได้แต่แอบร้องว่าเกือบไป เธอเกือบจะเป็นผีรับเคราะห์แทนผู้อื่นเสียแล้ว
สถานการณ์ในตอนนี้น่าอกสั่นขวัญแขวนยิ่งนัก แต่ละคนล้วนหน้าตาถมึงทึง รังสีเข่นฆ่าแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับว่าคนเหล่านี้ต้องการจะประหัตประหารกันให้ล้มตายไปข้าง ฟู่หยวนหยวนจึงตัดสินใจว่าคอยสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้อย่างสงบรอดูเหตุการณ์ก่อนจะดีกว่า ไม่ว่าอย่างไรชีวิตคนเรานั้นก็เปราะบางยิ่ง
‘ฮั่วกงเหวิน’ สะกดกลั้นโลหิตที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกเอาไว้ไม่ให้กระอักออกมา เขาแข็งใจยืนอยู่ท่ามกลางองครักษ์หลายคนด้วยสีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม มือแกร่งกุม ‘กระบี่หยกโลหิต’ ในมือไว้แน่น เขารู้ดีว่าเวลานี้ตนถูกพิษประหลาดไม่มีทางเดินพลังปราณใช้พลังขับพิษออกจากร่างได้ในเวลาอันสั้น
ครั้งนี้เขาเข้ามาในจวนหย่วนโหวในฐานะเจ้าสำนักหยกโลหิต นามว่า ‘เหวินกง’ ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ทว่ายังไม่ทันจะลงมือกลับถูกอีกฝ่ายเล่นงานเข้าเสียก่อน เขาใช้สายตาสั่งการลูกน้องให้พยายามถ่วงเวลาเอาไว้ เพื่อเขาจะได้ขับพิษร้ายออกจากร่างได้ทันกาลและพาทุกคนออกจากสถานที่อันตรายแห่งนี้โดยปลอดภัย
"หย่วนอู่เสวียน! เจ้าต่ำช้าเกินไปแล้ว" เป็นเพราะเขาประมาทเกินไป ถึงได้พลาดท่าเสียที่ถูกแผนสกปรกของเจ้าจิ้งจอกตรงหน้าเล่นงาน
"เป็นท่านต่างหากที่ไม่รู้จักชั่วดี น้องสาวของข้าหย่วนเหมียวเป็นหนึ่งในงามแห่งเมืองหลวง คู่ควรกับท่านราวกับกิ่งทองใบหยก นางยอมลดตัวแต่งให้ท่านถือเป็นวาสนาของท่านแล้ว"
“เจ้าคิดไปเองมากกว่า น้องสาวของเสือร้ายจะเป็นกระต่ายที่ว่านอนสอนง่ายไปได้อย่างไร ข้างกายนายท่านของเรามีหญิงงามมากมาย ไล่ยังไล่ไม่ไปด้วยซ้ำ ใครจะอยากได้หญิงใจดำอำมหิต" องครักษ์คนหนึ่งโกรธแค้นแทนฮั่วกงเหวิน ผู้เป็นนาย
หย่วนอู่เสวียนหัวเราะลั่น สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ดูชื่นมื่นอย่างยิ่ง "องครักษ์เจี้ยนท่านพูดผิดแล้ว น้องสาวข้าเป็นหญิงงามของแผ่นดินรูปโฉมงดงามเหนือเทพธิดาทั้งปวง ปล่อยให้นางหลุดมือไปนับเป็นเรื่องสมควรต้องเสียใจอย่างยิ่ง"
‘เจี้ยนตง’ องครักษ์ฝ่ายบู๊ยืนอยู่ด้านซ้ายของผู้เป็นนายเดือดดาลหน้าแดงก่ำกำหมัดแน่น หากไม่ใช่เพราะ ‘โย่วซาน’องครักษ์ฝ่ายบุ๋นคอยดึงร่างอันเดือดดาลเต็มไปด้วยความหุนหันพลันแล่นของเขาเอาไว้ เกรงว่าเขาคงต้องติดกับแผนยั่วยุของอีกฝ่ายเป็นแน่แท้
"การผูกไมตรีด้วยการแต่งงานเป็นวิธีที่ดียิ่ง เจ้ากลับไม่รู้จักการควรไม่ควร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่ามาหาว่าข้าเหี้ยมโหด" ในแววตาของหย่วนอู่เสวียนปรากฏรังสีอำมหิตฉายออกมาอย่างชัดเจน เดิมหย่วนอู่เสวียนคิดจะอาศัยการแต่งงานในครั้งนี้ผูกสัมพันธ์เกี่ยวดองกับ ‘สำนักหยกโลหิต’ เพื่อที่ว่าจวนหย่วนโหวของตนจะได้มีเสถียรภาพมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น และเพื่อความสะดวกในการกรุยทางไปสู่การช่วงชิงบัลลังก์
เขาปรารถนาจะได้นั่งบัลลังก์มานาน สำนักหยกโลหิตเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งของทั้งสี่แคว้น เป็นแหล่งรวมผู้มี
ความสามารถครบทุกด้าน มีกิจการในสังกัดกระจายอยู่ทั่วสี่แคว้น แต่ดูเหมือนว่าสำนักหยกโลหิตจะไม่คิดหวังที่จะก้าวก่ายอำนาจในราชสำนัก แต่ไรมาก็รักษาความเป็นกลางมาโดยตลอด หย่วนอู่เสวียนวางแผนในใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าสำนักหยกโลหิตที่ตนอยากเกี่ยวดอง คือชินอ๋องว่างงานผู้โหดเหี้ยมที่ทุกคนเล่าลือ
