تسجيل الدخول...เมื่อรู้ว่านั่นคือคนเขาก็รีบวางถุงใส่ชุดปฐมพยาบาลลงกับพื้นแล้วปรี่ลงไปนั่งคุกเข่าข้างๆ ร่างที่นอนหมดสตินั่น เขาก้มหน้าเพื่อจะมองหน้าเจ้าของร่างนั้นให้ชัดเจนว่าเป็นใคร แต่คราบเลือดที่เลอะเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้านั้นทำให้เขามองไม่ชัดว่าเจ้าของร่างนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
"คุณ!! คุณๆ!!!" ...เขาพยายามเรียกพร้อมกับสอดแขนเข้าตรงท้ายทอยแล้วยกศรีษะเจ้าของร่างนั้นขึ้นมา "ช่วยยยย ฉานนนนด้วย!!!" ...เสียงแผ่วเบาพยายามเปล่งออกมาจนเกือบไม่ได้ยินหลังจากได้สติอีกครั้ง โอมรู้ทันทีว่าบุคคลนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก ...และเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าคนที่สวมชุดนี้คือคนที่วิ่งผ่านหน้าร้านขายยาของพฤกษ์เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง (นี่คนที่วิ่งผ่านร้านไอ้พฤกษ์นี่หว่า!!) ...แต่นาทีนี้อย่าเพิ่งรู้เลยว่าเธอคือใครมาจากไหน สิ่งที่ต้องรีบทำคือให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แล้วโอมก็รีบสอดแขนอีกข้างเข้าไปยังใต้เข่าของเธอนั้นแล้วอุ้มร่างนั้นเดินไปยังประตูบ้านทันที “พี่อินตา!!!!! แสงดาว!!! ยังอยู่มั้ย!!! มานี่ด่วน!!! เร็วเร็ว!!” ...โอมตะโกนเรียกลูกน้องที่คิดว่ายังรอเขาอยู่ภายในบ้าน จนเขาอุ้มร่างนั้นเข้ามาถึงห้องรับแขกแล้วหย่อนลงนอนบนเก้าอี้โซฟาตัวยาว “อันหยังเจ้า!!!! ฮ้องอันหยังคุณโอม!!!!” ...เสียงตระหนกของแสงดาวภรรยาของอินตาร้องถามมาจากในครัวแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาเขา ...ส่วนอินตาวิ่งเข้ามาจากข้างนอกด้วยท่าทางตกใจกับเสียงร้องเรียกของเจ้านาย “ว๊ายยยยยย!!! ตายโหวงตายหว่า ผีป่าผีเฮือนใผ๋กะนี่!! แล้วเกิดอันหยังขึ้นเจ้า!!” ...แสงดาวตกใจอุทานเสียงหลงเมื่อมาเห็นร่างนั้นนอนหมดสติมีคราบเลือดติดเต็มอยู่บนโซฟา “โห้ะอันหยังนิ!! พ่อแก้วแม่แก้ว!! ไผนิ!! แล้วเป็นจะใดตึงมาเป็นจะอี้ก๋าคุณโอม!!!” ...อินตาตกใจกับภาพที่เห็นแล้วพูดจนลิ้นพันกัน ...โอมรีบกดโทรศัพท์มือถือหาหัวหน้าสถานีอนามัยที่เขารู้จักดีและอยู่ห่างออกไปห้ากิโลเมตร เมื่อหัวหน้าสถานีอนามัยรับสาย “ฮัลโหล!!! หมอๆๆ...ช่วยมาที่นี่ด่วนเลยครับ!! มีคนได้รับบาดเจ็บสาหัส!! เอาเครื่องมือทำแผล กับยาฉีดมาด้วยนะครับ!!! เร็วๆ ครับ!!!” ...เขาเองก็พูดจนลิ้นรัวเพราะตระหนกไม่แพ้ลูกน้องแต่พยายามตั้งสติเพื่อบอกอาการเบื้องต้นเท่าที่เห็นให้หมอทราบ “ให้พาไปที่นั่นเหรอครับ!! เอ่อออ...สะดวกมาที่นี่มั้ยครับ!! ผมว่าหมอเอาเครื่องมือมานี่ดีกว่าเพราะดูแล้วอาจต้องให้แสงดาวช่วยด้วยน่ะครับ!! คือเขาเป็นผู้หญิงน่ะหมอ!! นะครับๆ มาเลยนะครับ!! ด่วนเลยครับ!! ตอนนี้น่าเสียเลือดมากน่ะครับ!!” ...เขาเร่งเร้าอย่างร้อนใจจนคุณหมอรับปากว่าจะรีบมา แต่ระหว่างรอหมอเขาต้องช่วยเบื้องต้นก่อน “แสงดาวไปเอาผ้าชุบน้ำมาเร็วๆ อินตาเข้าไปเอาผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ผมมาแล้วเอาทิชชู่มาเช็ดเลือดด้วย เร็วๆ!!!” ...โอมสั่งทั้งสองให้รีบทำตาม แล้วเขาก็จัดการเลื่อนโต๊ะตรงกลางออกไป แล้วเลื่อนเก้าอี้โซฟาตัวสั้นมาใกล้เธอ โอมรีบนั่งบนเก้าอี้ตัวที่เลื่อนเข้ามาแล้วก้มลงจับปลายคางคนเจ็บแล้วค่อยๆ พลิกใบหน้าเพื่อให้หันมาดูชัดๆ มืออีกข้างก็รับกระดาษทิชชู่จากอินตาแล้วค่อยๆ เช็ดเลือดบนใบหน้านั้นอย่างระวัง ...เขาช้อนศีรษะนั่นอีกครั้งแล้วสอดผ้าขนหนูที่พับตามยาวเข้าไปใต้ลำคอเพื่อจะช่วยห้ามเลือดที่ยังคงไหลออกมาจากหลังหู แล้วค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำที่แสงดาวยื่นให้เช็ดคราบเลือดบนผิวแก้ม รอบดวงตา สันจมูก เขาเช็ดไปมองใบหน้าที่หมดสตินั้นไป และแล้วเมื่อเค้าหน้าของคนเจ็บก็ค่อยๆ ชัดขึ้น “เฮ้ยยยยย!!!! นี่มัน!! นี่คุณคนนั้นนี่!!!” ...โอมอุทานอย่างตกใจอีกครั้ง คิ้วขมวดแสดงอาการแปลกใจและไม่อยากเชื่อ แล้วเขาก็นึกถึงเธอคนนี้ที่มาขอถ่ายรูปดอกกล้วยไม้ในตลาดเมื่อไม่กี่วันก่อน...แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ แล้วไปมีเรื่องกับพวกนั้นได้อย่างไร แล้วเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ที่ไหน ญาติพี่น้องจะรู้หรือไม่ พ่อแม่อยู่ที่ไหน เธอไปทำอะไรให้พวกนั้นโกรธถึงขนาดวิ่งไล่ล่าเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ คำถามผุดขึ้นมาในหัวโอมเป็นชุดๆ แล้วทำไมหมอถึงมาช้าจัง โอมคิดๆๆ แต่มือก็ไม่ยอมหยุดที่จะเช็ดคราบเลือดให้เธอ
........................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




