LOGIN...คุณปรียามองนายพลผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ที่ผ่านมาฉันเข้าใจสิ่งที่คุณทำทั้งหมด เข้าใจดีด้วยแม้บางอย่างจะขัดใจก็พยายามอดทนที่จะไม่พูดเพราะรู้ว่าคุณกำลังสร้างชีวิตให้ลูกแต่เรื่องนี้ฉัน...ฉันรับไม่ได้จริงๆ!! มันมากไป!! มันมากไปสำหรับคนเป็นแม่จะปล่อยให้ลูกไปเผชิญความโหดร้ายที่รู้ๆ กันอยู่ว่าไม่มีการอ่อนข้อใดๆ ทั้งสิ้น ฮือออๆๆๆๆ ฉันไม่ยอมให้ลูกไป ฮือๆๆๆ...ฉันไม่ยอม!!!” ...คุณปรียานั่งพูดด้วยความอัดอั้นตันใจจนร้องได้โฮออกมาอย่างเหลืออดที่สุด ...ทุกคนถูกเรียกให้มาอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อพูดคุยเรื่องส่งเบญรดาเข้าตัดเลือกในการจะไปร่วมฝึกหลักสูตรหน่วยรบพิเศษที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศอังกฤษประสานงานมายังไทย โดยจะเน้นการฝึกภาคพื้นดินเป็นหลักการฝึกให้กับตำรวจทั่วโลกที่มาเข้าร่วมฝึกครั้งนี้...ทุกคนสีหน้าเคร่งเครียดและวิตกกังวลมากขึ้นเมื่อเบญรดาตัดสินใจเข้าร่วมหลักสูตรครั้งนี้ และนั่นเท่ากับครอบครัวทำใจไว้ได้เลยว่าเมื่อเธอก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อไปยังสนามฝึกนั้นแล้วเธอจะมีความเป็นและความตายเท่ากัน และเรื่องแบบนี้หากไม่แน่จริงก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยง
...วิทกับวินพี่ชายทั้งสองนั่งก้มหน้าเอามือประสานกัน แม้เป็นชายอกสามศอกก็ยังไม่กล้าเข้าฝึกหลักสูตรอันเหี้ยมโหดนี้ แล้วน้องสาวคนเดียวของเขาจะรอดหรือ? ..ส่วนนายพลตฤณผู้เป็นพ่อและเป็นตัวตั้งตัวตีก็มีสีหน้าไม่ต่างจากทุกคน แม้ใจอยากให้ลูกสาวเข้าร่วมแต่เมื่อเห็นคุณปรียาแสดงการต่อต้านขนาดนี้นายพลเองก็เริ่มหวั่น “เอาล่ะๆ ใจเย็นๆ คุณปรียา ฉันไม่ได้บังคับลูกเพียงแต่เมื่อมีโอกาสดีๆ แบบนี้ก็ไม่อยากให้พลาดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอให้เคารพการตัดสินใจของลูกนะ” ...น้ำเสียงเรียบๆ ของนายพลตฤณไม่ได้ทำให้ทุกคนเบาใจขึ้น ...และสายตาทุกคู่ก็มองไปยังเบญรดาที่ตอนนี้นั่งกุมมือแม่เพื่อเป็นการปลอบใจและเหมือนบอกแม่ไปในตัวว่าให้ใจเย็นๆ...ทุกคนรอการตัดสินใจอีกครั้งของเธอและอยากได้ยินคำยืนยันว่าไม่เข้าร่วมฝึกสุดโหดครั้งนี้
