FAZER LOGINกำแพงเมืองสูงตระหง่านก่อด้วยอิฐสีเทาหมองคล้ำตั้งขวางกั้นระหว่างความป่าเถื่อนภายนอกและความศิวิไลซ์จอมปลอมภายใน ป้อมปราการแห่งนี้คือเมืองหลี่เฉิงด่านหน้าสุดขอบชายแดนที่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิช ทหารหนีทัพ และจอมยุทธ์พเนจร
แถวของผู้คนที่รอตรวจเข้าเมืองยาวเหยียดไปจนสุดสายตา ทหารยามหน้าประตูตรวจค้นอย่างละเอียดพร้อมรีดไถสินบนอย่างเปิดเผย ใครไม่มีเงินก็ถูกถีบออกมาอย่างไม่ไยดี
เซียวหลัน อาหลง และเสี่ยวชุนในสภาพมอมแมมเดินตรงเข้าไปที่ช่องทางพิเศษซึ่งเป็นช่องทางสำหรับขุนนางและผู้มีอิทธิพล
"หยุด! ไอ้พวกขอทาน ตาบอดรึไง นี่มันช่องทาง..." ทหารยามตวาดเสียงดังเงื้อหอกขึ้นเตรียมฟาด
เซียวหลันไม่พูดพร่ำทำเพลง นางล้วงป้ายไม้สีดำสลักรูปหัวหมาป่าแยกเขี้ยวโยนใส่อกทหารนายนั้น
ทหารหนุ่มรับป้ายมาดู พอเห็นสัญลักษณ์ชัดเต็มตาเขาก็หน้าถอดสี มือไม้อ่อนแทบจะทำหอกหลุดมือ
"ปะ... ป้ายของกลุ่มหมาป่าดำ!" เขาละล่ำละลักรีบก้มหัวปลกๆ "ขออภัยขอรับแม่นาง! ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญ... เชิญผ่านได้เลยขอรับ!"
เซียวหลันกระตุกยิ้มมุมปากภายใต้คราบโคลน นางเดินเชิดหน้าผ่านประตูเมืองไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้ชาวบ้านที่ต่อแถวรอมาครึ่งค่อนวันมองตาค้าง
‘อำนาจเถื่อน บางครั้งก็ใช้งานง่ายกว่ากฎหมาย'
เมื่อเข้ามาภายในเมืองบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถนนหนทางปูด้วยหินแผ่นใหญ่ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงและโรงเตี๊ยมที่ส่งกลิ่นหอมของสุราและเนื้อย่าง ผู้คนเดินขวักไขว่มีทั้งชาวฮั่นและชนเผ่าต่างถิ่นที่แต่งกายแปลกตา
สิ่งแรกที่เซียวหลันทำคือพาพรรคพวกไปโรงอาบน้ำสาธารณะและร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป
หนึ่งชั่วยามผ่านไป...
ขอทานอัปลักษณ์ทั้งสามหายไปแทนที่ด้วยดรุณีน้อยหน้าตาหมดจดสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่ดูสะอาดตา แม้เซียวหลันจะยังใช้เทคนิคแต่งหน้าบางๆ เพื่อพรางความงามที่โดดเด่นเกินไปแต่รัศมีความฉลาดเฉลียวในดวงตาก็ยากจะปิดบัง
"เงิน 50 ตำลึงใช้ซื้อเสื้อผ้าและอาหารไป 2 ตำลึง เหลือ 48" เซียวหลันคำนวณในใจ “เราต้องหาที่พักและร้านค้า แต่ด้วยเงินแค่นี้คงได้แค่เพิงหมาแหงนท้ายเมือง"
นางเดินนำพรรคพวกไปหานายหน้าค้าที่ดินที่ย่านตลาด นายหน้าเป็นชายร่างท้วมไว้หนวดจิ๋ม พอเห็นการแต่งกายของเซียวหลัน เขาก็ทำท่าทางเบื่อหน่าย "แม่นางน้อย เงินแค่นี้จะเอาตึกแถวสองชั้นติดถนนใหญ่ ฝันกลางวันอยู่รึเปล่า ไปหาเช่าห้องรูหนูอยู่เถอะไป"
"ข้าต้องการตึก..." เซียวหลันเอ่ยเสียงเรียบ "เก่าหน่อยไม่เป็นไร ขอแค่โครงสร้างแข็งแรง มีพื้นที่กว้างขวาง และราคาถูกที่สุด"
นายหน้ากลอกตาไปมา จู่ๆ เขาก็ชะงักเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“อ้อ! มีอยู่ที่หนึ่ง ถูกแสนถูก ถูกเหมือนให้เปล่า! เป็นตึกไม้สองชั้น มีลานหลังบ้าน กว้างขวางโอ่อ่า อยู่ท้ายตลาดสมุนไพรนี่เอง"
"ราคาเท่าไหร่"
"ขายขาด 30 ตำลึง!"
