ANMELDEN...ช่วงสายของอีกวัน ทั้งโอม แสงดาวและอินตา มาอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อรอดูอาการคนบาดเจ็บที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนที่นอนในห้องรับรอง
...เปลือกตาหนักอึ้งของคนบาดเจ็บค่อยๆ ขยับช้าๆ นั่นเป็นสัญญาณให้คนที่รอดูอาการรู้ว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว
“คุณโอมเจ้า!!! เปิ้นฟื้นแล้วเจ้า!!” ...แสงดาวลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ข้างที่นอนร้องบอกอย่างตื่นเต้น โอมที่ยืนพิงขอบหน้าต่างรีบเดินมาดู อินตาซึ่งนั่งอยู่ใกล้ประตูห้องก็ลุกพรวดมาดูเช่นกัน ...โอมเดินมายืนตรงข้างเตียงใหญ่แล้วก้มมองคนที่กำลังบังคับเปลือกตาให้เปิดขึ้น คนบาดเจ็บที่เพิ่งฟื้นจากการหมดสติพยายามฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นแต่ดูเหมือนจะยากเอากาอยู่ จนคนยืนมองแอบลุ้นตามว่าตาคู่นั้นจะเปิดได้หรือไม่ “น้ามมมม!! ขอน้ามมมม!!” ...เสียงแหบพล่าร้องขอน้ำเบาๆ ผ่านริมฝีปากแห้งผาก แสงดาวรีบหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงแล้วใช้หลอดใส่ลงในแก้วน้ำพร้อมกับค่อยๆ ให้ปลายหลอดแตะยังมุมปากคนเจ็บเพื่อให้ค่อยๆ ดูดกลืนน้ำจากแก้ว ...เสียงกลืนน้ำอึกๆ จนน้ำเกือบหมดแก้วทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิทนั้นทำให้ทุกคนลุ้นว่าอาการเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง จนเมื่อดื่มน้ำเสร็จเธอก็พยายามจะลืมตาให้ได้ แล้วเปลือกตาคู่นั้นก็ค่อยๆ เปิดขึ้น...การไม่คุ้นกับแสงทำให้ม่านตายังคงพล่ามัวมองเห็นไม่ชัด แต่คนเจ็บพยายามกระพริบตาขึ้นลงหลายครั้งเพื่อปรับสภาพการรับแสง แต่เมื่อทุกอย่างยังคงพล่ามัวคนเจ็บก็มีสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น!!!” ...คนเจ็บร้องถามออกมาด้วยอาการตื่นกลัว โอมเพ่งมองใบหน้าคนเจ็บแล้วขมวดคิ้วเพราะสงสัยกับปฏิกิริยานั้น “เป็นไงบ้างครับคุณ!!” ...คนเจ็บมีปฏิกิริยาเอียงหูตามเสียงที่ได้ยิน นั่นยิ่งทำให้โอมแปลกใจว่าทำไมเธอไม่มองหน้าคนที่อยู่รอบๆ เพราะปกติคนที่เพิ่งฟื้นมักจะมองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีเพื่อให้เห็นว่าเป็นใครบ้าง ...คนเจ็บเอียงหูเหมือนรอฟังเสียงพูดต่อพร้อมกับหันหน้าไปมองยังต้นเสียงแล้วกระพริบตาอีกหลายครั้งจนใบหน้าของคนพูดชัดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยแต่อาการตาพล่ายังคงมีอยู่ ...เบญรดามองหน้าเขานิ่งและนาน เขาเองก็มองกลับมานานเท่ากับที่เธอมองเขา สายตาทั้งคู่ประสานกันแต่ความหมายในแววตาที่ส่งให้กันนั้นช่างไปคนละเรื่อง สายตาของคนที่ยืนมองลงมามีแววความเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันผสมกับความสงสัยในตัวเธอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ส่วนสายตาเบญรดาที่เผลอจ้องเขานานขนาดนี้เพราะเธอกำลังทบทวนความจำว่าคนที่เห็นนี้เหมือนเคยเจอกันที่ตลาดดอกไม้และขอเขาถ่ายรูปกล้วยไม้อีกด้วย ถึงตาจะพล่าแต่ระยะใกล้แค่นี้เธอก็พอมองออกว่าเป็นเขา แต่ก็สงสัยว่า..