...เบญรดามองหน้าทุกคนโดยไล่ไปทีละคนๆ โดยเริ่มจากผู้เป็นแม่ พี่วิน พี่วิท และพ่อ แววตาของร้อยตำรวจหญิงป้ายแดงเปลี่ยนไปจากแววตาของเด็กมัธยมปลายที่เฮี้ยวๆ และขี้เล่นเมื่อสี่ปีที่แล้ว ที่ตอนนี้มีความรอบคอบและเด็ดเดี่ยวมากขึ้น นั้นยิ่งส่งให้บุคลิกโดยรวมเหมือนคนมีพาวเวอร์อยู่ในตัวและพร้อมจะปล่อยพลังออกมาเมื่อถึงเวลา “หนูขอยืนยันอีกครั้งว่า จะ เข้า ร่วม การ ฝึกหลักสูตรหน่วยรบพิเศษครั้งนี้ค่ะ” ...ถ้อยคำที่เปล่งออกมาช้าๆ ชัดๆ และหนักแน่นนั้นทำให้ทุกคนถึงกับจุกลูกกระเดือกและคอแห้งผาก ...คุณปรียาผู้เป็นแม่ได้ยินที่ลูกสาวยืนยันก็ถึงกับฟุบหน้าลงบนฝ่ามือตัวเองแล้วร้องไห้ปานจะขาดใจ ...วิทกับวินรู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้องแต่ก็ยังฝืนมองน้องสาวด้วยความสับสนและไม่รู้ว่าจะยินดีหรือยินร้ายกันแน่ ...ส่วนนายพลตฤณเมื่อคำยืนยันของลูกสาวจบลงก็หลับแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ความรู้สึกทั้งดีใจ ภูมิใจที่ลูกกล้าตัดสินใจแต่ก็กังวลปนเปอยู่ด้วย...คุณปรียาผู้เป็นแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเห็นใจ
“ไม่เห็นใจม๊าเลยใช่มั้ยเบล!!” ...ผู้เป็นแม่พูดติดๆ ขัดๆ เพราะติดสะอื้น ...เบญรดาทรุดกายลงนั่งที่พื้น เงยหน้ามองหน้าผู้เป็นแม่แล้วน้ำตาก็ซึมออกมา “ม๊าคะ!! ถ้าม๊าให้หนูไป ถือว่าม๊ามอบโอกาสที่ดีที่สุดให้หนูนะคะ หนูคิดแล้วคิดอีกไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วค่ะว่านี่คือโอกาสที่หนูจะพัฒนาฝีมือให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามและจะได้กลับมาแก้แค้นให้พ่อกับแม่ไงคะ หนูจะกลับมาช่วยกำจัดพวกที่เกี่ยวข้องกับยานรก และหนูสัญญาว่าจะเอาร่างกายที่ยังมีลมหายใจกลับมาหาม๊าเหมือนเดิมค่ะ!!” ...เบญรดาพูดจบก็กราบลงบนตักของผู้เป็นแม่ ...คุณปรียาพยายามกลืนก้อนสะอื้นและกลั้นความรู้สึกไว้เพื่อพยายามยอมรับการตัดสินใจของลูกเพราะเหตุผลที่เบญรดาพูดออกมานั้นทำให้พูดต่อไม่ออก จะกลัวและเสียใจแค่ไหนก็ต้องภูมิใจให้ได้ไช่ไหม!! “แกมั่นใจแค่ไหนเร๊อะ!! ว่าจะทำได้ ขนาดชายชาติทหารก็เอาชีวิตไปทิ้งกับการฝึกนี้มานักต่อนักแล้ว” ...วิทพี่ชายคนโตถามออกมาทั้งที่ยังอยู่ในอาการคอแห้งผาก “หนูไม่ได้มั่นใจถึงขนาดว่าจะต้องผ่านการฝึกให้ได้หรอกค่ะ แต่หนูคิดว่าถ้าได้เข้าฝึกและหากรู้ตัวว่าไม่ไหวจริงๆ หนูก็พร้อมจะถอนตัวโดยไม่คิดจะฝืนให้ตัวเองต้องเหลือแค่ร่างเพื่อให้เขาส่งกลับมาให้ป๊ากับม๊ากับพี่หรอกค่ะ” ...เบญรดาหันไปพูดกับพี่ชายแล้วหันกลับมามองผู้เป็นแม่อีกครั้ง “หนูสัญญาค่ะว่าจะสู้เท่าที่ไหวและจะเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าป๊ากับม๊ารออยู่จะไม่ยอมให้หมดลมหายใจเด็ดขาดค่ะ” ...