อาหลงตาโต "30 ตำลึง! ถูกขนาดนี้เชียวรึขอรับ ตึกแถวนั้นราคาเป็นร้อยตำลึงนี่นา"
"แต่..." นายหน้ายิ้มแหยๆ "มันมี... เอ่อนิดหน่อย... คือเจ้าของเก่าตายยกครัว คนเช่ารายต่อมาก็ผูกคอตาย บ้างก็ว่าได้ยินเสียงคนร้องไห้ทุกคืน ชาวบ้านเรียกว่าเรือนกลืนวิญญาณ ไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้มาสามปีแล้ว"
เสี่ยวชุนหน้าซีดเกาะแขนเซียวหลันแน่น "คะ... คุณหนู... มันมีผีนะเจ้าคะ"
เซียวหลันเลิกคิ้ว "คนตายเพราะโรคหรืออุบัติเหตุ"
"ตายแบบไม่มีสาเหตุ! นอนไหลตายบ้าง คลุ้มคลั่งฆ่าตัวตายบ้าง ซินแสบอกว่าฮวงจุ้ยมันกินคน!"
"น่าสนใจ" เซียวหลันพึมพำ ดวงตาเป็นประกายวาววับ ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความท้าทายของนักวิทยาศาสตร์อย่างนาง "พาข้าไปดูหน่อย"
เรือนกลืนวิญญาณตั้งอยู่สุดซอยของตลาดสมุนไพร ทำเลดีเยี่ยมแต่เงียบเหงาราวป่าช้า ตัวตึกไม้เก่าคร่ำครึสีดำทะมึน หน้าต่างปิดสนิททุกบาน มีเพียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของไม้ทำให้เกิดเสียงคล้ายคนสะอื้น
"เชิญ... เชิญแม่นางดูตามสบาย ข้ารอตรงนี้นะ" นายหน้ายืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูรั้ว ไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป
เซียวหลันผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเดินเข้าไป ภายในตึกมืดทึบและอับชื้น ฝุ่นจับหนาเตอะ
"กลิ่นนี้" จมูกของเซียวหลันกระตุก นางได้กลิ่นฉุนจางๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นอายความตาย แต่เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยในห้องแล็บเคมี นางตัดสินใจเดินสำรวจไปทั่วชั้นล่างก่อนจะขึ้นไปชั้นสอง และจบลงที่ห้องนอนใหญ่ที่ว่ากันว่าเจ้าของเดิมนอนตาย
"คุณหนู กลับกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าขนลุกไปหมดแล้ว" เสี่ยวชุนกระซิบ
"อาหลง จุดไฟ" เซียวหลันสั่ง
เมื่อแสงเทียนสว่างขึ้น เซียวหลันก้มลงสำรวจพื้นไม้และผนังห้องอย่างละเอียด นางพบราสีดำเกาะกลุ่มกันหนาแน่นตามซอกมุมที่อับชื้น และที่ใต้เตียงนอนมีซากหนูตายแห้งกรังหลายตัว
"สปอร์ราดำที่ปล่อยสารพิษไมโคทอกซินบวกกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากเตาผิงที่ระบายอากาศไม่ดี" เซียวหลันสรุปในใจ
อาการของพิษราดำและก๊าซพิษคือวิงเวียน เห็นภาพหลอน หายใจไม่ออก และอาจเสียชีวิตขณะหลับ นี่คือสาเหตุของผีที่ชาวบ้านหวาดกลัว
"ฮวงจุ้ยกินคนงั้นรึ? ไร้สาระชะมัด” เซียวหลันเดินกลับออกมาหานายหน้าพร้อมรอยยิ้มเย็น “ข้าเอาที่นี่! แต่ 30 ตำลึงแพงไปสำหรับบ้านที่ข้าต้องเสี่ยงชีวิตปราบผี 20 ตำลึง ขาดตัว ถ้าไม่ขาย ข้าจะไปป่าวประกาศว่าผีที่นี่ดุแค่ไหนจนท่านขายไม่ออกไปอีกสิบชาติ"
นายหน้าหน้าซีดเหงื่อตก อยากจะรีบปล่อยของร้อนเต็มแก่ "ตกลง! 20 ก็ 20! ทำสัญญาเดี๋ยวนี้เลย!”