ว่ากันว่าฮั่วกงเหวินหรือชินอ๋องแห่งแคว้นเว่ยโหดเหี้ยมไร้ปรานี ทว่าเขาปรากฏตัวไม่บ่อยนัก ทำให้มีเพียงราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงที่เคยเห็น ครั้งนี้ฮั่วกงเหวินกับคนสนิทสวมหน้ากากหนังมนุษย์จึงทำให้หย่วนอู่เสวียนมองไม่ออก
หย่วนอู่เสวียนอาศัยข้ออ้างเรื่องการค้าแฝงเจตนาชั่วร้าย โน้มน้าวให้เจ้าสำนักหยกโลหิตมาร่วมปรึกษาหารือเรื่องการขาดแคลนไหมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และถือโอกาสยื่นข้อเสนอเรื่องการแต่งงานขึ้นมาเพื่อเกี่ยวดอง โดยหมายให้สำนักหยกโลหิตช่วยสนับสนุนเขาขึ้นสู่บัลลังก์
แต่หลังจากถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย หย่วนอู่เสวียนก็ไม่พอใจมากและถือคติว่าในเมื่อตัดสินใจจะทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เขาได้แอบชุบเลี้ยงองครักษ์และทหารเอาไว้ ด้วยหวังจะขุดรากถอนโคนผู้ทำตัวเป็นอุปสรรคขวากหนามให้สิ้นซาก และถือโอกาสนี้ผูกขาดการผลิตแพรพรรณแต่เพียงผู้เดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมีกำลังความสามารถที่แข็งแกร่ง
หย่วนอู่เสวียนรู้ดีว่าเหวินกงหาใช่คนที่จะยอมให้ใครเล่นงานได้ง่ายๆ หากไม่ใช้อุบายสกปรกย่อมยากจะบรรลุเป้าหมาย ครั้นแล้วเขาจึงทำทีว่าจะเลี้ยงส่ง แอบนำยาพิษสลายพลังซึ่งไร้สีไร้กลิ่นใส่ลงไปในสุราให้เหวินกงดื่ม พิษสลายพลังเป็นยาพิษที่ไม่ออกฤทธิ์ทันที ความร้อนแรงของสุราจะเป็นตัวเร่งพิษให้แพร่กระจาย หลังจากงานเลี้ยงเลิกราในราวไม่เกินครึ่งชั่วยาม พิษจึงจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปตามเส้นและกระดูก กว่าผู้ถูกพิษจะรับรู้ถึงความผิดปกติก็แก้ไขไม่ทันกาลแล้ว
สิ่งแปลกประหลาดอีกประการหนึ่งของยาพิษสลายพลังก็คือไม่อาจใช้พลังขับพิษได้ เมื่อใดที่เดินพลังปราณ พิษก็จะโคจรไปทั่วร่าง เท่ากับเป็นการเร่งพิษร้ายให้กระจายเร็วขึ้น เพราะเหตุนี้ฮั่วกงเหวิน ถึงได้บาดเจ็บไปถึงอวัยวะภายใน แต่เขากลับแข็งใจสะกดกลั้นก้อนโลหิตไว้ในอก ไม่ยอมกระอักออกมา
"โอสถเพิ่มพลังปราณต้องสมบูรณ์แบบ ต้องหลอมให้ได้สมดุลทั้งหยินและหยาง"เสียงของคุณหมอสาวเบาแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเริ่มขั้นตอนการหลอมโดยใช้พลังปราณภายในควบคุมเปลวไฟสีเขียวใต้เตาหลอม เปลวไฟเริ่มลุกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เธอค่อยๆ ใส่สมุนไพรทีละชนิดลงในเตาหลอมหญ้าเซียนสวรรค์ เริ่มละลายและปล่อยพลังปราณสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่ผลไม้สุริยันจันทราก็ค่อยๆ ระเหิดกลายเป็นละอองพลังที่ผสมกับพลังของหญ้าเซียนสวรรค์ ฟู่หยวนหยวนควบคุมกระแสพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ใบหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยสมาธิคุณหมอสาวใช้พลังปราณควบคุมเปลวไฟอย่างละเอียด ปรับให้เปลวไฟมีความร้อนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองรวมตัวกันอย่างสมดุล ควันบางๆ สีทองเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม และความกดดันในอากาศรอบตัวเธอก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเม็ดโอสถสีขาวเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นภายในเตาหลอม โอสถที่สามารถเพิ่มพลังปราณได้สำเร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์ เงาสะท้อนของมันเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อน ๆ ราวกับเกลียวหมอกที่ล่องลอยดวงตาของฟู่หยวนหยวนเปล่งประกายด้วยความยินดี ใบหน้างามเผยรอยยิ้มขณะมองดูโอสถที่เธอหลอมสำเร็จด้วยความอุตสาห