เธอพูดไปมองหน้าผู้เป็นแม่ไป คุณปรียายกมือขึ้นประกบใบหน้าลูกสาวทั้งที่ตัวเองก็ยังร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ “ที่พูดมาหมายความว่าม๊าห้ามไม่ได้แล้วใช่มั้ย!!! แต่ถ้าหนูสัญญาว่าจะไม่ฝืนและจะพาร่างกายที่ยังมีลมหายใจกลับมาล่ะก็ม๊าจะไม่ทัดทานแล้วล่ะ ต่อให้กลัวแค่ไหนม๊าก็จะอดทน อดทนรอหนูกลับมาสัญญากับม๊าสิ!!” ...คุณปรียาพูดไปสะอื้นไปแล้วดึงร่างเบญรดาเข้ามากอดจนแน่น เบญรดาพยักหน้ารับคำสัญญาหงึกๆ อยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นแม่ “เอาล่ะๆ ถ้าแกตัดสินใจถี่ถ้วนแล้วก็ดำเนินการตามนั้น คำสัญญาก็เหมือนสัจจะนั่นแหละเป็นตำรวจหากลั่นสัจจะไว้ว่าอย่างไรก็จงทำให้ได้ตามนั้น และป๊าเห็นด้วยว่าถ้าไม่ไหวก็ให้หยุด แล้วกลับมา แล้วไม่ต้องคิดมากว่าการหยุดกลางคันคือผู้แพ้ให้คิดเสียว่าเรายังพร้อมไม่พอ โอกาสหน้ายังมี กลับมาสร้างความพร้อมให้มากขึ้นแล้วกลับไปสู้ใหม่นี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง หลายๆ คนทีฝืนร่างกายจนไม่ไหวสุดท้ายหมดลมหายใจระหว่างฝึกเพราะใช้ทิฐิมากกว่าสติ กลัวเสียหน้ากลัวเสียฟอร์มกลัวแพ้เลยเลือกจะฝืนเมื่อร่างกายทนทานไม่ไหวจึงได้แค่ใบมรณะบัตรกลับมา ป๊าดีใจและภูมิใจที่แกคิดเป็น...เอาล่ะ!!! เอาเป็นว่าทุกคนร่วมกันเป็นพยานว่าร้อยตำรวจหญิงคนนี้เขาให้สัญญากับพวกเราไว้ว่าเขาจะทำให้สุดฝีมือหากไม่ไหวเขาจะถอนตัวทันทีและกลับมาอย่างผู้ชนะใจตัวเอง” ...นายพลตฤณพูดด้วยเสียงจริงจังและดูเป็นทางการมาก ...คุณปรียายังคงกอดร่างไว้แน่นประหนึ่งว่านี่คือการกอดครั้งสุดท้าย ...วิทกับวินค่อยมีสีหน้าโล่งใจขึ้นและต้องให้สิทธิ์การตัดสินใจกับเจ้าตัวถึงจะรักจะห่วงแค่ไหนแต่เมื่อสัญญากันเป็นมั่นเหมาะแล้วก็จำใจต้องปล่อยให้เป็นไปตามสิทธิ์ของน้องสาว (เมื่อถึงเวลาคัดเลือกตำรวจจำนวนที่ตั้งไว้เก้าคนก็เกิดขึ้นตามนโยบาย และเบญรดาก็ผ่านการคัดเลือกได้ไม่ยาก ระยะเวลาแปดเดือนที่ต้องไปรับการฝึกร่วมกับตำรวจไทยอีกแปดคนรวมเบญรดาด้วยก็เป็นเก้าคนซึ่งมีชายหกคนและหญิงสามคนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งรายชื่อและประสานงานกลับไปเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศอังกฤษรับทราบและดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ตำรวจเกือบสี่ร้อยนายจากโลกได้เดินทางไปเจอกันที่ประเทศอังกฤษ) .....................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







