FAZER LOGIN...วันนี้ที่บ้านนายพลตฤณดูจะวุ่นวายกว่าทุกวันเพราะทุกคนกำลังเดินกันให้วุ่นเพื่อเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกพร้อมกันเพราะมีงานสำคัญรออยู่ที่โรงเรียนนายร้อยหญิง
“คุณคะ!! เดินระวังๆ สิคะ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวก็หกล้มหรอก อย่าลืมว่าผ่านวัยหนุ่มไปแล้วคุณจะห้าวหาญเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะ!!” ...คุณปรียาหันไปพูดแกมดุนายพลตฤณผู้เป็นสามีเมื่อเห็นนายพลตฤณข้าราชการตำรวจน้ำดีที่เพิ่งเกษียณราชการมาได้สามเดือนแล้ว ...นายพลตฤณมองหน้าภรรยาแล้วค้อนวงเล็กให้เพราะพูดตรงจี้ใจดำความแก่ของตัวเองเข้า “ไม่ต้องย้ำฉันหรอกแม่ปรียา แหมวันแบบนี้ใครมั่งไม่ตื่นเต้น อ้าวเสร็จกันหรือยังล่ะเนี้ย!!!” ...นายพลตฤณเหน็บภรรยาแล้วหันไปตะโกนเรียกลูกชายทั้งสองที่ขนาดโตเป็นหนุ่มและทำงานทำการกันแล้วแต่ไม่เลิกวิ่งแย่งลงบันไดกัน “เสร็จแล้วคร้าบบบบ!!! คุณท่านทั้งสองเข้าประจำที่ในรถได้เลยครับเดี๋ยวพลขับวินจะนำท่านไปชมบารมีไอ้เบล เอ้ยยย!!! ร้อยตำรวจตรีหญิงเบลที่วันนี้จะได้เป็นนายร้อยหญิงเต็มตัวแล้ว!!!” ...นายแพทย์วินลูกชายคนรองวิ่งลงมาพร้อมกับพูดเรียนเชิญและทำท่าผายมือให้พ่อกับแม่เดินไปขึ้นรถเก๋งที่จอดรออยู่หน้าประตูด้วยท่าทางสนุกสนาน ...ส่วนนักธุรกิจวิทที่วิ่งตามลงมาติดๆ เดินไปส่องกระจกสำรวจความหล่อเหลาของตัวเองอีกครั้งหลังจากที่ส่องมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน....................
...และแล้วพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่มอบใบแจ้งเกิดให้นายร้อยตำรวจหญิงอย่างเต็มเกียรติก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น บรรยากาศแห่งความภูมิใจจากการฝ่าฟันความยากแสนสาหัสของหลักสูตรสี่ปีก็สำเร็จลง และแน่นอนที่วันนี้บ้านนายพลตฤณจะมีการเฉลิมฉลองกันอีกครั้งอย่างมีความสุขที่เบญรดาเป็นผู้หอบมาให้คนในครอบครัว “ป๊าจะให้แกพักได้เต็มที่แล้วป๊ามีบางอย่างจะคุยให้แกฟัง หลังจากนั้นก็ไปรายงานตัวรับหน้าที่ได้ตามปกติ” ...นายพลตฤณบอกลูกสาวก่อนงานรื่นเริงของครอบครัวจะจบลง ...เบญรดาที่ตอนนี้โตเต็มตัวทั้งร่างกายและจิตใจแถมมีดีกรีเป็นนายร้อยตำรวจหญิงมองผู้เป็นพ่ออย่างสงสัยแต่เพราะผ่านการฝึกเพื่อให้นิ่งและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ยิน เธอจึงรู้ไต๋ผู้เป็นพ่อทันทีว่าต้องมีเรื่องที่เป็นทางการแน่นอน และเธอก็พร้อมจะรอฟังในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ........................ “ปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติของอังกฤษจับมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเราเพื่อเปิดรับตำรวจไปฝึกหลักสูตรหน่วยรบเฉพาะกิจ แต่ต้องเป็นตำรวจที่ผ่านการคัดเลือกระดับประเทศก่อนถึงจะไปได้ ป๊าอยากให้ลูกไปนะเบล” ...นายพลตฤณนั่งคุยกับลูกสาวที่เพิ่งประดับยศร้อยตำรวจตรีหญิงมาหมาดๆ ...เบญรดาได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งเพราะนี่คือสุดยอดของการฝึกหลักสูตรยุทธวิธีและรบพิเศษที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันแม้ไม่กระหึ่มเหมือนหน่วยซีล่สายทหารแต่ความโหดและขั้นตอนการฝึกนั้นกินกันไม่ลงทีเดียว ...