เมื่อเซ็นสัญญาเสร็จสิ้นและนายหน้ารีบเผ่นแน่บไปแล้ว เซียวหลันก็หันมาสั่งงานบ่าวทั้งสอง "อาหลงไปจ้างช่างมาเจาะหน้าต่างเพิ่มให้อากาศถ่ายเท รื้อพื้นไม้ที่ขึ้นราออกให้หมดแล้วเอาน้ำส้มสายชูเช็ดทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม ส่วนเสี่ยวชุนไปซื้อปูนขาวมาโรยรอบบ้าน"
"คุณหนูจะปราบผีด้วยปูนขาวหรือเจ้าคะ"
"ข้าจะปราบเชื้อโรคต่างหาก" เซียวหลันยิ้มมุมปาก “ที่นี่แหละจะเป็นบ่อเงินบ่อทองของเรา หอโอสถเซียว จะกลับมาผงาดที่นี่!"
แต่ความวุ่นวายยังไม่จบสิ้น ขณะที่พวกเขากำลังเริ่มลงมือทำความสะอาด เสียงเอะอะก็ดังมาจากหน้าประตูรั้ว กลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลง 5-6 คน เดินอาดๆ เข้ามาในลานบ้าน แต่ละคนถือกระบองไม้กันหมด
"เฮ้ย! ใครอนุญาตให้พวกแกเข้ามาซั่วฮาในถิ่นข้า!" ชายหัวหน้าแก๊งที่มีแผลเป็นบนหน้าตะคอก "ที่นี่เป็นเขตดูแลของ แก๊งมังกรดิน จะซื้อจะขายต้องผ่านข้าก่อน จ่ายค่าคุ้มครองมาซะดีๆ ไม่งั้นข้าจะพังร้านให้เละ!"
เซียวหลันถอนหายใจยาว นางวางไม้กวาดในมือลงอย่างเชื่องช้า หันมาเผชิญหน้ากับเจ้าถิ่นกลุ่มใหม่
‘เพิ่งปราบผีราดำไป ต้องมาปราบผีเปรตต่ออีกหรือนี่'
นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ไม่ได้หยิบป้ายหมาป่าดำออกมาเพราะนั่นเป็นของแก๊งนอกเมืองหากเอามาใช้ในเมืองอาจจะเกิดปัญหาข้ามเขต แต่ครั้งนี้นางหยิบห่อผงสีขาวเล็กๆ ออกมาแทน
"ค่าคุ้มครองหรือ" นางถามเสียงหวาน "ข้าไม่มีเงินหรอก แต่ข้ามีแป้งหอมสูตรพิเศษ จะลองดมดูหน่อยไหมพี่ชาย”
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั
สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย
สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม
หัวใจของเซียวหลันกระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าสีหน้าภายใต้การตกแต่งด้วยคราบยาและสีสกัดจากรากไม้ยังคงนิ่งสนิทประหนึ่งผิวน้ำในบ่อน้ำลึก นางรู้ดีว่าในสงครามประสาทเช่นนี้ ใครที่กะพริบตาก่อนคือผู้พ่ายแพ้นางค่อยๆ เงยหน้าที่ดูแก่ชราขึ้นสบตาข้ามม่านมุกที่สั่นไหว แววตาของฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งที่จ้องมองมานั้นแหลม
รุ่งอรุณที่ชายฝั่งทิศเหนือนั้นช่างดูพร่าเลือนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนที่ยังไม่แห้งสนิท ม่านหมอกสีเทาจางๆ ลอยปกคลุมเหนือผิวน้ำที่นิ่งสงบ ไร้ซึ่งลมแรงที่เคยพัดกระโชกเหมือนบนยอดเขาไท่ซาน คณะเดินทางที่เหลือเพียงสามคน นั่นก็คือเซียวหลัน หลี่หยาง และเสี่ยวชุนเดินลัดเลาะมาตามแนวป่าสนจนถึงท่าเรือลับที่ซ่อ
เหนือผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เรือสำเภามังกรวารีแหวกฝ่าเกลียวคลื่นสีเงินยวงที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ ท้องทะเลในยามวิกาลดูเงียบสงบราวกับกระจกเงาบานยักษ์ที่สะท้อนภาพดารานับล้านดวง ทว่าภายใต้ความวิจิตรนั้นกลับมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกรากประหนึ่งลางบอกเหตุร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเซียวห
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมผืนป่าแดนใต้ แสงจันทร์เสี้ยวเบื้องบนช่างดูห่างไกลและซีดเซียวราวกับดวงตาของผู้วายชนม์ที่จ้องมองลงมายังโลกมนุษย์ ความเงียบสงัดของป่าดิบชื้นรอยต่อทิศตะวันตกไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบสุข หากแต่เป็นความเงียบที่กดดันประหนึ่งพายุใหญ่กำลังตั้งเค้าลึกเข้าไปในเงาไม้ที่บิดเบี้ยว