(แล้วเขามายืนมองเราอยู่ได้อย่างไร เขาเป็นใครมาจากไหนทำไมไม่อยู่ที่ตลาดดอกไม้ หรือเขาช่วยเราไว้!!!)...เมื่อคิดได้ดังนั้นเบญรดาก็ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองลูบไปตามลำคอ หน้าอกและแขน และทำท่าจะลุกจากที่นอน
“อะ..โอ๊ยยย!!!” ...อาการปวดหนึบที่ศีรษะทำให้เธอต้องร้องออกมาขณะกระเด้งตัวขึ้นอยู่ในท่านั่ง เธอจึงจับๆ คลำๆ บนศีรษะตัวเองแล้วถึงรู้ว่ามีผ้าพันแผลพันอยู่รอบศีรษะ เมื่อหันมองรอบๆ โดยใช้มือลูบคลำไปบนพื้นฟูกที่นอนด้วยก็รู้อีกว่าตัวเองนอนอยู่กลางเตียงหลังใหญ่ฟูกหนานุ่ม แล้วเธอก็ค่อยๆ คิดทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน “เอ่อออ...ฉันมาอยู่นี่ได้ยังไงคะ!!!” ...เธอถามและมองไปรอบๆ อีกครั้ง จนเห็นเขาขยับมายืนชิดขอบที่นอนแล้วผู้หญิงคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ถอยไปยืนกับผู้ชายอีกคน ...โอมเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงแล้วมองเธออย่างสำรวจ “คุณยังไม่ได้ตอบเลยว่าเป็นยังไงบ้าง!!” ...น้ำเสียงเขาเหมือนจะบอกว่าอยากรู้อาการเธอมากกว่าจะให้เธอรู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ...เบญรดาหันมาเขาเพื่อจะมองเขาให้ชัดอีกที สมองก็ยังคงคิดลำดับภาพเหตุการณ์เมื่อคืน แต่เพราะแผลที่โดนหวดด้วยไม้เข้าที่กกหูทำให้เจ็บร้าวไปทั้งศีรษะและรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ จนปวดตุบๆ....โอมเห็นอาการคนเจ็บก็รู้สึกเจ็บตามไปด้วย
“ถ้ายังเจ็บอยู่ก็นอนพักก่อนนะครับ เรื่องอื่นค่อยคุยกันรอให้อาการดีขึ้นก่อน เมื่อคืนคุณหมอทำแผลและฉีดยาแก้ปวดให้แล้ว แผลคุณไม่ใหญ่มากแต่คงโดนตรงเส้นเลือดพอดีเลยทำให้เลือดออกเยอะ และไม่รู้ว่าแรงกระแทกหนักมากแค่ไหน ทางที่ดีควรไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์นะครับ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้นอนพักผ่อนก่อนแล้วกัน”...โอมพูดอย่างเห็นใจและค่อยๆ โน้มตัวลงไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอแล้วกดร่างเบาๆ เพื่อให้เธอได้นอนพักต่อซึ่งเบญรดาก็ไม่ฝืน ยอมนอนลงอย่างเดิม
...เขาพูดเหมือนคนใจดีที่ไม่ได้รีบเร่งจะอยากรู้ว่าเธอคือใคร แต่คำว่าไปโรงพยาบาลทำให้เบญรดาเกิดความกังวลกับสิ่งที่จะตามมาหากต้องไปตามที่เขาว่า “เอ่อออ...ฉันคิดว่าไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ ขอพักอีกสักหน่อยก็โอเคแล้วค่ะ” ...เบญรดาพูดและปิดตาลง เธอกำลังทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น แล้วความจำสุดท้ายก็มาจบลงตรงที่เธอกำลังวิ่งหนีพวกนั้นขณะที่ศีรษะก็ปวดมากขึ้นและเลือดก็ไหลไม่หยุด เธอจำได้ว่าวิ่งผ่านรถหลายคันที่จอดอยู่ริมถนน และพวกนั้นก็วิ่งใกล้เข้ามาทุกที...ขณะนั้นความรู้สึกเหมือนจนตรอกไม่รู้จะหลบไปทางไหนดี จึงเบี่ยงร่างเข้าหลบระหว่างรถที่จอดต่อท้ายกันแล้วลองเปิดประตูท้ายรถคันตรงหน้าอย่างไม่คาดหวัง แต่ปราฏกว่ามันเปิดได้เธอจึงรีบมุดเข้าไปซ่อนตัวด้านในแล้วปิดประตูท้ายรถอย่างรวดเร็ว และเป็นนาทีเดียวกันกับที่พวกนั้นวิ่งผ่านรถคันนั้นไปพอดีโดยไม่ได้เอะใจว่าเธอจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในรถ
...แต่กับโอมตอนนี้ คำพูดของเธอที่ว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลทำให้โอมสงสัยมากขึ้นถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเธอไม่อยากไปโรงพยาบาล แต่อาการหนักขนาดนี้ยังไงก็ควรได้รับการตรวจ “ไม่ได้ครับ!! คุณต้องไปให้หมอเช็คสมองว่าได้รับการกระทบกระเทือนมากแค่ไหน ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้นะครับ แล้วจะให้ผมช่วยติดต่อญาติมั้ยครับ!! คุณไม่มีโทรศัพท์เหรอ!!” ...เขายังถามกลับไปเพราะอยากช่วยให้เธอถึงมือหมอและอาสาจะติดต่อญาติให้ และตั้งแต่เห็นเธอกลิ้งตกลงมาจากรถ เขาก็ยังไม่เห็นโทรศัพท์มือถือของเธอเลย ทั้งร่างกายเธอนอกจากเสื้อผ้า รองเท้าถุงเท้าแล้ว ก็มีนาฬิกาข้อมือและเงินในกระเป๋ากางเกงไม่กี่ร้อยบาทแค่นั้นเอง ...เบญรดายังคงนอนปิดตาแต่ก็ตั้งใจฟังที่เขาพูด เธอคิดว่าโทรศัพท์มือถือคงตกหายตอนขณะวิ่งหนีหรือตะลุมบอนกันตรงซอยหลังอพาร์ทเม้นท์นั้นแน่ๆ หากมีคนเก็บได้และนำไปส่งตำรวจก็โชคดีไปแต่ถ้ายึดไว้แล้วนำไปขายเพื่อแลกเงินเท่ากับข้อมูลการสื่อสารระหว่างเธอกับเจ้าหน้าที่อาจเล็ดลอดออกไปได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่อยากรู้มากที่สุดคือตัวเองอยู่ที่ไหน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