ร้อยตำรวจตรีหญิงป้ายแดงแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ เพราะทราบว่าแม้นี่คือสุดยอดการฝึกรบพิเศษก็จริงหากแต่ถ้าใครพลาดพลั้งหรือกำลังกายกำลังใจไม่เพียงพอก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเสียเฉยๆ เพราะก่อนเข้ารับการฝึกจะมีการทำสัญญาพลีชีพที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานใดๆ หากเกิดการเสียชีวิตขึ้นระหว่างการฝึก ฉะนั้นผู้เข้าฝึกมีกระดาษสองใบให้เลือกคือ ใบรับรองผ่านการฝึกที่จะกลายเป็นตำรวจฝีมือพระกาฬแต่ไร้ตัวตน และใบมรณะบัตรที่ญาติจะได้รับหากผู้เข้าฝึกไม่สามารถทนทานต่อหลักสูตรการฝึกได้ “แต่ป๊าไม่บังคับและให้เวลาคิดหนึ่งอาทิตย์ แกจะรับหน้าที่ตามลำดับทั่วไปก็ได้หรือจะท้าทายตัวเองเพื่อไปเอาทักษะระดับสูงกลับมารับใช้ชาติต่อก็ให้คำตอบป๊าอาทิตย์หน้านะ แต่ป๊าอยากให้แกรู้ไว้ว่าชีวิตป๊าเจอมาหมดแล้วกับชีวิตที่ทั้งดิ่งลงและพุ่งขึ้น แกเหมือนเป็นตัวแทนของป๊าที่จะสานต่อในการปราบทรชนบนแผ่นดิน โดยเฉพาะพวกขายชาติที่ใช้ยาเสพติดสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองแต่เป็นปัญหาหนักหน่วงที่ปราบกันไม่หวาดไม่ไหวเพราะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเอี่ยวด้วย เมื่อป๊าต่อต้านมันทั้งชีวิตจนสุดสายป่านของป๊าแล้ว ป๊าอยากให้แกสานต่อเอาความสามารถมากำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดินให้สิ้นซากเพราะยาเสพติดเป็นต้นเหตุทำให้พ่อกับแม่ของแกต้องตาย จำไว้!!!" ...น้ำเสียงนายพลผู้เป็นพ่อไล่น้ำหนักเสียงจากปกติให้ค่อยๆ ขึงขังจริงจังขึ้น “แกโตแล้วและพร้อมจะทำงานรับใช้ประชาชน แต่ถ้าแกเลือกที่จะไม่เข้าฝึกก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าแกจะตัดสินใจอย่างไรป๊าจะยอมรับทุกอย่างและยอมรับอย่างเข้าใจด้วย แต่แกคงเข้าใจป๊าแล้วใช่มั้ยว่าที่สุดของชีวิตป๊าคืออะไร!!” ...นายพลพูดทิ้งท้ายอย่างจริงจังอีกครั้ง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างนึกถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวดวันนั้นหากไม่มีตัวแทนอายุยี่สิบสองปีนั่งอยู่ตรงนี้ก็เสมือนว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี่เอง ...เมื่อฟังเรื่องที่ผู้เป็นพ่อจะให้ไปร่วมฝึกหลักสูตรรบพิเศษเธอก็กลับนั่งตรงเก้าอี้ใต้ต้นไม้ในสวนเล็กๆ หลังบ้าน สมองนึกถึงโจทย์ที่นายพลผู้เป็นพ่อส่งมาให้คิด แต่ขณะทอดสายตามองอะไรไปเรื่อยนั้นพลันสายตาก็ไปหยุดตรงดอกกล้วยไม้ในกระถางแขวนแล้วทำให้เกิดความคิดบางอย่าง ...เธอลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปใกล้ๆ แล้วมองมันอย่างพิจารณา(กล้วยไม้เป็นดอกไม้ทรงคุณค่าสวยสง่าราคาแพงแม้จะเป็นกล้วยไม้ป่าหรือกล้วยไม้ที่ถูกเพาะขึ้นมาด้านพาณิชมันก็คือดอกไม้ที่สวยและทรงคุณค่า แล้วเราล่ะ!! กล้วยไม้มีวันเหี่ยวเฉาเช่นเดียวกับชีวิตที่ทุกคนที่ต้องพบจุดจบเดียวกันฉะนั้นก่อนไปถึงจุดจบจะขอสร้างคุณงามความดีมีคุณค่าให้สมกับที่เป็นลูกของป๊าดีกว่าไหม!!)
...เบญรดาได้คำตอบแล้ว
............................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