กลางดึกที่เงียบสงัดในห้องนอนของฟู่หยวนหยวน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ส่องกระทบให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืด เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงของคุณหมอสาวอย่างไร้เสียงฟู่หยวนหยวนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคน ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาหวาดระแวงมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนคุณหมอสาวก็อดสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากตะโกนเรียกใคร ชินอ๋องก็พูดขึ้นเบา ๆ"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายเจ้า"เสียงของเขานุ่มลึกแต่หนักแน่น คุณหมอสาวมองดูเขาด้วยความระแวดระวัง แม้ว่าชินอ๋องผู้นี้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่การที่เขาปรากฏตัวในห้องเธอเช่นนี้ทำให้เธอยากจะไว้วางใจได้"ท่านเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร ชินอ๋องเช่นท่านไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้" ฟู่หยวนหยวนพยายามควบคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเครือ ทว่าสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังฮั่วกงเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าจะมาหาเจ้าด้วยวิธีใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ...ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น"น้ำเส
เมื่อตงหนิงอ้ายได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อ นังสวะนี่ว่านางชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านงั้นรึ ใบหน้างามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ตงหนิงอ้ายกัดฟันแน่น ก่อนเหยียดยิ้มตอบกลับไป “ข้าเพียงอยากเตือนสติเจ้าเท่านั้น …น้ำหน้าอย่างเจ้าซื้อสมุนไพรไปก็เสียดายสมุนไพรเปล่าๆ”“ผู้ใดบอกว่าข้ามาซื้อสมุนไพร? คุณหนูตงช่างสู่รู้ยิ่ง”ทันใดนั้น เสียง "เพล้ง!" ของขวดสมุนไพรที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังกึกก้องในห้องโถง ตงหนิงอ้ายปล่อยพลังปราณสีส้มระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดของตนออกมา ก่อนซัดควันพิษที่แฝงอยู่ในขวดสมุนไพรพุ่งตรงเข้าไปหาฟู่หยวนหยวน กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมอบอวลกลับกลายเป็นกลิ่นควันพิษที่น่าหวาดกลัว ฟู่หยวนหยวนดึงแขนซินมี่และซินหนี่พุ่งตัวหลบอย่างรวดเร็ว"อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ แบบครั้งก่อน!" ตงหนิงอ้ายตะโกนเสียงกร้าว พร้อมกับสร้างลูกพลังสีส้มขนาดใหญ่ในมือ แล้วปล่อยมันพุ่งไปหาฟู่หยวนหยวนทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็ปล่อยพลังของตนออกมาสลายพลังของตงหนิงอ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้พลังดึงควันพิษกลับเข้าไปในขวดที่เตรียมไว้ เสี่ยวเอ้อมองไปยังตงหนิงอ้ายแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หากคุณหน
อาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดง สาดส่องลงบนยอดไม้ ขับเน้นให้ไพรพนาเหลืองอร่าม ฟู่หยวนหยวนหมุนป้ายหยกรูปกิเลนวายุสีเขียวในมือเล่น นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วที่เธอช่วยชีวิตเจ้าสำนักหยกโลหิต เธอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นใครแต่…รู้มากเกินไปรั้งแต่จะนำภัยมาหาตน แค่ทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างเธอก็พอแล้ว ฟู่หยวนหยวนมองหยกประจำตัวเจ้าสำนักหยกโลหิตในมือตนอย่างพึงพอใจซินหนี่มองคุณหนูของตนที่เอาแต่มองป้ายหยกในมือมาครึ่งค่อนวัน นางจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัย “คุณหนูท่านนั่งมองป้ายหยกชิ้นนี้มาครึ่งค่อนวันแล้วนะเจ้าคะ ป้ายหยกนี่มีอะไรดีรึเจ้าคะ”“เจ้าไม่รู้อะไร นี่น่ะของดี” ฟู่หยวนหยวนกล่าวยิ้มๆ ก่อนเก็บป้ายหยกชิ้นนั้นเข้าไปในมิติ เธอหันหน้าไปพูดกับซินมี่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มี่เอ๋อเจ้าให้คนไปเตรียมรถม้าให้ข้าที ข้าจะไป ‘ตลาดไฉซี’ สักหน่อย”“เจ้าค่ะ” ซินมี่รีบไปจัดการตามที่คุณหนูของตนสั่งทันที แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติคุณหนูของพวกนางไม่ค่อยออกนอกจวนเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ ตลาดไฉซีจะเปิดเฉพาะตอนกลางคืน ตลอดสี่ปีที่นางรับใช้คุณหนูใหญ่ ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณหนูใหญ่จะอยา
"ท่านหมอ" โย่วซานซึ่งยืนอยู่อีกด้านอึ้งตะลึงไปโดยพลัน "ไฉนท่านถึงจับชีพจรตนเองเล่า"ฮั่วกงเหวินที่เปลือยหลังหันกลับมาเพ่งมองหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นหมอแวบหนึ่ง ยามนี้ฟู่หยวนหยวนได้วางมือทั้งสองข้างลงแล้วกล่าวอย่างนิ่งสงบ "ท่านยังคงมองด้านหน้าเอาไว้ อย่าขยับไปขยับมา"ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ย้ายสายตากลับมาเบื้องหน้า ฟู่หยวนหยวนหยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนบาดแผลตรงไหล่ของเขา หลังจากนั้นจึงหยิบเข็มเงินขึ้นมาฝังลงไปตามจุดใหญ่ๆ สองสามจุดบนแผ่นหลังของเขา ฝีมือแน่วนิ่งไม่ติดขัด นัยน์ตาของฟู่หยวนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง“พิษชนิดนี้ถึงแม้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถขจัดออกได้จนหมดสิ้น" ฟู่หยวนหยวนกล่าวขณะนำยาเก็บเข้าอกเสื้อของตนโย่วซานถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งใจ "เป็นเช่นนั้นก็ดี"ฟู่หยวนหยวนถือพู่กันเขียนใบสั่งยามอบให้โย่วซาน "หนึ่งเค่อให้หลังข้าค่อยมาถอนเข็มออก ใช่แล้ว ท้องข้าหิวนิดหน่อย ท่านให้สาวใช้ทำอาหารมาให้ข้าสักสองสามอย่างได้หรือไม่ ส่งให้ที่ศาลาด้านนอกก็ได้""ได้แน่นอน" โย่วซานยิ้ม "ขนมอื่นๆ ต้องการหรือไม่"“ถ้าได้ก็ขอบคุณมาก”โย่
"ไร้ยางอาย!" โย่วซานชูกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของตนขึ้น "เจ้าอย่าได้หมายจะทำร้ายเจ้าสำนักหยกโลหิตของพวกเรามิฉะนั้นแล้วกระบี่ของข้าจะไม่ละเว้นเจ้า"สำนักหยกโลหิต!!!บนใบหน้าของฟู่หยวนหยวนปรากฏแววปีติยินดี เธอรู้จักสำนักหยกโลหิตเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หากสามารถทำให้สำนักหยกโลหิตติดค้างน้ำใจเธอได้ล่ะก็ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องคนหนุนหลังแล้ว ในหัวของคุณหมอสาวเริ่มวางแผนอย่างรวดเร็ว เธอเฝ้ามองสถานการณ์เงียบอย่างไม่ละสายตาหย่วนอู่เสวียนให้สัญญาณมือ องครักษ์สิบกว่าคนพลันวิ่งออกมาจากที่ซุ่มด้านข้างคนของสำนักหยกโลหิตเห็นสภาพการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกตนยากจะตีฝ้าวงล้อมออกไปได้ ฮั่วกงเหวินรีบส่งสายตาบอกใบ้ให้ทุกคนใช้ยุทธวิธีสู้พลางถอยพลาง รอจังหวะเหมาะหาหนทางหนีเอาตัวรอดการต่อสู้เปิดฉากขึ้น องครักษ์ฝ่ายบุ๋นและบู๊คอยคุ้มกันอยู่ร่างกายนายท่านของตนที่ถูกพิษอย่างเข้มแข็ง ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ เข้าต่อกรกับศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระองครักษ์ทั้งสองให้มากที่สุดยิ่งต่อสู้จำนวนคนก็ยิ่งลดน้อยลง ในดวงตาของฮั่วกงเหวินฉายประกายเคร่งขรึมเยียบเ







